ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องนุ่มๆ ของอาเบิร์ด หรือว่าเสียงร้องของพี่ๆ สุดหล่อ F4 ก็คงต้องชิดซ้ายตกขอบไปเลย
ก็เพราะว่ายามนี้คุณพ่อคุณแม่คงกำลังเงี่ยหูฟังเสียงแรกของลูกอยู่น่ะสิ อยากรู้จังว่าเขาจะพูดคำว่าอะไร ทนรอไม่ไหวแล้ว...
ในช่วงแรกเกิดนั้น ปากจะเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ทุกๆ สิ่งเลยค่ะ เพราะทารกมีสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว
นั่นคือการใช้ปากดูดนมและใช้อวัยวะในช่องปากเพื่อกลืนและหายใจ ขณะเดียวกันก็ใช้อวัยวะภายในช่องปากเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆ
อย่างเป็นจังหวะสอดคล้องกันไป เช่น เวลาที่ทารกดูดนมเข้าปาก ลิ้นกับเพดานปากจะต้องดันนมเข้าสู่คอหอย
และเมื่อนมไหลเข้าสู่หลอดอาหาร ฝาปิดกล่องเสียงก็จะทำหน้าที่ปิด เพื่อป้องกันไม่ให้นมไหลเข้าหลอดลมค่ะ
ดังนั้น การพัฒนาริมฝีปากและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการพูดในช่วงวัยทารกนี้ จึงมีความสำคัญมาก
เพราะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาการรับรู้ในด้านต่างๆ และที่เด่นชัดก็คือ พัฒนาการทางด้านสติปัญญา
และพัฒนาการทางภาษาและการพูดค่ะ
0-3 เดือน มีแต่เสียงร้องจ้า
เจ้าหนูยังมีข้อจำกัดในการเปล่งเสียงค่ะ เพราะโครงสร้างอวัยวะในช่องปากและสายเสียงยังพัฒนาไม่เต็มที่
ดังนั้น เด็กแรกเกิดจึงใช้การร้องไห้เพื่อแสดงความต้องการ เช่น หิว ไม่สบาย หรือเจ็บป่วยค่ะ
พออายุเข้าเดือนที่ 2 คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มแยกออกแล้วว่า เสียงร้องไห้แบบไหนลูกรู้สึกอย่างไร
เพราะการร้องไห้ขอเด็กนั้นมีความแตกต่างกันทั้งจังหวะและระดับเสียง นอกจากนี้เด็กก็เริ่มมีการรับรู้ทางสังคมแล้ว
โดยแสดงออกด้วยการมองสบตาและยิ้มรับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองทำปากจู๋ แลบลิ้น หรืออ้าปากกว้างให้เด็กมอง
ก็จะพบว่าเด็กพยายามที่จะเลียนแบบค่ะ
ช่วงนี้สำคัญมากคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นพูดคุยกับลูก โดยเฉพาะขณะที่ลูกดูดนมแม่ จะมีการมองสบตากัน
และช่วงที่ลูกหยุดดูดนมชั่วขณะ แม่ก็จะกระตุ้นด้วยการทำเสียงเล่นกับลูกหรือพูดคุยด้วย
จนลูกกลับมาดูดนมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งลักษณะนี้ถือเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้เรื่องการสนทนาค่ะ
และพอเข้า 2-3 เดือน เจ้าหนูก็จะเริ่มควบคุมกล้ามเนื้อปากและสายเสียงได้ ตอนนี้จะมีเสียงหัวเราะคิกคักแล้วค่ะ
นอกจากนี้ นักภาษาศาสตร์ได้ศึกษาลักษณะเสียงของทารกพบว่า ช่วง 3 เดือนแรกที่ทารกส่งเสียงร้องไห้และเสียงอ้อแอ้
ยังไม่จัดว่าเป็นหน่วยเสียง (phonomic) แต่เป็นแค่ sound เท่านั้น เพราะเสียงที่ทารกเปล่งออกมาขาดการขี้เฉพาะ
และไม่มีโครงสร้างที่แท้จริง น่าจะเป็นการบริหารลมหายใจ และการรับรู้ การสั่นสะเทือนที่สายเสียงมากกว่า
เจ้าหนูจึงเล่นเสียงออกมาไงคะ
3-6 เดือน ร้องเล่นสนุกคนเดียว
การส่งเสียงร้องไห้ลดลง มีการเปล่งเสียงและเล่นเสียงยามอยู่ตามลำพังค่ะ
เจ้าหนูจะตอบสนองต่อคำพูดของคุณพ่อคุณแม่ด้วยการหันหาเสียง แถมมีการเล่นเสียงกับคนใกล้ชิดด้วย
ทั้งเริ่มส่งเสียงเลียนแบบและโต้ตอบกับเสียงที่ได้ยิน (Socialize vocal play) ช่วงนี้เจ้าหนูจะใช้เสียง
เพื่อแสดงให้รู้ถึงความต้องการและความรู้สึกของตนเอง เช่น ถ้าไม่พอใจจะทำเสียงในคอเหมือนขู่คำราม
แต่ถ้าพอใจจะทำเสียงสูง หากผู้ใหญ่พูดกับเด็กขณะที่เด็กทำเสียงต่างๆ แล้ว เขาก็จะเชื่อมโยงความหมายของเสียงนั้นกับชื่อ
คน สัตว์ สิ่งของ เพราะวัยนี้เด็กรู้จักฟังเสียงคนอื่นแล้วค่ะ
6-11 เดือน เริ่มจ้ออ้อๆ แอ้ๆ
เจ้าหนูจะส่งเสียงอ้อแอ้ไปเรื่อยๆ (babbling) และเลียนแบบพร้อมกับโต้ตอบเสียงที่ได้ยิน (socialize vocal play) มากขึ้น
เข้าใจความหมายของคำว่า กิน มากขึ้น พอเข้าอายุ 9 เดือน เด็กส่วนใหญ่เริ่มพูดตามแล้ว (Echolalia)
แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายค่ะ
วัย 1 ปีขึ้นไป...
ฮั่นแน่! เริ่มพูดคำเดี่ยวๆ ได้แล้ว ซึ่งคำที่เด็กพูดนี้มีความหมายเหมือนเป็นประโยคทั้งประโยคเลยนะคะ
เช่น เด็กพูดคำว่า แม่ อาจหมายถึง แม่มานี่ แม่หิวนม แม่อุ้มหน่อย แล้วยังมีการเล่นเสียงที่เป็นภาษาของตนเอง
และมีการพูดคุยกับตัวเองด้วยค่ะ
พ่อแม่ช่วยลูกอย่างนี้สิ
วันแรกที่ลูกเกิดพ่อแม่ก็สอนลูกได้แล้วค่ะ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เพียงคุณแม่อุ้มลูกในอ้อมอก
แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่แก้มของลูกเบาๆ พร้อมกับพูดเสียงแหลมเล็กน้อยกับเด็กว่า ดวงใจของแม่ แม่รักหนูจัง
หรืออะไรก็ได้ และจ้องไปที่ตาของลูก อีกทางหนึ่งคือ อุ้มลูกให้ประจันหน้ากับคุณแล้วคุยหรือร้องเพลง
โดยปากจะต้องกว้างกว่าปกติ เล่นหูเล่นตากับเด็ก แลบลิ้น ทำปากจู๋ ทำท่าหาว เป็นต้นค่ะ
ในทางกลับกัน เด็กบางคนที่มีพัฒนาการทางภาษาและการพูดล่าช้า อาจมีสาเหตุจาก
คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาเล่นกับลูก จึงให้เด็กอยู่หน้าจอทีวีวันละหลายๆ ชั่วโมง
เพราะเข้าใจผิดคิดว่าการสอนเด็กทารกด้วยซีดีสอนภาษา จะทำให้ลูกพูดเก่ง มีสติปัญญาดี
ซึ่งความจริงแล้วเด็กทารกยังไม่ถึงวัยที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แต่เด็กจะเรียนรู้เรื่องต่างๆ
จากพ่อแม่และผู้ใกล้ชิดมากกว่าค่ะ
(update 13 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|