อย่าปล่อยให้ลูก นอนกรน


ถ้าไม่คิดอะไรมาก เห็นลูกนอนกรนคงรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้ถึงผลเสียที่เกิดขึ้น กับการปล่อยให้ลูก “นอนกรน” แล้วล่ะก็ รับรองร้อยทั้งร้อยคนเป็นแม่นิ่งนอนใจไม่ได้แน่ๆ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า เรียนไม่เก่ง เซื่องซึม ตื่นสาย ไม่ค่อยกินข้าว ดื้อ ซน และอีกหลายๆ ปัญหาพฤติกรรมของลูก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจาก “การนอนกรน” อาการที่ทำให้คุณภาพการนอนหลับและรวมไปถึงคุณภาพชีวิตของเจ้าตัวเล็กลดลงจนน่าเป็นห่วง!

เพราะหลังจากได้มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.นพ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิก ลาริงซ์วิทยา พบว่าถ้าแก้ปัญหาการนอนกรนของเจ้าตัวเล็กได้ ก็จะช่วยให้ปัญหาอื่นๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็จะช่วยให้ปัญหาอื่นๆ ดีขึ้นตามลำดับอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะหลายสาเหตุหลายปัญหามีความเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกันอยู่ค่ะ


กระบวนการเกิดเสียง "กรน"



ก่อนอื่นอยากแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จักกับระบบหายใจรวมถึงกระบวนการเดินทางของ “ลม” ที่ผ่านเข้าออกในทางเดินหายใจกันก่อนค่ะ เพราะ “ลม” นี่ล่ะที่ทำให้เกิดเสียงกรน

ขณะที่เราหายใจเข้า ลมหายใจจะผ่านทางเดินหายใจโดยเริ่มต้นที่จมูก แล้วลงมาตามคอ ผ่านไปยังหลอดลม และเข้าสู่ปอดเพื่อแลกเปลี่ยนออกซิเจน (บริเวณคอประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อที่มีลักษณะยืดหยุ่นตัว เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทอนซิล และลิ้น)

ในเวลากลางวันหรือขณะที่เราตื่นอยู่ กล้ามเนื้อคอจะมีความตึงตัวดี ทำให้ทางเดินหายใจอยู่ในสภาพปกติ จึงสามารถหายใจได้ไม่ติดขัด ส่วนขณะนอนหลับกล้ามเนื้อคอจะคลายตัวจนทำให้ช่องคอแคบลง ยิ่งหลับลึกกล้ามเนื้อรอบคอก็ยิ่งหย่อนเข้าหากัน ความแรงของลมหายใจที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นก็จะไปกระทบกับผนังคอด้านใน จนเกิดการสั่นสะเทือนและเกิดเป็นเสียง “กรน” ซึ่งถ้าหากมีปัจจัยต่างๆ ส่งผลให้ช่องคอแคบลงไปอีกเรื่อยๆ ช่องทางผ่านของลมยิ่งแคบ ก็จะยิ่งเกิดเสียง “กรน” ดังขึ้น และอาจแคบจนเกิดภาวะอุดตันในช่องคอแบบชั่วคราว ทำให้ลมหายใจเข้าออกขาดไปชั่วขณะ สังเกตได้จากคนที่นอนกรนแล้วลมหายใจสะดุดเป็นช่วงๆ


ทำไมเจ้าตัวเล็ก "นอนกรน"


เวลาพูดถึง “นอนกรน” เรามักจะนึกถึงภาพเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย ตัวอ้วนๆ พุงโตๆ เวลานอนหลับจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาเป็นจังหวะตามลมหายใจเข้าออกผ่านริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงตามแรงอัดของลม แต่จริงๆ แล้วเด็กเล็กๆ ก็นอนกรนได้นะคะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเด็กอ้วนเท่านั้นด้วย อาจารย์ชัยรัตน์บอกว่าผลการศึกษาในเด็กไทยโดยกลุ่มตัวอย่างอยู่ในภาคใต้ มีสถิติน่าสนใจค่ะว่าในจำนวนเด็กทุกๆ 100 คน จะพบเด็กนอนกรนเฉลี่ยอยู่ที่ 20% และส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 3-4 ขวบ ซึ่งอัตราส่วนของเด็กที่นอนกรนในปัจจุบัน ก็มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย มาดูกันก่อนว่าการที่เด็กเล็กๆ นอนกรนนั้นมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

1. ต่อมทอนซิล (อยู่บริเวณคอ) หรือต่อมอะดีนอยด์โต (อยู่บริเวณหลังจมูก) ทั้งสองชนิดเป็นต่อมน้ำเหลืองเหมือนกัน และหากต่อมใดต่อมหนึ่งโตให้สันนิษฐานไว้ได้เลยว่า อีกชนิดหนึ่งก็จะโตด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดในเด็ก ต่อมทั้งสองชนิดนี้จะโตเมื่อมีการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจบ่อยๆ

2. โครงสร้างของกะโหลกศีรษะรวมถึงใบหน้าของเด็ก เช่น มีคางสั้น คางเล็ก หน้าแบน หรือช่องคอแคบ (ซึ่งถือเป็นกรรมพันธุ์ที่อาจถ่ายทอดไปยังลูกได้ เพราะพบว่าถ้าพ่อหรือแม่นอนกรนและมีสาเหตุมาจากโครงสร้างอวัยวะ ลูกก็มักจะมีโอกาสนอนกรนได้ถึงร้อยละ 25)

3. ความอ้วน โดยเฉพาะในเด็กผู้ชายซึ่งพบว่านอนกรนมากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะปกติแล้วกล้ามเนื้อบริเวณคอของผู้ชายจะหนากว่า ยิ่งถ้าอ้วนด้วยแล้ว ไขมันที่มักจะมีการสะสมที่บริเวณคอก็จะยิ่งไปบีบให้ช่องคอตีบลงโดยเฉพาะเวลานอนหลับ

4. โรคทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการดาวน์
5. ทางเดินหายใจช่วงบนอักเสบ ลมหายใจเข้าออกลำบากและแรงขึ้นทำให้เกิดการกรน
6. มีก้อนเนื้องอกในทางเดินหายใจ
7. พยาธิสภาพในจมูก เนื่องจากผนังกั้นจมูกคด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้
8. กล้ามเนื้ออ่อนแรงในผู้ป่วยบางคน

"นอนกรน" กับผลที่ตามมา

เด็กๆ ที่นอนกรน บางคนหายใจทางจมูกแล้วไม่สามารถสูดลมเข้าไปได้เพียงพอ จึงต้องมีการหายใจทางปากช่วย ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์ชัยรัตน์ให้ความเห็นว่า

" คนเราควรหายใจทางจมูก เพราะจมูกมีที่กรองเชื้อโรค มีที่ปรับอุณหภูมิ เช่น อากาศภายนอกเวลาเราเปิดเครื่องปรับอากาศ 25 องศาเซลเซียส ตอนเราหายใจเข้าไป บริเวณจมูกจะทำการปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 30 องศา เทียบไปแล้วก็เหมือนเป็นฟิลเตอร์ คอยปรับให้สมดุล เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เราหายใจเข้าทางปาก แสดงว่าลมเข้าจมูกไม่ทันต้องใช้ปากช่วยโดยอัตโนมัติ เหมือนเวลาเราวิ่งเหนื่อยๆ หายใจไม่ทันก็ต้องหายใจทางปาก คือต้องใช้แรงเยอะ แล้วนี่เราหลับแทนที่ร่างกายจะได้ผ่อนคลาย กลายเป็นว่าต้องออกแรงหายใจทั้งคืน ร่างกายทำงานหนักมาก ก็เท่ากับว่าการนอนจริงๆ ไม่ได้นอนอย่างเต็มที่"

เพราะเด็กที่นอนกรน ส่วนใหญ่จะนอนหลับไม่สนิทตลอดคืน นอนดิ้น กระสับกระส่ายเนื่องจากต้องพยายามหาท่านอนหลับที่ทำให้หายใจสะดวก และต้องพยายามกระตุ้นตัวเองไม่ให้หลับลึกมาก ตรงนี้จึงมีผลเสียที่ตามมา คือ
  • ปลุกตอนเช้าไม่ค่อยอยากจะลุก ตื่นนอนไม่สดใส (แม้ดูเหมือนได้นอนทั้งคืน)
  • ปวดศีรษะในตอนเช้า
  • ง่วงนอนมากผิดปกติตอนกลางวัน
  • หงุดหงิด โมโหง่าย
  • สมาธิสั้น ความจำเสื่อมถอย ถ้าเข้าเรียนแล้วอาจมีปัญหา เรียนหนังสือไม่ดีไม่ทันเพื่อน
  • ฮอร์โมนต่างๆ ที่ควรหลั่งเป็นปกติก็จะขาดตกบกพร่อง เช่น GROWTH HORMONE ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความสูงของร่างกาย
  • ไม่ค่อยอยากกินอาหาร (ถ้าสาเหตุมาจากต่อมทอนซิลโตหรือต่อมอะดีนอยด์โต เพราะเด็กจะรู้สึกเจ็บคอ หรือลมผ่านจมูกได้น้อย ทำให้ไม่ได้กลิ่นอาหาร)
  • พัฒนาการช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน อาจเกิดได้ทั้งจากภาวะขาดออกซิเจนขณะหลับอยู่นานๆ หรือเกิดจากการง่วงนอนมากผิดปกติ
  • หลับไม่เป็นสุข ตื่นบ่อย ปัสสาวะรดที่นอน (เพราะมีฮอร์โมนบางตัวเพิ่มมากขึ้นและกระตุ้นให้ปวดปัสสาวะบ่อย รวมถึงมีผลทำให้ระบบสมองแปรปรวน การควบคุมระบบขับถ่ายก็แปรปรวนด้วย)
  • คุณภาพการนอนหลับลดลง การหลับช่วงตื้นเพิ่มขึ้น และช่วงหลับลึกลดลง
  • อ้าปากหายใจทำให้คอแห้ง และมีผลต่อพัฒนาการของกะโหลกศีรษะและฟันรวมถึงใบหน้า
  • หัวใจเต้นช้าเนื่องจากร่างกายขาดออกซิเจนอยู่บ่อยๆ
  • อาจเสียชีวิตได้กะทันหันเพราะทางเดินหายใจอุดกั้น (เนื่องจากผู้ป่วยเด็กไม่สามารถปรับตัวได้ทัน)

ทำไงดี ถ้าลูก "นอนกรน"

ความจริงเมื่อรู้สาเหตุของอาการ “นอนกรน” แล้วอยากให้คุณพ่อคุณแม่ป้องกันและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้ลูกนอนกรน ดีกว่าค่อยมาหาทางแก้ไขค่ะ แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นแล้วก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลไป เพราะ “การนอนกรน” ไม่ใช่โรคภัยร้ายแรง เพียงแต่ปรับสมดุลชีวิต และค้นหาว่าลูกนอนกรนด้วยสาเหตุอะไรและแก้ไขที่สาเหตุนั้น เช่น ถ้าลูกเป็นภูมิแพ้ก็ต้องรักษาอาการภูมิแพ้ และพยายามอย่าให้ลูกเป็นหวัดบ่อย หรือถ้าพบว่าลูกเป็นทอนซิลอักเสบและเป็นบ่อยๆ ส่วนใหญ่เมื่อมีข้อบ่งชี้และเด็กอายุมากกว่า 3 ปี แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดต่อมทอนซิล (ซึ่งถ้ามีข้อบ่งชี้จะพบว่า หลังจากตัดแล้วมีผลดีมากกว่าผลเสีย) หรือเวลานอนถ้าอากาศเย็นเกินไป ก็ให้ใส่ถุงเท้าให้ลูก เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เลือดลมก็จะไหลเวียนดีขึ้น ไม่ไปคั่งค้างที่บริเวณจมูกมากเกินไป หรือถ้าไม่ดีขึ้น ก็ควรจะปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อทำการรักษาต่อไป


ถ้าไปพบ "แพทย์"

แพทย์จะรักษาตามสาเหตุ แต่ก่อนอื่นอาจตรวจสอบการนอนหลับของคนไข้ ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า SLEEP TEST หรือ POLYSOMNOGRAPHY เพื่อดูว่าในการหลับแต่ละครั้งผู้ป่วยหลับได้ดีเพียงไร หลับลึกหรือตื้นแค่ไหน หรือมีการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ หรือไม่ (การหยุดหายใจหากนานกว่า 10 วินาทีและเป็นมากกว่า 5 ครั้งใน 1 ชั่วโมง ถือว่ามีอาการค่อนข้างรุนแรง ควรได้รับการรักษาจากแพทย์) เมื่อประเมินระดับขั้นของอาการแล้วจึงรักษา ซึ่งก็มีหลายวิธี ตั้งแต่แนะนำให้พ่อแม่ดูแลกิจวัตรของลูก รวมถึงให้จับลูกนอนตะแคงเพื่อลดอาการ ลดน้ำหนัก (ถ้าอ้วนมาก) หรือรักษาภูมิแพ้ รวมถึงอาจใส่เครื่องซีแพพ ช่วยบรรเทาอาการกรน หรือใส่หน้ากากครอบจมูก ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแต่ประการใด

จะว่าไปแล้วปัญหาใหญ่ๆ ของการ “นอนกรน” ก็คือทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมด้วย โดยเฉพาะเวลานอนหลับ เดือดร้อนรำคาญและอีกสาเหตุหนึ่งคือปัญหาสุขภาพที่ตามมา เพราะถึงแม้บางรายจะไม่รุนแรงจนถึงกับหยุดหายใจ แต่ก็ทำให้เหนื่อย (ในขณะหลับ) โดยไม่จำเป็น ที่สำคัญปัญหาการ “นอนกรน” ก็เชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

...สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้ว ถ้าเกิดคุณเป็นเป็นหนึ่งที่มีลูก “นอนกรน” อาจารย์ชัยรัตน์มีข้อคิดมาฝากกันค่ะ
" หมออยากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านว่าการ “นอนกรน” เป็นสิ่งที่ไม่ต้องจำทนอีกต่อไปแล้ว ง่ายๆ เลยถ้าเรารำคาญเสียงกรนของลูก เราก็น่าจะทำให้เขาดีขึ้นเพราะเป็นผลดีทั้งเขาและคนรอบข้าง หรือถ้าเราดูแล้วชีวิตลูกไม่มีความสุขเราก็ควรช่วยเขา เพราะปัจจุบันมันมีทางออก มีวิธีแก้ไขให้ดีขึ้นตั้งมากมายครับ"

ถ้าเทียบกับในอดีต ปัจจุบันนี้พบเด็ก “นอนกรน” มากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อม มลภาวะต่างๆ ทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น รวมถึงการเลือกบริโภคอาหารของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไป เด็กๆ กินอาหารแป้งและพลังงานมาก ออกกำลังน้อย ส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มเป็นเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทั้งสองสาเหตุล้วนทำให้เกิดการ “นอนกรน” ได้ทั้งสิ้น


(update 11 กันยายน 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 248 กันยายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600