ปุจฉา  วิสัชนา เรื่องเพศ ของวัยเตาะแตะ


อย่างเพิ่งกังวลหรือกลุ้มใจไปค่ะ ถ้าเด็กในวัยก่อน 3 ขวบจะมีพฤติกรรมสับสนกับบทบาททางเพศของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ให้ตระหนักด้วยว่าเป็นช่วงวัยสำคัญในการเริ่มต้นบ่มเพาะการเรียนรู้เรื่องเพศที่เหมาะสมที่สุด

"เรื่องเพศ" สำหรับเจ้าตัวเล็กไม่ใช่แค่การรู้ว่าผมมีจู๋หนูมีจิ๋มเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเรียนรู้บทบาททางเพศ การมีพฤติกรรมแสดงออกทางเพศที่เหมาะสมด้วยและวัยนี้แหละที่เป็นช่วงเวลาแห่งการฟอร์มบุคลิกทางเพศ ผ่านประสบการณ์แวดล้อมในชีวิต ซึ่งพ่อแม่คือบุคคลสำคัญอย่างยิ่ง

เรามีนัดกับ ผศ.พญ.สุวรรณี พุทธิศรี จิตแพทย์เด็ก จากโรงพยาบาลรามาธิบดี พูดคุยกันในเรื่องนี้โดยเฉพาะค่ะ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกับคุณหมอในวันนั้น เริ่มค้นมาจากปัญหาของเด็กส่วนใหญ่ในวัย 1-3 ปี มักเป็นเรื่องของการเล่นอวัยวะของตัวเอง การมีพฤติกรรมที่ไม่สมเพศ หรือการปฏิบัติของพ่อแม่ ที่ไม่รู้ว่าจะวางตัวหรือสอนลูกอย่างไร
แต่ก่อนที่จะพูดคุยเจาะลึกในเรื่องนี้ คุณหมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจกันก่อนค่ะว่า เด็กในวัยนี้มีพัฒนาการการรับรู้เรื่องเพศไม่เท่ากัน และการเรียนรู้เรื่องเพศก็พัฒนา ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ ด้วย
" ในแต่ละปีของช่วงวัยนี้ เป็นช่วงที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาเยอะมาก เวลาพูดถึงพัฒนาการของเด็กวัยนี้จึงต้องแยกเป็นปีๆ อย่างเรื่องเพศ ในขวบปีแรกเด็กแทบจะไม่สนใจเรื่องเพศเลย เพราะพัฒนาการด้านสติปัญญาและร่างกายยังไม่เอื้อ อาจจะแค่รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
แต่พอสักขวบครึ่งเป็นวัยที่เริ่มสำรวจ ก็อาจไปเจอ แต่จะไม่ได้สนใจถึงขั้นว่า อันนี้ต่างจากคนอื่นยังไง เขาจะแค่รับรู้ว่า อ๋อ มันต่างจากหู จากมือ มีปัสสาวะออกมาได้ เขาจะสนใจแค่นี้

พอขวบปีที่ 3 เขาจะเริ่มสนใจแล้วว่า ฉันมีตรงนี้ แล้วแม่จะมีรึเปล่า น้องจะมีรึเปล่า คือเริ่มมองไปที่คนอื่นแล้ว
ทีนี้ช่วงกำลังฟอร์มการรับรู้ในเรื่องนี้ ก็ต้องดูพัฒนาการด้านอื่นของเด็กด้วย เพื่อที่พ่อแม่จะได้พัฒนาให้สอดคล้องกับตัวเด็ก เพราะทุกอย่างมันเป็นผลรวมของพัฒนาการ ไม่ใช่ว่าช่วงนี้เรื่องเพศอย่างเดียวที่สำคัญ เรื่องเพศเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เช่น ในช่วง 2-3 ขวบเป็นช่วงที่เด็กเริ่มรู้ความ เริ่มเลียนแบบ พฤติกรรมคนใกล้ชิดจึงมีอิทธิพลมาก ซึ่งรวมไปถึงพฤติกรรมทางเพศด้วย ในที่นี้ที่เราจะพูดกันไม่ได้หมายถึงพฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์นะคะ แต่เป็นลักษณะแคแรกเตอร์เฉพาะของเพศ เช่น แต่งหน้า โกนหนวด ใส่กระโปรง ยืนหรือนั่งปัสสาวะ ทุกอย่างมาจากประสบการณ์การเรียนรู้ พ่อแม่จะถือหลักว่าบอกและสอน แค่นี้ไม่พอแล้ว ต้องทำให้เห็นและเด็กค่อยๆ ซึมซับทำตาม"
คุณหมอบอกว่าขวบที่สองนี้เป็นช่วงที่พัฒนาการหลายอย่างของเด็กสอดคล้องกับการเริ่มต้นปลูกฝังบทบาท และการประพฤติปฏิบัติในเรื่องเพศของเด็ก โดยให้สอดแทรกเข้ามาในชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะเป็นการสั่งสอน
"เพราะขวบปีแรกอาจจะแค่ผ่านเข้ามาแว้บเดียวเท่านั้นเอง แต่พอขวบที่สองควรจะเริ่มต้นสอนแล้ว เพราะเด็กเริ่มมีแคแรกเตอร์ของตัวเอง เริ่มเลียนแบบ พ่อแม่จึงต้องสนใจ แต่ไม่ใช่คอยบอกแค่ว่าหนูเป็นผู้หญิงนะ หนูเป็นผู้ชายนะ แต่ควรให้เป็นไปทีละน้อยผ่านกิจวัตรประจำวันที่เราเริ่มสอนได้ เด็กผู้หญิงสอนให้นั่งกระโถน เด็กผู้ชายสอนให้ยืนฉี่ และต้องตระหนักเสมอว่าใส่เข้าไปทีละน้อยให้เป็นกิจวัตร อย่าใส่ให้มันเป็นบทเรียน

หมออยากยกตัวอย่าง เรื่องการปัสสาวะในชักโครก เด็กเขาไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่เขาจะรู้ว่าเวลาปัสสาวะต้องนั่งลงไป ขณะที่เด็กผู้ชายจะรู้ว่าเขาต้องยืนปัสสาวะ ตรงนี้พ่อแม่ต้องเข้ามานำเขา หรือเวลาอาบน้ำเสร็จ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง 2 ขวบ เราอาจให้นุ่งกระโจมอกเล็กๆ น่ารักดี ถ้าเป็นผู้ชายก็นุ่งผ้าเช็ดตัวคล้ายผ้าขาวม้าหรือเด็กผู้ชายเราก็ให้ใส่กางเกง ผู้หญิงใส่กระโปรง

ของเล่น ถ้าเป็นผู้ชายก็ซื้อรถให้เล่น เด็กผู้หญิงซื้อตุ๊กตา ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็ให้เล่นอะไรที่เป็นกลางๆ ก็ได้ เช่น บล็อกเลโก้ จิกซอว์ แค่นี้เด็กก็จะพัฒนาไปตามปกติ คือพยายามใส่เข้าในชีวิตประจำวันของลูกให้เหมาะเพศ สังเกตดูดีๆ จะพบว่าทุกเรื่องสามารถผ่านเข้าไปในกิจวัตรประจำวันหมดเลย แต่สำคัญคือให้สมเพศ ฉะนั้นถ้าถามว่าพ่อแม่ควรสอนลูกเมื่อไหร่ ก็ต้องบอกว่า สอนเมื่อลูกมีกิจกรรมที่มันจะต้องมีความแตกต่าง ระหว่างเพศหญิงเพศชายให้สมเพศแค่นั้น แต่ต้องไม่ยัดเยียดนะ อย่าพยายามทำอะไรที่มันดูจงใจเกินไป เข้มงวดเกินไปก็ไม่ดีค่ะ"
ปุจฉาปัญหายอดฮิตเรื่องเพศ

เชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยนี้ต้องเคยเจอกับเหตุการณ์หลายอย่างในเรื่องพฤติกรรมทางเพศ ของเจ้าตัวเล็กวัยซน แต่พฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะผิดปกติหรือไม่นั้น คุณหมอสุวรรณีมีคำอธิบายและคำแนะนำค่ะ

1. ลูกสาวยืนฉี่……ลูกชายพูดค่ะ……ลูกชายทาลิปสติก…..ฯลฯ……
" ถ้าไม่เกิน 3 ขวบถือว่า มาจากพฤติกรรมเลียนแบบหมดเลย เช่น เด็กผู้ชายก็อาจนั่งฉี่เพราะแม่เป็นคนเลี้ยง เด็กผู้หญิงอาจพูดรับเพราะมีพี่ชายอยู่ในบ้าน ตรงนี้เปลี่ยนแปลงได้ และอย่าเพิ่งตีความว่าพฤติกรรมไม่สมเพศแบบนี้แสดงว่าเขาเปลี่ยน ไม่ใช่ เพียงแต่ต้องใส่กิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมกับเพศของเขาให้ และค่อยๆ ให้เขาเรียนรู้ อาจมีสับสนบ้าง หรือมีหลงไปเลียนแบบพฤติกรรมของอีกเพศหนึ่งบ้าง ก็ยังถือว่าปกติไม่มีอะไร"

2. กลัวลูกเบี่ยงเบนทางเพศ
" เรื่องเพศเขาจะเริ่มรู้ว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจากการเชื่อมโยง เช่น จะรู้ว่าใส่กางเกงเป็นผู้ชาย ใส่กระโปรงเป็นผู้หญิง นั่งฉี่เป็นผู้หญิง ยืนฉี่เป็นผู้ชาย เด็กจะรู้แค่นี้ แต่ถ้าสมมติเด็กผู้หญิงใส่กางเกง เขาอาจเริ่มงงนิดหน่อยว่า เอ๊ะ หรือ ฉันเป็นผู้ชาย คือนี่ปกตินะคะ เพราะเขาเชื่อมโยงจากพฤติกรรมหลัก เพราะฉะนั้นวัยนี้กำลังฟอร์มว่าฉันเป็นผู้ชายหรือหญิง แต่ยังไม่ตกผลึก ใช้ทริกในการถามนิดหน่อยลูกก็สับสนได้

แต่ประมาณ 5 ขวบ จะเริ่มชัดเจนมากว่าหนูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ถึงแม้หนูใส่กางเกงหนูก็ยังเป็นผู้หญิง พอ 8 ขวบ จะตกผลึกติดแน่นแล้ว เปลี่ยนยาก เพราะฉะนั้นถามว่าคีย์มันอยู่ที่ไหน อยู่ที่ 5 ขวบ 3 ขวบเพิ่งเริ่ม 5 ขวบตกผลึก 8 ขวบผลึกติดแน่น เพราะฉะนั้นถ้าไปถามเด็กผู้หญิง 5 ขวบ เราหวังว่าเด็กจะตอบว่า หนูเป็นผู้หญิง ต่อให้หนูใส่กางเกงหนูก็เป็นผู้หญิง อีก 10 ปีข้างหน้าหนูก็ยังเป็นผู้หญิง อันนี้แปลว่าเขาตกผลึกแล้ว

แต่ถ้า 5 ขวบเขายังไม่ชัดเจน ยังไม่ได้ ก็ให้เวลาถึง 8 ขวบ พอ 8 ขวบแล้วต้องตอบคำถาม 2 ข้อนี้ได้ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็ต้องตอบได้ว่า 1. ไม่ว่าหนูจะแต่งตัวอย่างไรหนูก็ยังเป็นผู้หญิง 2. ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด หนูก็ยังเป็นผู้หญิง ซึ่งเด็กผู้ชายก็ถามลักษณะเดียวกัน และถ้าเขาตอบไม่ได้แปลว่าอาจยังไม่ตกผลึก

หมอมีหลักสำคัญให้พ่อแม่ไว้สังเกตในเรื่องความเข้าใจ เรื่องเพศของเด็กแต่ละวัยค่ะ คือถ้า 3 ขวบต้องรู้ว่าหนูเป็นเพศหญิงหรือชาย 5 ขวบต้องรู้ว่าเพศเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าไม่รู้ถือว่าผิดปกติ แต่ต้องเน้นว่า 3 ขวบนี่แค่รู้นะคะ ไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมทางเพศจะเหมาะสม เพราะอย่างที่บอกว่าเกิดจากการเลียนแบบเป็นหลักค่ะ เพียงแต่เป็นวัยที่เราควรเข้าไปแทรก เรื่องเหล่านี้ให้อยู่ในชีวิตประจำวันของเขาได้แล้ว"

3. ลูกเล่นอวัยวะเพศ ทำไงดี
เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็กวัยนี้ค่ะ และมักเกิดกับเด็กที่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เล่นคนเดียว ก็อาจไปค้นพบอวัยวะเพศ พอได้สัมผัสก็รู้สึกเพลินเท่านั้นเด็กไม่ได้เชื่อมโยงกับความรู้สึกทางเพศ เหมือนอย่างในผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ได้ถือเป็นเรื่องผิดปกติอะไร เพียงแต่ถ้ามีก็ต้องแก้ไข ไม่ควรปล่อยให้เด็กคุ้นเคยกับพฤติกรรมนี้ ตามอย่างที่คุณหมอแนะนำ

" มีคนมองเรื่องนี้สองมุมนะคะ แม่ประเภทหนึ่งอาจซีเรียสมาก รู้สึกว่าลูกผิดปกติ อีกคนอาจมองว่าปล่อยไปเดี๋ยวก็หาย จริงๆ แล้วหมออยากแนะนำให้มองเรื่องนี้กลางๆ นะ เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าหมกมุ่นทางเพศ ขณะเดียวกันก็ปล่อยไม่ได้ เพราะยิ่งทำเด็กยิ่งชอบ เหมือนการดูดนิ้ว ถ้าปล่อยให้ดูดไปเรื่อยๆ เด็กจะดูดมากขึ้น ในที่สุดนิ้วจะเปื่อย เชื้อราก็จะขึ้น เล่นอวัยวะเพศมากๆ ก็จะติดเชื้อจากความสกปรก พอแบบนี้เด็กก็จะยิ่งค้น พอคันก็ยิ่งเจ็บ อักเสบไปกันใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาถ้าปล่อยไปจนโต ลองนึกว่าถ้าเราดูดนิ้วจนโต ต่อไปถ้าเราไม่ได้ดูดก็จะรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ แต่ว่าไปแล้ว การดูดนิ้วยังพอรับได้สังคมมองว่าเป็นเด็กเล็กกว่าวัย แต่ถ้าเล่นอวัยวะเพศ คนจะมองภาพลบไปเลย จะปั๊มตราไว้เลยว่าเด็กคนนี้มีพฤติกรรมทางเพศที่หมกมุ่น ตัวเด็กเองถามว่าหมกมุ่นมั้ย ก็หมกมุ่น แล้วก็กระทบหลายอย่าง
1. กระทบเพราะทำให้พฤติกรรมนั้นคงอยู่และไม่เปลี่ยนแปลง
2. กระทบเพราะตัดโอกาสการเรียนรู้อย่างอื่น
3. กระทบเพราะสังคมไม่ยอมรับ

ซึ่งกรณีแบบนี้ถ้าเกิดขึ้น หมออยากแนะนำว่าถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ก็ต้องเบี่ยงเบนความสนใจ ไปสู่อย่างอื่นที่น่าสนใจกว่า ถ้าโตแล้วอย่าง 3 ขวบนี่ก็บอกเขาตรงๆ ว่า ทำไม่ได้ คนอื่นไม่ทำกัน บอกเขาว่า แม่ห้ามทำแบบนี้ ทำแล้วเจ็บ เล่นแล้วจะฉี่ไม่ออก คือเป็นภาษาง่ายๆ แล้วก็ตรงไปตรงมา เราไม่ได้ขู่ แต่มันเป็นเรื่องจริง

แต่สิ่งที่หมออยากเน้นมากที่สุดก็คือ เด็กในวัยนี้ควรจะอยู่ในสายตาของพ่อแม่ เรื่องนี้ซีเรียสนะคะ อย่างในบางครอบครัวที่ลูกมีพฤติกรรมแบบนี้แล้วพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กแต่ไม่สำเร็จ เพราะเด็กหลุดจากสายตาคือไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น ทุกๆ เรื่องเด็กวัยนี้เขาต้องการการใกล้ชิด เพราะมีโอกาสเกิดความเสี่ยงตั้งมากมาย อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ง่าย และคำว่าอยู่ในสายตาต้องหมายถึงว่าลูกเล่นอยู่ตรงนี้ คนเลี้ยงก็ต้องอยู่แถวๆ นี้ แต่ไม่ใช่ลูกเล่นอยู่ห้องนี้ คนเลี้ยงไปอยู่อีกห้องเป็นชั่วโมงๆ แบบนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่รู้

ขณะเดียวกันถ้าเป็นกรณีนี้ การอยู่ในสายตาต้องไม่ใช่นั่งจ้องลูกอยู่ตลอดว่าทำอะไรผิดปกติรึเปล่า แต่หมายถึงว่าพอเห็นว่าเขาทำท่าจะทำก็ชวนไปเล่นอย่างอื่น ไม่ใช่ลูกนั่งขาติดกันปุ๊บก็เข้าไปจับแยกทันทีเลย แบบนี้มันเกินไป เพราะอาจไม่มีอะไรก็ได้ แต่ถ้าพอนั่งขาติดกันแล้วเขาเริ่มบีบเข้าหากัน แบบนี้ก็ชวนไปทำอย่างอื่น

จุดประสงค์ก็เพื่อให้เด็กหลุดจากความเคยชิน พอหลุดไปจากตรงนี้ เขาก็จะมีเวลาที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองไปสนใจอย่างอื่น อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมบำบัดเลย คือพฤติกรรมไหนก็ตามที่เราไม่อยากให้เด็กทำเราต้อง 1. หยุดพฤติกรรมอันนั้น 2. หาพฤติกรรมให้เขาทดแทนที่สนุกเพียงพอ ดังนั้นถ้าเกิดปัญหาพฤติกรรมแล้วต้องเอาใจใส่และใจเย็น เพราะเวลาเกิดจะค่อยๆ เกิด เวลาจะลดก็ต้องใช้เวลาและต้องมีความสม่ำเสมอในการแก้ไข"

4. อาบน้ำกับลูกได้มั้ย
" ตามความเห็นส่วนตัวหมอคิดว่าลูกไม่ควรเห็น หมอคิดว่าอวัยวะเพศของผู้ใหญ่กับเด็กไม่เหมือนกัน เด็กไม่มีความจำเป็นต้องเห็นของผู้ใหญ่ อันนี้คือสิ่งแรก

อันที่สองก็คือ พ่อแม่ลูกเล่นกันได้แต่ต้องมีขอบเขต ไม่จำเป็นว่าทุกอย่างต้องเท่ากันหมด หมอคิดว่าพ่อแม่ต้องมีขอบเขต ไม่อย่างนั้นเราเลี้ยงลูกไม่ได้ มันเป็นหนึ่งเดียวกันเกินไป และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะบอกขอบเขตของการเป็นตัวเขา อวัยวะเพศนี้ก็เป็นอวัยวะเพศส่วนตัว ควรให้ลูกรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวที่ลูกไม่จำเป็นต้องเห็นของพ่อแม่ แต่การที่พ่อแม่เห็นของเขาหรือดูแลให้ เพราะตอนนี้ลูกยังเล็ก แต่เมื่อลูกโตขึ้นใครจะมาขอดูไม่ได้ ไม่ต้องให้ดู

ถามว่าจะถอดเสื้อแล้วใส่กางเกงชั้นในอาบน้ำกับลูกได้มั้ย ก็ไม่เป็นไรถ้าแบบนั้น แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะต้องเปิดเผยเห็นกันหมด ไม่ใช่ และมันทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด จะไม่มีกระบวนการทำให้เขาเรียนรู้ว่า อะไรเป็นของส่วนตัว อะไรเป็นของส่วนรวม พ่อก็เปิด แม่ก็เปิด พอไปโรงเรียนเขาก็ไปเปิดโชว์กับเพื่อน ตอนเด็กๆ ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าโตขึ้นแล้วไม่เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญก็คงไม่ดีแน่"


(update 8 มีนาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 245 มิถุนายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600