"ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส มองเห็นเรือใบ แล่นอยู่ในทะเล"
เพลง "เที่ยวทะเล" จากเสียงใสๆ ของเหล่าหนูน้อยวัยประถมในชั่วโมงขับร้อง
ฟังเสียงและสังเกตจากหน้าตาของบรรดานักร้องรุ่นจิ๋ว ช่างสดใสร่างเริงเป็นพิเศษ
ด้วยว่าหนูๆ คงคิดถึงทะเลแสนงามที่คุณพ่อคุณแม่จะพาไปเที่ยวช่วงปิดเทอมใหญ่นี้
"เที่ยวทะเลหน้าร้อน" แทบจะเป็นค่านิยมของครอบครัวไทยเรามาแต่ไหนแต่ไร
ความจริงแล้วบ้านเราหน้าร้อนค่อนข้างร้อนจัด ในขณะที่หน้าหนาวอากาศดีไม่หนาวจริงจังสักเท่าไร
ดังนั้นอากาศและบรรยากาศของทะเลช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมน่าจะเย็น
และรื่นรมย์เหมาะกับการเที่ยวทะเลกว่าหน้าร้อน แต่คงเพราะหน้าร้อนเป็นเวลาที่เด็กๆ ปิดเทอม
และคุณพ่อคุณแม่ได้ลาพักร้อน
แต่นอกจากความสนุกสนานอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในวันแห่งความสุขท่ามกลางชายหาด
น้ำทะเล และแสงแดดมีดังนี้ครับ
สิ่งที่เด็กๆ จะได้เจอแน่ๆ เมื่อไปเที่ยวทะเลก็คือ แสงแดดอันแผดจ้า
เมื่อเห็นทะเลเด็กๆ ก็มักตื่นเต้นดีใจจนลืมแดด ลืมร้อน แล้วพากันวิ่งจู๊ดไปเล่นที่ชายหาดกันเลย
คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะบอกกันว่า "เอาเถอะ ปล่อยพวกแกเถอะนานๆ จะมาทะเลกันที"
จากนั้นเด็กๆ ก็จะเล่นทราย เล่นน้ำกันกลางแดดเปรี้ยงๆ จนกระทั่งใกล้เวลาอาหารเย็น
แต่กว่าจะถึงเวลานั้น เจ้าหนูของเราก็จะเดินมาหาคุณพ่อคุณแม่ที่นอนอยู่ที่เก้าอี้ผ้าใบใต้ร่มไม้ด้วยใบหน้า
(โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ดั้งจมูก และแก้ม) รวมทั้งตัวของลูก (โดยเฉพาะบริเวณหัวไหล่ ต้นแขน แผ่นหลัง)
แดงจัดจากการถูกแดดแผดเผา อาการดังกล่าวนี้เกิดจากความร้อนของแสงแดดเผาผลาญทำลายเนื้อเยื่อผิวหนัง
ตกเย็นคงต้องมีอาการปวดแสบปวดร้อนเป็นแน่
นกจากผิวหนังไหม้จากแสงแดดแล้ว ความร้อนยังส่งผลเสียต่อร่างกายได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันอบอ้าวไม่มีลมและเด็กเล่นตากแดดบนชายหาดโดยไม่ได้ลงน้ำทะเล
โดยปกติร่างกายเราจะมีอุณหภูมิภายในอยู่ที่ 37.2 องศาเซลเซียส
เมื่ออุณหภูมิภายนอกเปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่าง 9.4 องศาเซลเซียส ถึง 60 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิภายในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไม่เกิน 0.6 องศาเซลเซียส
ความร้อนถูกสร้างภายในร่างกายตลอดเวลา แต่ร่างกายมีกลไกที่จะรักษาสมดุลความร้อน
โดยมีการระบายความร้อนที่เกิดขึ้นออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยการแผ่รังสีและการนำความร้อน
เมื่ออุณหภูมิภายนอกเย็นกว่า การพาความร้อนโดยผ่านกระแสลมและการระเหยของเหงื่อ
ดังนั้นในวันที่อากาศร้อนกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกาย ไม่มีกระแสลม และมีความชื้นสูง
ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ จึงส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการจากความร้อนได้คือ
การเป็นลมแดด (heat syncope) ตะคริว (heat cramp) อ่อนเพลียจากความร้อน (heat exhausted)
และความร้อนสูงรุนแรง (heat stroke) ซึ่งอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้
วิธีป้องกันอันตรายจากแสงแดด
1. แสงแดดมีประโยชน์แน่นอน เพราะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
ทำให้กระดูกแข็งแรงจากการช่วยสร้างวิตามินดี โดยการรับแดด
ช่วงเวลาที่รับแดดก็คือก่อน 10 โมงเช้า และหลังบ่าย 3 โมง แต่ที่พบอยู่เสมอคือ
ผู้ใหญ่ปล่อยให้เด็กๆ ตากแดดเปรี้ยงตลอดทั้งวันจนเป็นลมแดด และผิวไหม้
2. แม้จะอนุญาตให้ลูกโดนแดด ในเวลาที่ปลอดภัยจากแดดจัดแล้วก็ตาม
คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรละเลยทาครีมกันแดดให้ลูกด้วย ทั้งใบหน้า คอ หน้าอก หลัง ขา
โดยเฉพาะบริเวณที่ไวต่อแสง แต่มักจะถูกละเลยคือ ใบหู ใต้ตา จมูก นิ้วเท้าทั้งสิบ
ครีมนั้นควรมีตัวยากันแดดอย่างน้อย SPF 15 ขึ้นไป (ดูจากข้างขวด)
และให้เป็นแบบกันน้ำด้วยนะครับ
3. หากมีอาการเป็นลมแดดหรือหมดสติ คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาลูกหลบแดดแล้วพาไปที่ห้องพัก
ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าบางๆ
4. เมื่อลูกเล่นตากแดดนานๆ ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่
ให้หลีกเลี่ยงการกระโดดลงสระว่ายน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ หรืออาบน้ำเย็นทันที
เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็งหรือตะคริวได้
5. ในวันที่อากาศร้อน ชื้น ไม่มีกระแสลม เมื่อลูกตากแดดนานโดยไม่ได้เล่นน้ำทะเล
แล้วพบว่าลูกมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้เกิดขึ้นเฉียบพลัน โดนมีอุณหภูมิร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียส
ให้พาลูกไปโรงพยาบาลทันที
ป้องกันเรื่องแดดให้ลูกจนไร้กังวลแล้ว ก็อย่าลืมเตือนลูกๆ หลานๆ ให้ระมัดระวังเวลาที่เดินเหยียบทราย
ทรายริมหาดนั้นโดยธรรมชาติ (ยิ่งเวลาน้ำลง) มักจะมีเปลือกหอย เปลือกปู โผล่จากทรายปรากฏอยู่โดยทั่วไป
ไม่แต่เท่านั้นยังมีเศษขยะชนิดน่าหวาดเสียว (อันเป็นผลงานของมนุษย์ประเภทมักง่ายทำลายสิ่งแวดล้อม)
ทิ้งเกลื่อนอยู่โดยทั่ว เช่น เศษแก้ว เศษขวด ฝากระป๋อง (ชนิดสนิมและคม) มีกระทั่งตะขอเกี่ยวปลา ฯลฯ
ดังนั้นก่อลูกๆ จะเล่นทราย คุณพ่อคุณแม่ควรสำรวจและเลือกสรรพื้นที่เสียก่อนนะครับ
ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ เดินสำรวจบริเวณชายหาดที่จะให้ลูกเล่นสักหนึ่งรอบ
เก็บสิ่งมีคมที่อันตรายออกให้หมด เดินสำรวจพร้อมเด็กๆ จะดีนะครับ บางอย่างเราคิดว่าอันตราย
เด็กอาจคิดว่าไม่อันตราย หรือคิดในทางตรงกันข้ามกันก็ได้ ดังนั้นการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ได้กระตุ้นให้เขาได้คิดนอกจากจะเป็นการสอนเขาให้รู้ว่าบริเวณใดเป็นอันตรายอย่าเข้าใกล้
แล้วยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกความปลอดภัยให้กับพวกเขาด้วยครับ แต่หากเด็กๆ
พลาดพลั้งโดนของมีคมตำควรทำอย่างไร
1. กรณีแผลถูกตำเป็นแผลตื้น และมีเลือดเพียงซิบๆ ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100%
เพราะเศษคมๆ ที่ตำนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแผลอักเสบ
หรืออาจเกิดบาดทะยักได้ หากไม่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน
จึงควรชะล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหากสามารถดึงเอาวัสดุที่ทิ่มตำออก ก็ให้ดึงออก
หากอยู่ลึกไม่ควรใช้เข็มเขี่ยเอง หรือเอามีดมาผ่าเองครับ หรือกรณีที่ถูกเบ็ดตำ
อย่าดึงออกเองครับ เพราะส่วนหัวนั้นมีแง่งอยู่ การลากถอยหลังออกจะเกี่ยวเนื้อเยื่อตามออกมา
ควรพาไปให้คุณหมอจัดการให้นะครับ
2. กรณีแผลลึก นอกจากการชะล้างห้ามเลือด และปิดแผลเบื้องต้นแล้ว
ก็ต้องพาลูกไปหาคุณหมอ เพื่อดูแลแผล พิจารณาให้ยาแก้อักเสบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
และซักประวัติการรับวัคซีน เพื่อพิจารณาเรื่องความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบาดทะยัก
หนูน้อยตัวเล็กๆ ตั้งแต่ 2-3 ปี ถึง 5-6 ปี ชอบเล่นคลื่นกระทบฝั่ง
ถูกซัดกระเด็นกระดอนเป็นที่สนุกสนาน หรือเด็กเล็กที่นั่งเล่นตักทราย
บางครั้งชอบวิ่งไปตักน้ำทะเลใส่กระป๋องมาประกอบการเล่นทรายตามแต่จินตนาการของพวกเขา
คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังครับ คลื่นกระทบฝั่งบางครั้งแรงครับ เด็กเล็กอาจไม่สามารถทรงตัวได้
ถูกคลื่นม้วนตลบลงทะเลไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่น้ำขึ้น คลื่นแรง และชายหาดมีความลาดชันสูง
ผู้ใหญ่ควรเฝ้าดูเด็กเล็กตลอดเวลาครับ ระวังการเผลอเรอชั่วขณะโดยไม่ได้ตั้งใจ
เช่น งีบหลับ ลุกไปเข้าห้องน้ำ คุยเพลิน หรือก้มหน้าอ่านหนังสือนานเกินไป
คงไม่สนุกแน่หากเราเงยหน้าขึ้นมาแล้วเหลือแต่ท้องทะเลกว้างใหญ่
โดยลูกเราหายไปจากสายตาทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังเล่นทรายอยู่ข้างหน้าเรา
ก่อนจะอนุญาตให้ลูกตัวเล็กเล่นคลื่นคุณพ่อคุณแม่ต้องสำรวจพื้นหาดก่อนครับว่ามีความลาดชัดเท่าใด
มีพื้นหาดที่หักลงทันทีที่จุดใดหรือไม่ โดยเฉพาะเวลาน้ำขึ้นครับ
- ว่ายน้ำทะเล แม้แชมป์ว่ายน้ำ ยังต้องพึงระวัง !!
"ไปทะเลแล้วไม่ได้ว่ายน้ำทะเล ก็เหมือนไปไม่ถึงทะเล" แทบทุกคนก็คงคิดเช่นนั้น
ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กเด็กโต ดังนั้นพอเด็กๆ เบื่อเล่นทรายก็เห็นวิ่งลงน้ำกันตูมๆ
เด็กคนไหนว่ายน้ำไม่เป็นคุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามขาดมิให้ลงทะเล แต่เจ้าคนที่ว่ายน้ำเป็น ว่ายเก่ง
โดยเฉพาะเจ้าหนุ่มกระทงวัยโจ๋วัยจ๊าบทั้งหลายนี่สิ ชอบเหลือเกินที่จะแข่งกันโชว์พละกำลัง
ใครว่ายน้ำได้ไกลที่สุด เร็วที่สุด คนนั้นเจ๋งสุด หารู้ไม่ว่ามันเป็นเกมอันตรายที่คร่าชีวิตของผู้คนมากมายนักแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นตะคริวกินกลางทะเลหรือโดนคลื่นทะเลซัดไปไกลจากฝั่งมาก จนคนว่ายหมดแรงจมน้ำทะเลตาย
แม้วันนั้นคลื่นลมจะดูสงบ แต่ถึงจะเป็นแชมป์ว่ายน้ำระดับเหรียญทองก็ไม่ควรประมาทเป็นอันขาด
น้ำทะเลไม่ใช่น้ำในสระเพราะโดยธรรมชาติมันมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ทั้งคลื่นเหนือน้ำและคลื่นใต้น้ำ
ทะเลก็คือ ความแปรปรวนที่ยากจะคาดเดา จู่ๆ คลื่นพายุก็โหมกระหน่ำกันมาอย่างรุนแรง
พัดพาคนที่ว่ายน้ำให้ออกไปไกลและไกลยิ่งๆ ขึ้น กว่าจะรู้ตัวกว่าจะตะเกียกตะกายว่ายกลับก็อ่อนเพลีย
หมดแรง สำลักน้ำทะเล สิ้นใจตายอย่างไม่ควรเลย
จึงควรปลอดภัยไว้ก่อน โดย
1. การว่ายน้ำได้ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน จึงควรให้เด็กๆ
ได้หัดว่ายน้ำได้ตั้งแต่ 3 ขวบ
2. สอนลูกว่าหลังกินอาหารราว 1 ชั่วโมง จึงจะลงว่ายน้ำได้
3. สอนลูกว่าหากเกิดพายุฝนให้รีบขึ้นจากน้ำทันที
4. สอนลูกว่าก่อนว่ายน้ำ ควรมีการวอร์มอัพ (บริหารร่างกาย)
เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายราว 10-15 นาที
5. การออกกำลังกายที่มากกว่าปกติและการสัมผัสกับความหนาวเย็น
หรือร้อนเกินไปมีสิทธิเกิดตะคริว ดังนั้นควรสอนลูกว่าอย่าตกใจ
6. ถ้ามีตะคริวพยายามประคองตัวให้ขึ้นมาบนฝั่ง ดื่มน้ำเกลือ (น้ำ 1 ลิตร ผสมเกลือ 1 ช้อนชา)
7. แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นจัดๆ หรือมีกระเป๋าน้ำร้อนก็ยิ่งดี
ให้ห่อด้วยผ้าขนหนูวางประคบบนกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว
พิษของแมงกะพรุนอาจทำให้มีอาการผื่นคัน หรือถ้ามีอาการมากอาจทำให้ปวดแสบ
ปวดร้อน แดง พองน้ำคล้ายอาการน้ำร้อนลวก การรักษาคือ เมื่อสัมผัสโดนให้รีบล้างชะล้างน้ำทันที
เพื่อล้างเอาพิษที่อยู่บนผิวหนังออก และทาด้วยยาสเตียรอยด์ครีม เพื่อลดการอักเสบจากพิษของแมงกะพรุน
การล่องเรือไปตามทะเลเป็นความสนุกสนานอีกอย่างของการเที่ยวทะเล
การดำน้ำแบบผิวก็เป็นกิจกรรมที่เด็กทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามคลื่นทะเลไม่เข้าใครออกใคร
เวลาเดินทางทางเรือทุกครั้งต้องมีชูชีพเสมอ อย่างน้อยจำนวนชูชีพต้องเท่ากับผู้โดยสาร
หากคุณพ่อคุณแม่เช่าเรือลำใดแล้วไม่มีชูชีพเพียงพอ อย่ายอมออกไปกับเรือลำนั้นโดยเด็ดขาด
ขณะอยู่ในเรื่องเด็กๆ ควรใส่เสื้อชูชีพติดตัวไว้ตลอดเวลา หากจะให้เด็กดำน้ำผิว
แม้จะว่ายน้ำเป็นก็ควรให้ใส่ชูชีพไว้จะดีกว่าครับ
หลังจากสนุกเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำทะเลกันหลายชั่วโมง ก็ถึงเวลาอาหารเย็นกันแล้ว
มาเที่ยวเช่นนี้ย่อมคิดถึงอาหารทะเลเทนูหลากหลายที่แสนเอร็ดอร่อยและมีประโยชน์
มีร้านอาหารทะเลมากมาย ทั้งร้านหรูๆ รถเข็น แผงลอย ฯลฯ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่แห่กันมาไม่เว้นแต่ละวัน
ความสะอาดปลอดภัยของอาหารจึงมักเป็นเรื่องแล้วแต่ดวง
สถิติของผู้ที่มาลิ้มรสอาหารทะเลอันมากมาย จึงทำให้ตัวเลขของผู้ที่มีอาการท้องร่วง ท้องเสีย
อาเจียนเพราะ "อาหารเป็นพิษ" สูงขึ้นตามไปด้วย
เนื่องจากการเก็บอาหรอย่างไม่ถูกต้อง เช่น การใช้น้ำยาฟอร์มาลีนที่ใช้แช่ศพเอาไปแช่อาหารทะเล
ที่มักจะได้ข่าวมาอยู่เสมอ อาหารทะเลที่ไม่สด อาหารที่ปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ
ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน ทำให้เกิด "อาหารเป็นพิษ" ได้โดยง่าย
อาการที่เกิดขึ้น คือ ปวดท้อง ท้องเดิน ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ มักจะมีอาการภายใน 1- 6 ชั่วโมง
หลังรับประทานอาหารนั้น
การแก้ไข ให้ลูกนอนพัก แล้วดื่มน้ำเกลือแร่ซอง หากยังไม่หายให้พาไปโรงพยาบาล
ดังนั้นเที่ยวทะเลให้สนุกต้องระวังภัยที่จะเกิดขึ้นด้วยนะครับ ปลอดภัยไว้ก่อน อย่าประมาท ดีที่สุดครับ
(update 30 มีนาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูกปีที่ 21 ฉบับที่ 243 เมษายน 2546 ]
|