เข้าประจำ


หลายคนคงพอทราบว่าหมอเป็นนักเรียนประจำตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าอยู่ชั้นอนุบาลหนึ่ง ก็ต้องกลายเป็นนักเรียนประจำแล้ว และอยู่มาจนจบชั้นมัธยมปลายของโรงเรียน

เมื่อมีน้องเท็น ทุกคนก็จะคอยถามว่าแล้วจะให้อยู่ประจำไหม เพราะทุกคนทราบว่าเขาเข้าที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก็ต้องบอกว่าตอนแรกยังไม่ได้สรุปว่าจะให้เขาอยู่หรือเปล่า

ที่หลายคนถามนั้นคงเป็นเพราะรู้ว่าหมอมีลูกสาวคนเดียว

เมื่อช่วงใกล้ที่ต้องเรียนระดับมัธยม ประมาณ ป.5 ป.6 ก็ได้เริ่มให้เขาคิดเองว่า จะยู่ต่อหรือเปล่า ซึ่งหมอยึดหลักการเลี้ยงลูกว่าจะพยายามให้เขาได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากที่สุด

หมอมักจะเล่าความสนุกสนานในการอยู่ประจำให้ลูกฟัง บวกกับน้องเท็นเคยไปงานที่นักเรียนเก่าวัฒนา สมัยหมอประมาณสิบรุ่นจัดงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งคุณหญิงให้ ซึ่งเขาได้เห็นความสนิทสนมกลมเกลียวโวยวาย สนุกสนาน เวลาที่นักเรียนเก่าทักกัน

น้องเท็นตั้งคำถามว่า ทำไมคุณแม่ถึงคุ้นเคยกับคนเหล่านี้มาก ก็เลยอธิบายว่าสมัยก่อนอยู่ประจำ ทำให้รู้จักกันหมดเพราะเรียน เล่น กิน นอนก็จะเจอกัน บวกกับ ทุกคนมักจะอยู่กันมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้รู้จักกันดี

น้องเท็นคงเริ่มเห็นข้อดี เพราะเขาบอกว่าวันหลังแม่มีงานแบบนี้เขาจะมาด้วย ทั้งๆ ที่ปกติน้องเท็นจะไม่ชอบไปงานกับแม่ ยกเว้นเป็นคอนเสิร์ตของเบิร์ดเท่านั้น

ในช่วง ป.6 หมอต้องเตรียมตัวให้เขาโดยให้เขาคิดและเริ่มตัดสินใจ ไม่ว่าเขาจะออกไปเข้าโรงเรียนอื่นหรือเรียนต่อที่วัฒนาฯ ก็ต้องทำคะแนนให้ได้พอสมควร เพียงแต่ที่โรงเรียนวัฒนาไม่ต้องไปสอบกับใคร

เมื่อขึ้นเทอมสอง หมอถามน้องเท็นว่าตกลงจะอยู่ประจำต่อไหม ดูๆ ไปก็เชื่อว่าเขาน่าจะอยู่ยากเพราะติดพ่อแม่มาก ทุกคืนเรายังนอนเตียงเดียวกันอยู่เลย น้องเท็นให้เหตุผลก็คือเขากลัวจิ้งจกมากแบบนี้ท่าจะยาก

คำตอบที่ได้จากเขาคือ 'อยู่' แต่เหตุผลนี่ซิทำเอาอึ้งไปเลย น้องเท็นให้เหตุผลว่า เขาอยากทำชื่อเสียงให้โรงเรียนเหมือนที่แม่เคยทำ ฟังแล้วแม้จะรู้สึกเสียดาย เพราะใจจริงหมออยากกอดเขานานๆ แต่ก็อดดีใจไม่ได้ว่าน้องเท็นรู้จักคิด

หมอได้ประโยชน์จากการอยู่ประจำมากมาย เริ่มตั้งแต่มีคุณครูเป็นเหมือนแม่อีกคนจำได้ว่าไม่เคยร้องไห้คิดถึงบ้านเลย เพราะการอยู่ประจำมีความอบอุ่นเหมือนบ้านใหญ่ ข้อที่สองของการอยู่ประจำคือการเป็นอิสระจากการถูกบังคับ ทำให้มีเวลาเป็นของตัวเองที่จะคิดเอง โอกาสแบบนี้แหละที่ทำให้หมอเลือกสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวตามใจตัวเอง ทำให้มีโอกาสเฝ้าติดตามดูวงจรชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย

นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังได้ความสุข ได้ความเข้าใจชีวิตแบบธรรมชาติ เชื่อไหมว่าหมอเรียนรู้การอยู่กับความผิดหวังจากชีวิตของสัตว์นี่แหละ ตัวอย่างเช่นแอ่งน้ำในช่วงหน้าฝนทำให้มีลูกอ๊อด ลูกปลา แต่พอฝนเริ่มซา น้ำเริ่มเหือดหาย ลูกปลา ลูกอ๊อดก็ต้องตายไป พ่อแม่ก็ไม่อาจช่วยได้ ดูแล้วชีวิตสัตว์มันก็เหมือนกัน

ข้อดีข้อที่สามที่ได้คือ การระวังรักษาสังคม การอยู่ร่วมกันของคนหมู่มากจำต้องมีระเบียบวินัยกฎเกณฑ์พื้นฐานอยู่บ้าง ตื่นนอนห้ามโอ้เอ้ เก็บผ้าห่มหมอนให้เรียบร้อย เวลาอาบน้ำจะอ้อยอิ่งไม่ได้เพราะเปลืองน้ำ คนรอ สมัยก่อนต้องนุ่งผ้าถุง คุณครูก็จะคอยกำกับให้ตากผ้ามีระเบียบคนมาก่อนต้องตากราวในเพื่อไม่ให้คนมาทีหลังต้องมุดต้องตากผ้าเช็ดตัวซ้อนผ้าถุง เพราะมิฉะนั้นคนอื่นจะไม่มีที่ตากผ้า

การรับประทานอาหารก็เช่นกัน ต้องคอยดูแลผู้ร่วมโต๊ะเลื่อนกับข้าวให้วางทั่วถึงคอยดูแลให้ทุกคนได้อิ่มท้อง ไม่กินอาหารเหลือ มีมารยาทในโต๊ะอาหาร

ในเรื่องชีวิตประจำวันก็ยังมีเรื่องมากมายคือการตรวจเช็กความสิ้นเปลือง น้ำไฟเปิดไม่ใช้ต้องปิดขยะตกต้องเก็บ และข้อที่หมอถูกตอกย้ำมากมายคือการซื่อสัตย์ จะซนจะซ่ายังไงก็ต้องถูกลงโทษถ้าคุณครูจับได้

ทุกอย่างในตัวหมอมาจากการอยู่ประจำนี่แหละ

เมื่อน้องเท็นเข้าอยู่ประจำก็เห็นความเปลี่ยนแปลงไปทันทีคือเรื่องความรับผิดชอบ นอกจากเรื่องความรับผิดชอบก็คือ ความสนุกสนานเพราะมีเพื่อนๆ มาก ทุกครั้งที่กลับบ้านก็ดูเขาสนุกสนาน ที่สำคัญก็คือการปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบ หรือข้อบังคับที่อาจดูขัดใจ แต่เขาก็ยอมทำตาม

หลายคนบอกว่าความเป็นลูกคนเดียว อาจทำให้เขาทนอยู่ไม่ได้ แต่เห็นแล้วว่าอยู่ได้แน่นอน และดีขึ้นด้วย

พ่อแม่เพื่อนๆ ของน้องเท็นหลายคนไม่กล้าเอาลูกเข้าประจำด้วยเหตุผลลึกๆ ก็คือเรื่องการเรียน กลัวว่าเรียนได้ไม่ดีพอที่จะสอบแข่งขันเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

หมอใช้หลักการสอนน้องเท็นแบบที่ตัวเราเติบโตมาคือ การให้ความรู้ ให้โอกาสเขาคิด น้องเท็นไม่เคยถูกบังคับให้เรียนพิเศษเลย การเรียนของเขาก็ผ่านไปในระดับกลางๆ หมอไม่เคยยัดเยียดให้น้องเท็นต้องเป็นหมอ เพียงแต่คอยกระตุ้นความคิดของเขาว่าเริ่มสนใจสาระในชีวิตบ้างหรือยัง เพราะหมอเองก็มีความเปลี่ยนแปลงช่วงนี้แหละ ที่เริ่มละสมาธิจากการเล่นมาเป็นสาระในการเรียนบ้าง

น้องเท็นเริ่มสอบถามการทำอาชีพต่างๆ ว่าต่างกันอย่างไร ต้องเรียนอะไร และที่สำคัญก็คือช่วงที่มีข่าวข้อสอบรั่ว น้องเท็นคงอ่านข่าวเป็นระยะ มีอยู่วันหนึ่งเขาก็ถามว่า ข้อสอบอะไรที่รั่ว ทำไมมันเป็นข่าวใหญ่ มหาวิทยาลัยคืออะไรหรือ หมอเลยได้โอกาสเล่าให้ฟังว่า ในการศึกษาของเด็กๆ เริ่มอย่างไร มีเส้นทางไปอย่างไร เพื่ออะไร น้องเท็นคงพอมองเห็นความสำคัญของเรื่องการเรียนบ้างแล้วแหละ เพราะเขาพูดว่าเขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้

ทุกอย่างมันทำให้ได้ข้อคิดว่าการพยายามสร้างฐานความคิดที่ดีแบบไม่ยัดเยียดไม่บังคับ น่าจะเป็นแนวทางการปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้ลูกได้ดีกว่า โดยพ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจ

ภูมิคุ้มกันทางสังคมที่จะทำให้เด็กไม่หลงผิดไปในทางที่ไม่ดี คงต้องเกิดจากตัวเด็กๆ รู้แล้วว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดีด้วยตัวเองมากกว่าพ่อแม่คอยบอกตลอดเวลา คอยปกปิดปกป้อง ซึ่งหมอเชื่อว่า คงยากที่พ่อแม่จะป้องกันได้ตลอดเวลา

การเข้าอยู่โรงเรียนประจำให้ข้อดีข้อสุดท้าย คือ การกันเขาจากภัยทางเพศและยาเสพติด ซึ่งข้อนี้มีอันตรายทุกหย่อมหญ้าในสังคม

พ่อแม่ควรหยุดคิดให้ดีๆ ว่ากำลังบังคับลูกมากเกินไปหรือเปล่า ปล่อยโอกาสให้เขาคิดบ้างไหม ระวังความกดดันจะระเบิดจนไม่อาจแก้ไขอะไรได้


(update 15 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 103 ตุลาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600