เรียนรู้อย่างไร…? ในโลกอนาคต


เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนที่มีการนำวิชาคอมพิวเตอร์เข้ามาสอนในห้องเรียน (ตอนนั้นยังเป็นโปรแกรม DOS ที่ใช้ CU Word กับ Rw Word …ถ้าใครยังจำได้) ฉันไม่รู้สึกตื่นเต้นมากนัก ออกจะเบื่อๆ ด้วยซ้ำ เพราะคิดว่ามันก็ไม่ต่างกับพิมพ์ดีดไฟฟ้าสักเท่าไร… ก็แค่พิมพ์ตัวหนังสือลงในเครื่องบันทึกความจำ ถัดจากนั้นอีก 5 ปีต่อมา อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเริ่มอบรมการใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นครั้งแรก และบอกกับนักศึกษาในชั้นว่า อีกไม่นานคนทั้งโลกจะพูดคุยกันผ่านโปรแกรมแช็ต จำได้ว่าฉันก็หันไปกระซิบกับเพื่อนข้างๆ ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร โทรศัพท์ก็มีใครจะมานั่งคุยกันผ่านหน้าจอ ถึงวันนี้ ฉันต้องทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์วันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ส่วนเวลาว่างที่เหลือ หมดไปกับการเข้าอินเทอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารและคุยกับเพื่อนทางหน้าจอ มากกว่าที่จะนัดพบกันแบบเห็นหน้าค่าตาเสียอีก…

ไม่กี่ปีมานี้เองที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาท ในที่สุดก็เข้าครอบงำเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ โลกในวันนี้กับ 10 ปีที่แล้ว แตกต่างกันยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆ ที่ผ่านมา เป็นคลื่นอีกลูกหนึ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าของโลกอย่างรวดเร็วจนเราแทบจะตั้งตัวไม่ติด

ในวาระส่งท้ายปี life&family จึงรวบรวมข้อมูลที่บรรดานักวิชาการ นักการศึกษา รวมถึงบทความทั้งของไทยและต่างประเทศที่พูดถึงทิศทางของโลกอนาคตในทศวรรษหน้า เพื่อให้ผู้อ่านได้เตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นคนรุ่นต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาก็คือวิธีการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความสุขในสังคมแห่งโลกอนาคต… โดยไม่ถูกคลื่นของกระแสการเปลี่ยนแปลงถาโถมจนซวนทรุด

ทิศทางโลกอนาคต

สังคมฐานความรู้
ต้นเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต คือการที่สังคมต้องพึ่งความรู้มากขึ้น ระบบเศรษฐกิจ 2 ใน 3 ของโลกจะกลายเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ 'ความรู้' จะกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ 'แรงงาน' มีมูลค่าต่ำลง องค์กรต่างๆ จะต้องการแรงงานคนและเวลาน้อยลง แต่ต้องการคนที่รู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น คนที่มีความรู้และสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้นที่จะได้รับผลพวงของการพัฒนาในโลกยุคใหม่

คุณอนุช อาภาภิรม หัวหน้าโครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) มีความคิดเห็นว่าผู้ที่จะอยู่รอดได้อย่างมั่นคงในสังคมข้างหน้าจึงต้องเป็น คนงานความรู้ (knowledge worker) ซึ่งหมายถึงผู้ที่สามารถผลิตความรู้เองได้ หรือเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

"เพราะในอนาคต การแข่งขันด้านการประกอบอาชีพจะยิ่งสูงขึ้น เรื่องง่ายๆ ฟื้นๆ จะมีคนทำกันมาก สมมุติว่าจะเป็นครูวิทยาศาสตร์ ต่อไปก็ต้องไม่ใช่แต่สอนตามหลักสูตร แต่ต้องผลิตหนังสือ หรือคู่มือการสอนวิทยาศาสตร์เองได้ หรือเกษตรกรที่สรุปความรู้ขึ้นมาจากการทำเกษตรกรอินทรีย์ ก็นับเป็นคนงานความรู้ได้ คือต้องเป็นคนที่รู้จักคิดค้นนวัตกรรมใหม่ หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอวกาศ…"

ความรู้ที่เคยมีอยู่ก็จะล้าสมัยและใช้การไม่ได้ คนรุ่นต่อไปจึงต้องพัฒนาตัวเอง ให้มีนิสัยเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะความรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก


ภาษาแห่งอนาคต
ฮวน เอนริเกซ์ (Juan Enriquez) ผู้อำนวยการโครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพของฮาร์วาดบิสเนสคูล เขียนเอาไว้ในหนังสือ As the Future Catches You ว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกก้าวสู่ยุคของการปฏิวัติข้อมูล โดยอาศัยแถบตัวเลข 1 กับ 0 ที่เราเรียกว่าภาษาดิจิตอล ซึ่งทำให้เราสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก และส่งข่าวสารได้ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ

ในอนาคต ภาษาที่จะทวีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นจึงไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์เคยใช้ติดต่อสื่อสารกันอีกต่อไป แต่จะเป็นภาษาที่มีตัวอักษรและกฎเกณฑ์การสะกดตีความใหม่ ซึ่งนอกจากภาษาดิจิตอลแล้ว ภาษาที่มนุษย์เพิ่งเข้าใจและเรียนรู้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่กำลังจะมีบทบาทเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างมหาศาลในวันข้างหน้า คือภาษาพันธุกรรม ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร 4 ตัว คือ A T C G ในยีนของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เมื่อไรที่เราสามารถอ่านรหัสเหล่านี้และเรียบเรียงมันใหม่ได้ ก็จะนำไปสู่การพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ใหม่ๆ ผลิตยาและวัคซีนรักษาโรค รวมไปถึงการผลิตสินค้าและบริการใหม่ๆ อีกมากมาย เช่น ส้มที่เป็นวัคซีน หรือสบู่และเครื่องสำอางที่มุ่งขายเฉพาะผู้มีพันธุกรรมแบบใดแบบหนึ่ง


สุขภาพ คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร…ตลาดแรงงานหลักของโลก
เมื่อการปฏิวัติทางดิจิตอลและพันธุกรรมถูกผนวกเข้าด้วยกัน ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ในระบบเศรษฐกิจของโลก การบริการจะเป็นภาคที่เติบโตเร็วที่สุด เนื่องจากสินค้าได้ผลิตเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ เครื่องจักร หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ค่าขนส่งและค่าประกันภัยก็มีราคาแพงกว่าค่าเหล็กหรือค่าแรงกรรมกรแล้ว)

และมูลค่าที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจภาคบริการมากที่สุดคือสิ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับสุขภาพ คอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร

ทอม ปีเตอร์ (Tom Peter) นักวิเคราะห์ระบบธุรกิจกล่าวว่า 90% ของพนักงานบริษัท จะเปลี่ยนรูปแบบไปภายใน 10-15 ปีนี้ คนส่วนใหญ่จะทำงานแบบที่ตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น จะเกิดอาชีพใหม่ๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เช่น นักชีวสารสนเทศ (Bioinformationists) ซึ่งจะทำงานกับข้อมูลทางพันธุกรรมจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความรู้ทางคณิตศาสตร์ประยุกต์ สถิติ วิทยาการคอมพิวเตอร์ กับการพัฒนาตัวยาและเทคนิคการแพทย์ หรือนักจุลชีวนิเวศวิทยา (Geomicrobiologists) ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างศาสตร์สาขาทางชีววิทยา นิเวศวิทยา และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

ส่วนในด้านคอมพิวเตอร์ ก็จำเป็นต้องมีผู้ออกแบบและดูแลเว็บไซต์ คนออกแบบแคตาล็อกสินค้าออนไลน์ ซึ่งเรียกรวมกันว่า Explanation Graphic Designer รวมถึง Cybraian ที่จะคอยสอดส่องดูแลการเติบโตของเครือข่ายในไวเบอร์เสปซ

ในแต่ละอุตสาหกรรมจะต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการผู้ที่จะแปลความรู้เหล่านั้นออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้ด้วย เช่น นักนิเทศศาสตร์เฉพาะสาขาชีววิทยา (Molecular Journalist) และยังรวมไปถึงอาชีพผู้ฝึกสอน หรือผู้ให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ เช่น ผู้ให้คำแนะนำเรื่องการใช้เทคโนโลยีในองค์กร นักวิเคราะห์เครือข่ายสังคม ผู้ให้คำปรึกษากับพ่อแม่ ผู้แนะแนวเกี่ยวกับอาชีพ

และเมื่อความรู้กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สิทธิบัตรจึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้น ในปี ค.ศ.1996 ใบคำขอจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ มีถึงปีละห้าแสนรายการ ส่วนเกาหลีใต้ก็กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จากสิทธิบัตร 50 เรื่องใน ค.ศ.1985 พุ่งขึ้นเป็น 3,362 เรื่องใน ค.ศ.1998 อย่างน้อย คนรุ่นต่อไปจึงควรที่จะมีความรู้ในเรื่องของ กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตร ซึ่งจะก่อให้เกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้น โดยอาจจะเป็นนักกฎหมาย หรือตำรวจที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็ได้

มาร์วิน เจ เซตรอน (Marvin J. Cetron) ประธานบริษัท Forecasting International Ltd. และโอเวน เดวิส (Owen Davies) นักเขียนวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของเขา ได้ให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสาร The Futerist ว่าเทคโนโลยีจะให้อำนาจกับปัจเจกชน ทำให้เกิดการอพยพย้ายการทำงานอย่างไร้พรมแดน น้อยคนนักที่จะทำงานในบริษัทเดียว หรือเชี่ยวชาญในทุกเรื่องตลอดชีพอีกแล้ว

…และหนทางที่จะทำให้ผู้คนเปลี่ยนตัวเองจากพนักงานบริษัทไปสู่อาชีพอิสระได้คือการเรียนรู้ ทำความเข้าใจกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง รู้จักวางแผนการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด โดยสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาชีพของตัวเองและในชีวิตประจำวันได้


ทิศทางของประเทศไทย 'เรือเล็กในมรสุมโลก'
นอกเหนือจากภาพรวมของโลกดังที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะเฉพาะบางอย่างของประเทศไทย ก็มีแง่มุมที่ควรเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อปรับตัวไปสู่ทิศทางการพัฒนาอันเหมาะสม และนำพาประเทศชาติไปสู่ความก้าวหน้าและการแข่งขันในเวทีโลกได้

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในลักษณะทางนิเวศวิทยาที่ทำให้เรามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ซึ่งถ้าคนในประเทศมีความรู้ความเข้าใจ รู้จักนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม เราก็จะมีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์เป็นจุดแข็ง และโดยรากฐานประเทศที่เป็นสังคมแบบเกษตรกรรม คุณอนุชก็ได้ชี้มุมมองของความรู้ที่มีคุณค่าต่อสังคมไทยว่า…

"ถ้าเราเป็นสังคมเกษตร เราก็น่าจะให้ความสำคัญกับชุมชน คนงานที่อยู่บริษัทข้ามชาติย้ายไปโน่นมานี่ได้ เพราะอุตสาหกรรมมันไม่เป็นชุมชน แต่เกษตรกรรมต้องอยู่กับชุมชนเพราะมันต้องทำงานกับที่ดิน ดังนั้น ผมคิดว่าความรู้ในการทำชุมชนให้เข้มแข็งขึ้นทั้งชนบทและชุมชนเมืองเป็นสิ่งสำคัญ แล้วจะทำอย่างไรให้ชุมชนชนบทและชุมชนเมืองรวมตัวกันอยู่ได้

"รวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกับเรา ทั้งในเรื่องของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ทัศนคติ ของคนในประเทศเหล่านั้น ตั้งแต่จีนรวมไปถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน ซึ่งในอนาคตมันจะกลายเป็นความรู้สำคัญ เพราะมีความเป็นไปได้ที่ไทยเราจะค้าขายกับประเทศเหล่านี้มากขึ้น อาจจะเป็นแหล่งสร้างอาชีพใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย หรือนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ

"ที่สำคัญ กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกก็เปรียบเสมือนกับมรสุมขนาดใหญ่ ถ้าประเทศเราเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้ดี มันก็เหมือนกับเราเชื่อมเรือเล็กของเราให้ใหญ่ขึ้น สามารถที่จะรองรับผลกระทบของความไม่แน่นอนจากกระแสโลกภายนอกได้ดีขึ้น"

โดยสรุปแล้ว สังคมอนาคตก็ยังมีความไม่แน่นอน วิกฤติต่างๆ ยังคงมีอยู่และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ภาวะสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศมหาอำนาจอื่น และประเทศในโลกที่สามรวมถึงปัญหาเรื่องวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยม ที่ทำให้คนเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ เกิดการแข่งขันด้านการประกอบอาชีพสูงขึ้น และนำไปสู่การขยายช่องว่างในสังคมระหว่างคนจนกับคนรวยที่รุนแรงขึ้น


รู้กว้าง รู้เท่าทัน รู้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ สร้างองค์ความรู้ใหม่
ไม่ว่าสังคมในอนาคตจะเป็นอย่างไร ความรู้ก็คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนอยู่รอดได้อย่างมั่นคง ดังนั้นเราต้องพยายามที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา แน่นอนว่าในเรื่องที่ตนสนใจ หรือเป็นอาชีพก็จำเป็นต้องรู้ให้มากที่สุด แต่ว่าไม่ควรละเลยในสิ่งอื่นรอบด้าน

การเรียนรู้ที่เหมาะสมจึงควรเป็นไปในลักษณะของสหวิทยาการ คือรู้กว้างในเรื่องที่หลากหลาย รู้ว่าพื้นฐานของสาขาวิชาต่างๆ มีอะไรเป็นประเด็นสำคัญ และในบางเรื่องที่จำเป็นต้องเฉพาะเจาะจง ก็ต้องรู้ว่าจะไปค้นคว้าต่อเนื่องได้จากที่ไหน เพื่อจะได้รู้ลึกลงไปในรายละเอียด จากนั้นจึงค่อยเชื่อมโยงระหว่างประเด็นต่างๆ ที่สำคัญให้เกิดเป็นภาพรวม

คุณอนุชแนะนำว่า วิธีการสร้างความรู้อันดับแรกคือ การแสวงหาความรู้ แล้วจึงประมวลออกมา จากนั้นค่อยวิเคราะห์แยกแยะความรู้นั้นออกเป็นกลุ่มพวก แล้วเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล หรือเหตุการณ์ต่างๆ สุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ การสังเคราะห์ และสร้างความรู้ใหม่ให้เป็นของตัวเอง

"ความจริงใครๆ ก็สร้างความรู้ขึ้นมาได้ทั้งนั้น ชาวนาที่รู้จักวิธีเลี้ยงควายก็เป็นความรู้ และถือเป็นองค์ความรู้ของชุมชนที่คิด ถ่ายทอด แล้วก็พัฒนากันมา แต่ปัจจุบันความรู้แบบนี้มันถูกทำลาย โดยความรู้จากภายนอก ชาวนาขายควายไปซื้อรถไถ โดยที่ไม่มีความรู้จะสร้างรถไถเอง หรือแม้แต่การซ่อมก็ยังทำไม่ค่อยได้ดีนัก

จริงอยู่ว่า ความรู้มันมีการถ่ายเทกันได้ แต่รับมาแล้วก็ต้องย่อยให้เข้ากับบริบทหรือสภาพแวดล้อมของเรา ทีนี้มันมาเร็วอาจจะย่อยไม่ทัน ก็เลยเอาแต่รับมาอย่างเดียว โดยไม่ได้ผลิตของตัวเองขึ้นมา เมื่อความรู้ที่มีอยู่ไม่อาจนำมาใช้ได้ ในที่สุดก็จะถูกทำให้สูญไป"


ความรู้กับเป้าหมายชีวิต
คุณอนุชก็ได้จำกัดความคำว่า ความรู้ ออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ…
"อย่างแรก คือ ความรู้ที่ใช้แสวงหากำไรและอำนาจ ซึ่งเป็นความรู้ที่สอนกันทั่วไปในสถาบันการศึกษาต่างๆ ทุกวันนี้ คนที่ต้องการฐานะ อยากมีกินมีใช้ก็ต้องไปหาความรู้ประเภทนี้

"แต่บางครั้ง ความรู้เหล่านี้ก็กลายเป็นต้นตอของปัญหาสังคม จึงต้องการความรู้ประเภทที่สองคือ ความรู้ในการแก้ปัญหาสังคม เช่นปัญหาความยากจน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิทธิสตรี ซึ่งไปๆ มาๆ ความรู้ประเภทนี้ก็อาจจะถูกดูดกลืนให้เป็นการแสวงหากำไรและอำนาจไปด้วย ตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสมัยนี้ ก็กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปแล้ว

"ส่วนความรู้แบบที่สาม เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยพยายามสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ที่ไม่เน้นกำไรและอำนาจ เข้าใจว่ามีสอนกันอยู่บ้างแต่ก็ยังน้อย มักจะไม่สอนกันเป็นวิชาเรียน ส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่ม NGO อีกส่วนหนึ่งก็อยู่กับพวกกลุ่มศาสนา ตัวอย่างในเมืองไทยที่ชัดเจนคือกลุ่มสันตอโศก หรือโรงเรียนผู้นำของพลตรีจำลอง ในต่างประเทศก็มีเหมือนกัน เพราะคนเริ่มเบื่อวัฒนธรรมกำไรและอำนาจ ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ความรู้ที่จะนำไปประกอบอาชีพ แต่มันเป็นการดำเนินทางอาชีวะมากกว่า"

ซึ่งในแต่ละสาขาอาชีพ เราจะเลือกเป็นแบบไหนก็ได้ ถ้าจะเป็นแพทย์ จะเลือกเป็นแพทย์เพื่อแสวงหากำไรและอำนาจก็ได้ จะเป็นแพทย์อาสาเพื่อแก้ปัญหาสังคมก็ได้ หรือจะเป็นแพทย์ทางเลือกเพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในชีวิตของแต่ละคน

แต่ถ้าเลือกแบบไหนก็ต้องยอมรับผลของมันด้วย เช่น ถ้าจะเลือกดำเนินชีวิตแบบที่สามแล้วหวังรวย ก็คงเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเลือกวิชาที่คิดว่าจะได้เงินดี มีฐานในสังคม แต่จะหวังความสงบทางจิตใจก็คงยาก คนที่เลือกก็ต้องรู้ว่าตัวเองเลือกแบบนี้แล้วจะเป็นอย่างไร

ดังนั้น…คำถามว่าเราจะเรียนอะไร จะมีอาชีพอะไรในอนาคตซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน อาจไม่สำคัญเท่ากับคำตอบเรื่อง 'เป้าหมายในชีวิต'

และคำตอบเหล่านี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ความรู้เท่าทันทิศทางหลักของกระแสโลกเพียงเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความรู้เท่าทันในตัวเองด้วยต่างหาก


(update 20 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600