ใครที่มีลูกเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนไทยอาจไม่ได้รู้สึกถึงคุณภาพและสำนึกของคุณครูกันมากนัก
เพราะมัวแต่ผลักดันให้เรียนเก่ง ก็เลยพาไปเรียนพิเศษ
สารพัดอย่างที่เกิดขึ้นในโรงเรียนล้วนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของเด็กๆ แน่นอน
หมอเฝ้าติดตามการเติบโตของลูกสาว ดูพัฒนาการทางความคิด
หลายครั้งที่เกือบจะเอาเขาออกจากโรงเรียนเพราะทนสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนไม่ไหว
เริ่มตั้งแต่ตอนเล็กๆ เขาอยู่ชั้นประถมต้นๆ หมอสังเกตเห็นว่าเขาชอบลืมเอาหนังสือเรียนบางวิชาไปโรงเรียนบ่อยมาก
ความที่หมอเลี้ยงลูกแบบให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองก็เลยไม่เตรียมตารางสอนให้ กะว่าถ้าลืมเอาไปก็คงโดนคุณครูทำโทษบ้าง
แต่ปรากฏว่าลูกสาวว่าไม่เคยถูกลงโทษเลน หมอมารู้ภายหลังว่าคุณครูเกรงใจคุณแม่คือ 'หมอพรทิพย์'
ทำให้ไม่อยากกวนใจหมอ เพราะคิดว่าคงไม่มีเวลาดูแลลูก
เฮ้อ!
ความจริงความคาดหวังของหมอต่อโรงเรียนและคุณครูคือเรื่องของการปลูกฝังความดีงาม
ความมีระเบียบวินัย ส่วนเรื่องการพัฒนาความเก่งคงค่อยๆ ไปได้เรื่อยๆ
ถ้าหมอเป็นครูสอนนักเรียนที่มีแม่แบบหมอน่าจะสบายใจนะ
เพราะฝึกเรื่องความดีงามกับระเบียบวินัยมันไม่ต้องแข่งขันกัน ครูฝึกเด็กทุกคนให้ดีหมด
พ่อแม่พอใจแน่ แต่ถ้าพัฒนาให้เก่งนี้อาจจะลำบากหน่อย เพราะนอกจากวัตถุดิบมาไม่เท่ากันแล้ว
เรื่องของความเก่งนั้นคนเรามักชอบให้มีเก่งที่สุด นั่นก็คือเก่งคนเดียว
วัฒนธรรมของคนดีจึงดูจะอยู่ร่วมกันได้ แต่คนเก่งมักจะอยู่ร่วมกันยากหน่อย
คนเก่งมักไม่อยากให้มีใครเก่งเท่าเขา อยากเก่งที่สุด ซึ่งหมอไม่ต้องการให้ลูกเป็นเช่นนี้
หมอต้องการให้ลูกเป็นตัวของตัวเองที่เป็นคนดี ต้องคิดวิเคราะห์อะไรเอง
เรื่องที่หมอสนใจอีกอย่างคือเรื่องกิจกรรมของเด็ก ความที่ลูกสาวเป็นคนสบายมาก
ก็เลยชอบมาบอกแม่ว่าครูสั่งโน่นสั่งนี่เอาวันที่จวนเจียน เช่นสองทุ่มวันนี้มาบอกว่าจะเอาเมล็ดผักคะน้า
แม่อยู่ในงานแต่งงาน พ่ออยู่ที่ประชุมอีกแห่งก็ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะหาที่ไหนให้ได้
เป็นเรื่องของความรับผิดชอบที่เด็กสมัยนี้ถูกฝึกฝนน้อยมาก
หมอเชื่อว่าปัญหาใหญ่ของวัยรุ่นไทยทุกวันนี้คือเรื่องของความรับผิดชอบ
กับการรักษาระเบียบวินัย ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนอาจจะมีนโยบาย
แต่ด้วยความแออัดของนักเรียนทำให้ไม่สามารถปลูกฝังไปทั่วถึง กิจกรรมต่างๆ
ก็ไม่บรรลุเป้าหมายจริง
อีกตัวอย่างที่จะนำมาประกอบก็คือ มีอยู่วัน ลูกสาวขอเงินห้าสิบบาทไปซื้อไอศกรีมกิน
ก็เลยถามเขาว่าทำไมเอาไปมาก ไอศกรีมอะไรหรือ เขาก็บอกว่าเขาจะเอาไอศกรีมถ้วยเล็กๆ
และจะซื้อแจกเพื่อนบ้านด้วย
เอ
หมอสงสัยว่าตอนหกโมงเย็น จู่ๆ เจ้าเกิดอยากจะซื้อไอศกรีมแจก มันแปลกดี
ต้องมีจุดประสงค์อะไรพิเศษแน่ๆ ในที่สุดก็ได้รู้ว่าลูกสาวอยากได้กระป๋องไอศกรีมเปล่าๆ
มาทำกิจกรรม ซึ่งครูสั่งให้เอาวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์ คุณครูจะรู้ไหมว่าลูกศิษย์ไม่เข้าใจหลักการ
หรือไม่ก็งานที่ส่งไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ บางบ้านอาจจะมีคนทำให้เสร็จเรียบร้อยก็มี
เล่าตัวอย่างมาก็เพราะว่าปัญหาที่ต้องเร่งปลูกฝังในเยาวชนก็คือความรับผิดชอบ
กับการรักษาระเบียบวินัย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าก็คือ จะหาใครมาช่วยปลูกฝังหรือเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเด็ก
สมัยหมอเด็กๆ นั้น พ่อแม่จะสอนเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ ต้องทำให้คนเรากลัวนรกให้ได้
หมอก็นำเอาแนวทางเดียวกันมาสอนลูกสาว มีอยู่วันหนึ่งสุนัขจรจัดไร้ขนหนังปุปะหลุดเข้ามาในบ้าน
ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป พ่อน้องเท็นเห็นหมดปัญญาจัดการก็เลยหากระสอบมาจับตัวมันไป
ตอนจับหมอไม่ทันดูว่าเขาเอาไปไหน สักครู่หนึ่งเมื่อกลับเข้าบ้านมา
หมอเลยแอบถามว่าเอาไปไว้ที่ไหน พ่อน้องเท็นบอกว่าเอาไปโยนทิ้งถังขยะท้ายหมู่บ้าน
หมอก็เริ่มกังวลสารพัดว่าเดี๋ยวมันจะกระโดดออกมาไม่ได้ ดีไม่ดีอาจมีใครเอาอะไรไปโยนทับ
เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ แต่ที่ห่วงมากที่สุดคงเป็นความห่วงใยไม่อยากให้มันเป็นบาปกับสามีหมอ
ก็เลยขอให้เขาไปเอามันอกจากถังขยะซะ
ตลอดเวลาลูกสาวคงนั่งฟังและรู้เรื่องตลอด เพราะระหว่างที่พ่อออกไปปล่อยสุนัข
น้องเท็นแอบเข้ามานัวเนียแล้วถามว่า "แม่ ถ้าปล่อยแล้วพ่อจะยังบาปติดตัวไหม" หมอก็ตอบว่า
"ไม่มีแล้ว แต่ก็อาจมีอยู่บ้างเพราะมันคงตื่นกลัวช่วงแรก" น้องเท็นยังสงสัยถามคำถามที่สองต่อ
"แม่จ๋าแล้วบาปมันจะมาถึงน้องเท็นไหม" ฟังแล้วอึ้ง แล้วอมยิ้ม
อึ้งที่เขาคิดเป็น
อมยิ้มในความคิดของเขา ก็เลยตอบเขาไปว่า
"ไม่ถึงหรอก" เมื่อพ่อเขากลับมา
เรากับน้องเท็นก็เลยเข้าไปกอด
ความคิดและการกระทำของเด็กสะท้อนอะไรมากมาย การกลัวบาปไว้ก่อนเป็นสิ่งดี
เพราะไม่เช่นนั้นจะหาอะไรมาปราบไม่อยู่ ความห่วงใยพ่อเป็นความรักความผูกพันที่สะท้อนออกมา
สิ่งที่สองที่พ่อแม่หมอปลูกฝังมากๆ ก็คือ การรักษาวินัยสังคม คุณพ่อจะไม่เคยฝ่าไฟแดงจราจร
ไม่จอดรถในที่ห้ามจอด เวลาขับรถช้าอยู่ซ้าย จะซื้อของก็เข้าแถว เมื่อหมอเข้าเรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
ก็จะมีกฎระเบียบมากมาย เสื้อผ้าต้องเรียบร้อย ชายกระโปรงต้องคลุมเข่า ใส่เสื้อชั้นใน ต้องมีเสื้อซับใน
ก่อนรับประทานอาหารต้องเข้าแถว เงียบ หมอจึงเป็นคนที่ยึดระเบียบวินัย
ในปัจจุบันดูๆ จะฝึกสอนหรือปลูกฝังน้อยลง บ้านหมออยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง
เห็นได้ชัดเจนว่าเด็กๆ ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย เอาแค่การเดินที่เห็นชัด
เพราะอารมณ์ซ่าส์ของเขาทำให้เขาชอบเดินกลางถนนเกะกะมาก
บางทีอายุยังไม่ถึงก็ขับรถยนต์กันแล้ว บางรายหนักหน่อยก็ไปเอามอเตอร์ไซค์
มาดัดแปลงท่อไอเสียแล้วเบิ้ลสุดๆ เวลาขี่เดือดร้อนโสตประสาทชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่สามที่หมอถูกปลูกฝังมากกว่าทุกเรื่องก็คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม
การรักษาระเบียบวินัยเป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบต่อสังคม
คุณพ่อจะสอนว่าเมื่อเห็นปัญหาหรือเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องห้ามเดินผ่านไปเฉยๆ
ต้องดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ก็ให้ช่วยแก้ไขให้หรือไม่ก็พยายามหาหนทางช่วยได้ก็ช่วย
อย่างนิ่งดูดายหรือปล่อยผ่านไปเฉยๆ โดยให้คิดในหลักที่ว่าเราเป็นคนไทย
เกิดมาต้องรักแผ่นดิน ไม่ทำลายแผ่นดินเกิด
การปลูกฝังข้อสามนี้แหละที่หมอได้รับมามาก จนเมื่อเรียบจบก็ต้องเลือกเป็นหมอในสาขาขาดแคลน
ปัจจุบันการเน้นประเด็นนี้มีไม่มาก เพราะหากครูผู้สอนไม่มีแนวคิดแล้วละก็ คงยากที่จะทำให้เด็กนักเรียนมีได้
น้องเท็นเคยทักผู้ใหญ่ในวงการกีฬาคนหนึ่งซึ่งไปอัดรายการทีวี เขาสูบบุหรี่
พอน้องเท็นเห็นก็เลยทักทันทีว่า "คุณลุงสูบบุหรี่ไม่ดีนะ คุณลุงทำให้พวกหนูไม่สบายด้วย
คุณครูบอก" ฟังแล้วต้องร้องว่า
ใช่เลย นี่แหละที่อยากให้คุณครูเน้นกันให้มากๆ หน่อย
เมื่อสัปดาห์หนังสือเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระหว่างหมอนั่งแจกลายเซ็น
ก็มีเด็กน้อยอายุประมาณห้าขวบได้มาขอลายเซ็นพร้อมคุณแม่ เขาหันมาเห็นทอฟฟี่วางอยู่บนโต๊ะ
เขาก็พูดขึ้นมาว่า "คุณหมอพรทิพย์คะ ทอฟฟี่ไม่ดีนะคะ เพราะมันทำให้ฟันผุหมด คุณครูสอนหนูค่ะ"
ฟังแล้วต้องรีบส่งทอฟฟี่ไปเก็บทันที หมอตอบเด็กว่า ขอบคุณมากที่เตือนป้าหมอ
ช่วยให้ป้องกันฟันได้หลายซี่ทีเดียว หนูน้อยอมยิ้ม คุณแม่ทำท่าจะปรามที่ลูกสาวแนะนำป้าหมอ
ก็เลยบอกว่าเด็กน้อยพูดถูกแล้ว เราอยากให้เขารักษาแนวคิดแบบนี้ไว้นานๆ
การปลูกฝังเด็กๆ ในเรื่องราวของความรู้ผิดชอบชั่วดี การรักษาวินัยทั้งต่อตัวเอง ต่อสังคม
รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยปูพื้นฐานที่ดีให้กับเด็ก ทุกวันนี้ปัญหาที่ดูจะน่ากลัวมาก
ต่อเด็กทุกเพศทุกวัยคือเรื่องเพศ ซึ่งไม่ง่ายที่จะสร้างสำนึกที่ดีในเรื่องนี้
เด็กผู้ชายตัวเล็กตัวน้อยเดี๋ยวนี้ก็แอบดูซีดีลามก พูดกันแต่เรื่องยากมีอะไรกับผู้หญิง
แม้แต่เพื่อนนักเรียนหญิงที่เดินผ่านไปมา เด็กนักเรียนผู้หญิงก็เช่นกัน
เรื่องในห้องเรียนไม่ค่อยสนใจกันเท่าไรแล้ว แต่กลับมาสนใจอยากมีแฟนกันเสียเหลือเกิน
เมื่อทั้งสองเพศคิดตรงกันเรื่องนี้คงยากที่ใครจะเข้าไปดูแลป้องกันได้
ช่วงก่อนสงกรานต์หมอได้รับคดีศาลเยาวชนส่งเด็กมาตรวจพิสูจน์พ่อแม่ลูก
ซึ่งเห็นแล้วใจมันหม่นหมองทีเดียว ยาวกับปู่พาผู้ชายและเด็กเล็กมาพิสูจน์
ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้มาเพราะไม่สบาย
เด็กน้อยถูกสงสัยว่าเป็นลูกของผู้ชายอายุ 16 ปีเอง หน้าตายังไม่เดียงสาเลย
พอถามว่าแม่เด็กอายุเท่าไหร่นั้น ก็ต้องตกใจ เพราะเขาอายุแค่ 12 ปีเอง
อะไรจะปานนั้น
เกิดอะไรขึ้น เด็กผู้หญิงอาจจะยังไม่เดียงสา ฝ่ายเด็กผู้ชายเองก็เช่นกัน คงเป็นอารมณ์เปลี่ยนแปลง
ความอยากรู้อยากลอง แต่สิ่งที่ควรมีแต่ไม่มีคือความรู้ผิดชอบชั่วดี ความยับยั้งชั่งใจ
เขาคงไม่ล่วงรู้ว่า จะมีผลกระทบอะไรตามมา
ยิ่งมาดูผู้ที่เป็นปู่ พ่อของฝ่ายชาย ว่าเขาคิดอะไรทำไมจึงไปเดินเรื่องที่ศาล
เพราะฟังว่าแม่ฝ่ายหญิงเพียงแต่ขอให้ปู่ช่วยค่าเลี้ยงดู ปู่ไม่ยอมเพราะไม่เชื่อ
ก็เลยเป็นเรื่องขึ้นศาล หน้าตาเด็กน้อยน่ะเหมือนพ่อยังกับแพะกับแกะเลย
หากพิสูจน์ออกมาว่าเป็นลูกของฝ่ายชายนั้น ลูกชายของเขาติดคุกแน่นอนฐานพรากผู้เยาว์
ผู้เป็นพ่อบอกแค่ว่า เขาต้องการพิสูจน์ว่าใช่ก่อนถึงจะดูแลเขาไม่แคร์เรื่องอิสรภาพของลูก
ทำให้เห็นชัดว่าคนเรานั้นสนใจรักแต่ตัวเอง ยิ่งมาดูประเด็นของครอบครัวแล้วทำให้ยิ่งมีปัญหา
สภาพของเด็กทั้งสองคนคือผลพวงจากการไม่ปลูกฝังหรือปลูกฝังแต่น้อย
หรือไม่หนักแน่นในทั้งสามประเด็นที่หมอเล่ามา คงพอมองเห็นภาพอนาคตของสังคมไทย
ว่าจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพแบบไหน
มาช่วยกันปลูกฝังรากฐานมั่นคงกันดีกว่า
(update 9 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]
|