เรียนเก่งเพราะ ฟัง เป็น


แปลกใจใช่ไหมคะว่า เราต้องสอนการฟังกันด้วยหรือ ตามธรรมชาติคนเราเกิดมาก็ฟัง (ได้ยิน) กันได้อยู่แล้ว ที่จริงได้ยินก่อนออกจากท้องแม่เสียอีก แล้วมีความจำเป็นอย่างไรถึงจะต้องสอนการฟังให้ลูกอีก

จำเป็นสิคะ…เพราะคนเราไม่ใช่จะฟังเป็นทุกคน ได้ยินน่ะ…ทุกคนค่ะ (ยกเว้นคนมีปัญหาทางหู) แต่ว่าฟังไม่เป็นกันทุกคนหรอกค่ะ

การฟังที่ดี หมายถึงฟังแล้วได้ข้อมูลที่ผู้สื่อสารต้องการสื่อ ดังนั้นผู้ที่ฟัง 'เป็น' จะเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้มากกว่าผู้อื่นและการฟังเป็นทักษะสำคัญที่ทำให้เรา มีความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีค่ะ
รู้อย่างนี้แล้ว คงเข้าใจนะคะว่า ทำไมเราควรสอนเรื่อง 'ฟัง' ให้ลูก

ทีนี้คนที่จะสอนลูกเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือพ่อแม่ค่ะ เหตุผลก็คือ การฟังไม่ได้เป็นวิชาเรียนในหลักสูตร เหมือนกับทักษะทางภาษาอื่นๆ เช่น การอ่าน การเขียน การพูด ทั้งๆ ที่ทักษะการฟังเป็นทักษะที่ใช้มากที่สุด ในการเรียนรู้ในชั้นเรียน และในการมีปฏิสัมพันธ์กู้อื่น 50-75% ของเวลาในชั้นเรียนของนักเรียนใช้ไปในการฟังค่ะ ฟังครู ฟังเพื่อน ฟังสื่อการสอนต่างๆ

และเนื่องจากลูกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่มากกว่าผู้อื่น ดังนั้นจึงเป็นการง่ายที่พ่อแม่จะสอนทักษะฟังให้ลูก เพราะทักษะนี้เป็นทักษะที่สอนได้ในการใช้ชีวิตประจำวัน

การมีทักษะในการสื่อสารของเด็กส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เด็กได้เห็นตัวอย่างจากสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินค่ะ ดังนั้นพ่อแม่ ครู ผู้ใหญ่ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในการเป็นผู้ฟังที่ดี แล้วยังสามารถแนะวิธีการฟัง การจับประเด็น การถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้ฟังให้เด็กๆ ได้

ถ้าพ่อแม่ต้องการเป็นแม่แบบที่ดี ลองทำตามคำแนะนำของผู้รู้ดังต่อไปนี้นะคะ ข้อแนะนำเหล่านี้เป็นวิธีการฝึกทักษะการฟังและทักษะในการสื่อสารค่ะ
  • ข้อแรก ตั้งใจฟัง พ่อแม่ต้องแสดงความสนใจและตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกต้องการจะสื่อสารกับเรา ข้อนี้เริ่มได้ตั้งแต่ลูกยังพูดไม่ได้เลยค่ะ ในวัยที่ลูกรู้ภาษาแล้วเขาจะรู้ว่าเราสนใจฟังเขา หรือไม่จากการตอบหรือไม่ตอบของเราค่ะ เพราะฉะนั้นฟังแล้วพ่อแม่ต้องมีปฏิกิริยาตอบกลับนะคะ ต้องแสดงการรับรู้ความรู้สึกและความต้องการของเขา อย่าฟังแบบเอาหูทวนลมเป็นอันขาด

  • ข้อสอง ฟังอย่างอดทน โดยเฉพาะกับลูกเล็กๆ เพราะเขายังมีคำศัพท์ไม่มาก และยังไม่มีประสบการณ์ในการพูดมากนัก ดังนั้น เด็กจะหาคำมาใช้ในการพูดได้ช้ากว่าผู้ใหญ่ค่ะ กว่าจะพูดรู้เรื่องแต่ละทีใช้เวลานาน พยายามอดทนฟังนะคะ ให้เหมือนกับว่าเรามีทั้งชีวิตที่จะฟังเขา

  • ข้อสาม ฟังให้จบ เรื่องนี้ยากหน่อยนะคะ เพราะเราผู้ใหญ่เป็นผู้มากด้วยประสบการณ์ พอเด็กอ้าปากพูด เราก็เห็นลิ้นไก่เขาแล้ว เรารู้ว่าเขาจะพูดอะไรก่อนที่เขาจะพูดจบ จริงไหมคะ บ่อยๆ ที่เราจะตอบรับหรือขัดคำพูดของลูกกลางคันก่อนลูกจะพูดจบ มันเป็นการยากนะคะที่ผู้ใหญ่จะพยายามฟังสิ่งที่เด็กพูดเรื่อยเปื่อยด้วยท่าทีสนใจ และไม่พยายามขัด หรือแก้สิ่งที่เขาพูดผิด แต่อย่างไรเราก็ต้องพยายามเคารพสิทธิของเด็ก ในการแสดงความเห็นหรือเหตุผลนะคะ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ฟังเขาให้จบเสียก่อน แล้วถึงพยายามแก้ไขหรือแสดงความเห็นขัดแย้ง หรือเห็นด้วยภายหลังค่ะ

  • ข้อสี่ จับความรู้สึก พยายามฟังและสังเกตดูภาษากายของลูกเวลาพูดคุยกับลูกด้วยว่าเขาเป็นอย่างไร ฟังน้ำเสียงของเขาว่ามีความกระตือรือร้นหรือเฉลี่ยๆ ดูหน้าดูตาว่าเขามีอารมณ์จะฟังหรือพูดหรือไม่ ดูอากัปกิริยาท่าทาง ถ้าลูกดูเศร้าสร้อยก็หาที่เงียบๆ ไถ่ถามพูดคุยกับลูกสองต่อสองนะคะ

  • ข้อห้า สอนให้ฟังตั้งแต่เล็ก สอนวิธีการฟังให้ลูกโดเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ลูกยังเล็ก เรียกชื่อเขาหรือจับตัวเขาก่อนพูดกับเขา เพื่อลูกจะได้รับรู้ว่าเรากำลังพูดกับเขา และเขาจำเป็นต้องฟัง

  • ข้อหก มองตาลูกขณะพูดกับลูก เพื่อเราจะได้รู้ว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือเปล่า ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจค่ะ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ดวงของเขาจะบอกเราทุกอย่าง ว่าเขาสนใจเชื่อหรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่คะ

  • ข้อเจ็ด ฟังและพูดกันในครอบครัวให้มากขึ้น นี่ไม่ใช่โฆษณาโทรศัพท์มือถือนะคะ แต่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การสื่อสารที่ดีในครอบครัวเป็นภูมิต้านทานที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ชวนลูกคุย ฟังลูกคุยถึงเรื่องเพื่อน โรงเรียน หนังสือ หรือเรื่องที่เขาสนใจอื่นๆ เด็กบางคนไม่ค่อยชอบพูด เราต้องเชิญชวนให้เขาพูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก เช่นถามว่า "วันนี้ทำอะไรสนุกกับเพื่อนๆ กับคุณครูบ้างคะ" เด็กจะแสดงความเห็น และเปิดเผยความรู้สึกกับคนที่เห็นว่าเขาสำคัญค่ะ

  • ข้อแปด ฝึกลูกอย่างเป็นธรรมชาติ อย่าฝึกด้วยการสอนแบบคุณครูนะคะ ฝึกโดยการให้ลูกทำค่ะ เช่น เมื่อเขาได้ไปดูภาพยนต์หรือทีวีเรื่องอะไรมา เราอาจให้เขาสรุปเรื่องให้เราฟัง แต่ไม่ต้องใช้คำว่า 'สรุป' กับลูกนะคะ เพราะดูเป็นทางการไป บอกเขาให้เล่าสั้นๆ เอาเฉพาะสิ่งที่สำคัญ ถามเขาว่าเขาชอบอะไรไม่ชอบอะไร ถามคำถามในประเด็นที่สำคัญ การฝึกเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้ลูกสามารถฟังแล้วจับประเด็นหาใจความสำคัญและสามารถสรุปเรื่องได้ค่ะ

  • ข้อเก้า ชมเชยหลังการฟัง จะช่วยให้ลูกเรามีพัฒนาการเป็นผู้ฟังที่ดี เขาจะโตขึ้นมาเป็นคนให้เกียรติรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น สามารถเข้าใจข้อความที่ผู้อื่นต้องการจะสื่อ มีทักษะที่ดีในการพูดสื่อสารกับผู้อื่น ทำให้ผู้ที่พูดคุยกับเขาประทับใจในตัวเขา เพราะเขาเป็นผู้ฟังที่ดีและเข้าใจความคิด และความรู้สึกของผู้อื่นเป็นอย่างดี
สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องนึกถึงอยู่เสมอในการสอน 'ฟัง' ให้ลูก คือ เราต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย อาจเป็นผลพลอยได้ให้เรา ทำให้เรามีทักษะในการสื่อสารดีขึ้นด้วยค่ะ

เห็นไหมคะว่า หลายๆ เรื่อง เราก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับลูกนั่นเอง


(update 5 มกราคม 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 91 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600