อย่าไปตรงที่มีดๆ นะลูก เดี่ยวผีมาหลอกไม่รู้ด้วย
ถ้าหนูไม่เชื่อแม่ เดี่ยวตุ๊กแกกินตับนะ
ถ้าดื้อแบบนี้ แม่จับไปให้หมอฉีดยาดีกว่า
แม้ว่าการขู่ให้ลูกกลัวแบบนี้ จะช่วยปราบอาการซนของลูกได้ชะงัดนัก
แต่รู้ไหมว่าทำไมลูกน้อยต้องกลายเป็นเด็ก ขี้กลัว ไปซะแล้วล่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่คงไม่ชอบใช่ไหมคะ
ที่ลูกน้อยจะโตขึ้นไปเป็นเด็กกลัวความมืด กลัวเสียงดัง สารพัดที่จะกลัวไปหมด แต่เราคงอยากได้ลูกน้อยที่เข้มแข็ง
และกลัวอย่างมีเหตุผลมากกว่า
ทำไมหนูจึงกลัว...
- ความกลัวเกิดขึ้นเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองขาดความปลอดภัย (insecurity)
มักมีสาเหตุจากการที่เด็กต้องเผชิญกับสิ่งแปลกใหม่ๆ โดยทันทีทันใดหรือไม่คาดฝัน
- ประสบการณ์เลวร้ายของเด็ก เช่น เคยถูกสุนัขกัดก็อาจทำให้กลัวสุนัข บางครั้งเด็กก็เจอกกับเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจ
เช่น อุบัติเหตุ ไฟไหม้ ภาพสยองขวัญ ทำให้เด็กกลัวแล้วเก็บไปฝันหรือนอนละเมอได้
- ถ้าผู้ใหญ่แสดงอาการกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เด็กก็จะพลอยกลัวไปด้วย เช่น คุณแม่กรีดร้องเมื่อเห็นหนู
แมลงสาบ เด็กก็จะกลัวสิ่งเหล่านี้ตามไปด้วย
- ผู้ใหญ่มักหลอกให้เด็กกลัวสิ่งที่ไม่มีเหตุผล เช่น หลอกให้กลัวผีในความมืด หรือ
กระตุ้นความกลัวของเด็ก เช่น เล่าเรื่องน่ากลัวให้เด็กฟัง พาเด็กไปดูหนังผี
หรือแกล้งให้เด็กกลัวเพื่อความสนุกสนาน
ถ้าลูก กลั๊ว...กลัว...
จะเห็นได้ว่า อาการกลัวของเด็กๆ มักมีสาเหตุจากผู้ใหญ่และมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง
ฟังอย่างนี้แล้วอย่าเพิ่งร้องว้า...เลยค่ะ เพราะถ้าพลาดไปแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจไป เรามีเคล็ดลับดีๆ
แก้ปัญหายามที่ลูกเกิดอาการกลัวมาฝาก
เมื่อเด็กเกิดความกลัว พวกเขาจะมักพยายามหลีกหนีสิ่งที่กลัวมากกว่าเผชิญหน้า
บ่อยครั้งที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยอธิบายถึงเหตุผล มักตัดปัญหาด้วยการบอกให้เด็กหลบหลีกสิ่งที่กลัวเสีย
เมื่อโตขึ้นมาเด็กก็จะเลิกกลัวไม่ได้
- พ่อกับแม่จึงควรแนะนำให้เด็กๆ รู้จักสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากขึ้น ควรเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งในบ้าน
และนอกบ้านให้ลูกฟังอย่างใกล้ชิด
- ต้องยอมรับว่าเด็กมีความกลัวเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเด็กกลัวและตกใจจะต้องการคนปลอบใจมากกว่าดุด่า
ถึงตอนนี้ พ่อแม่ต้องช่วยแนะนำและปลอบใจให้เด็กเข้าใจ และเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
ความกลัวต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไป
- ต้องพยายามสอนให้ลูกรู้จักกลัวในสิ่งที่ควรกลัว เช่น กลัวอุบัติเหตุและต้องระวัง กลัวสัตว์ร้ายต่างๆ ได้
แต่ต้องไม่กลัวจนควบคุมตัวเองไม่ได้
- ความกลัวเป็นพื้นฐานทางอารมณ์ที่ขาดความเชื่อมั่น ขาดความรัก เช่น กลัวแม่ไม่รักตัวเอง กลัวแม่ทิ้งไป
กลัวการมีน้องใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องให้ความรักแก่ลูกอย่างสม่ำเสมอค่ะ
และสร้างความมั่นใจในความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกให้ลูกเห็น
หนูกลัวแบบนี้...คุณแม่ทำไงดี
- กลัวเสียงดังอึกทึก : เสียงดังๆ แปลกๆ เช่น ฟ้าร้อง เครื่องดูดฝุ่น เสียงเครื่องบิน
คุณแม่อาจอุ้มลูกเข้าไปดูสิ่งเหล่านั้นใกล้ๆ เช่น พาไปดูเครื่องบินกำลังบิน พาไปจับเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น
หรือพูดปลอบใจว่า เสียงฟ้าร้องจ้ะลูก แต่ไม่เป็นไรมันไม่โดนเราหรอก เพราะเราอยู่ในบ้าน
แต่ถ้าแกยังแสดงอาการกลัวอยู่ก็ไม่ควรบังคับให้เข้าใกล้
- กลัวอาบน้ำ : แม้ก่อนหน้านี้ลูกจะชอบอาบน้ำมาก แต่ถ้าวันหนึ่งแกกลัวน้ำขึ้นมา อาจมีสาเหตุจากสบู่เข้าตา
ลื่นไถล สำลัก หรือจมน้ำ คุณแม่ควรอดทนและใจเย็นหาของเล่นมาลอยน้ำให้ลูกเพลิดเพลิน
ที่สำคัญคือระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือสบู่เข้าตาลูกอีก
- กลัวความมืด : สำหรับเด็กในวัยนี้จะเริ่มจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ ที่แฝงมากับความมืดแล้ว วิธีการที่ดีที่สุดคือ
ผู้ใหญ่ต้องไม่หลอกหรือข่มขู่เด็กให้กลัวความมืด หรือหลอกให้เด็กจินตนาการสิ่งที่น่ากลัว
ควรหาโอกาสเดินเข้าไปในความมืดกับลูกดูสักครั้ง เพื่อให้ลูกเกิดความเคยชิน
- กลัวสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เช่น ผี ยักษ์ ฯลฯ : กรณีนี้จะคล้ายกับเรื่องกลัวความมืดค่ะ
ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่จะต้องไม่หลอกให้ลูกกลัว และชี้แจงให้ลูกฟังว่าสิ่งพวกนี้ไม่มีอยู่ในโลกจริงๆ
จะมีอยู่แค่ในนิทานหรือในทีวีเท่านั้น
- กลัวสิงสาราสัตว์ : เด็กตัวเล็กๆ ย่อมกลัวสัตว์เลี้ยงที่ตัวใหญ่กว่าเป็นเรื่องธรรมดา
คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรบีบบังคับให้ลูกเข้าใกล้สัตว์เพื่อเอาชนะความกลัว อาจให้ลูกเล่นกับตุ๊กตาหรือดูรูปภาพร่วมกัน
ขณะเดียวกันต้องสอนลูกด้วยว่า อย่าเล่นกับสัตว์อันตรายและสัตว์ที่ไม่รู้จักคุ้นเคย
- กลัวไปหาหมอ : เด็กเล็กๆ ที่กลัวการไปหาหมอ มักมาจากการที่มีผู้ใหญ่ขู่เด็กก่อนว่า
หมอจะทำให้เจ็บ หรือจะให้หมอจับฉีดยา อีกทั้งการพาเด็กไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยอาจทำให้เด็กตื่นกลัวได้
คุณแม่จึงควรอธิบายสิ่งแวดล้อมใหม่ในโรงพยาบาลให้ลูกฟังด้วยค่ะ
(update 7 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 101 มีนาคม 2547 ]
|