"แม่
มี
ในผ้าห่ม" เจ้าตัวน้อยส่งเสียงร้องและทำท่ากลัวเกาะเราแน่น
เมื่อเราส่งเข้านอนตอนกลางคืน
หรือเด็กบางคนเห็นช้าง (หรือบางทีอาจเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม) เป็นไม่ได้
ต้องเกาะคุณพ่อกับคุณแม่แน่นแล้วหลับตาปี๋ด้วยความกลัว เด็กบางคนกลัวที่มืด
หรือบางคนแค่ได้ยินเสียงรถแทรกเตอร์ดังๆ ก็วิ่งมาเกาะขา
ถ้าจะต้องเดินผ่านไปตรงที่เขากลัวละก็ อึ๋ย
ไม่ยอมหรอก
โดยทั่วไปสิ่งที่เจ้าตัวน้อยกลัวมีอยู่ 2 แบบค่ะ คือ สิ่งที่มีตัวตน กับ สิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือสิ่งในจินตนาการ
ขืนปล่อยให้ลูกน้อยกลัวไปอย่างนี้คงไม่ดีแน่ งานนี้ต้องให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยแล้วล่ะค่ะ
รู้ได้อย่างไรว่าหนูกลัว
อาการกลัวของลูกไม่ใช่มีแค่ร้องไห้ เรียกหาแต่แม่นะคะ ยังมีสัญญาณอื่นๆ
อีกที่แสดงว่าลูกกำลังอยู่ในอาการกลัวค่ะ เช่น ลูกเงียบผิดปกติ หน้าซีดๆ เกาะติดเราแน่น
แอบหลังคุณพ่อคุณแม่ ไม่ยอมทำสิ่งที่กังวลหรือกลัวเลย เช่น ไม่ยอมทักหรือมองหน้าคนที่เพิ่งรู้จักเลย
ได้แต่เอาหน้าซุกคุณแม่อย่างเดียว เป็นต้น
การที่จะรู้ว่าลูกกำลังกลัวอยู่หรือไม่ต้องอาศัยการสังเกตและสัญชาตญาณของเราเองค่ะ
เอ้า พูดจริงๆ นะคะ เพราะเราจะรู้จักลูกเราดีที่สุด ว่าถ้าเป็นแบบนี้จะอยู่ในอารมณ์แบบไหน
เมื่อเห็นว่าลูกอยู่ในอารมณ์กลัวเราก็มาดูว่าลูกกลัวอะไร จะได้ช่วยกันรับมือได้ถูกทั้งคุณพ่อคุณแม่และคุณลูกค่ะ
มาดูซิ
หนูกลัวอะไรบ้าง
ความกลัวของเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ที่ฮอตฮิตก็จะมี แมงมุม
ตามมาติดๆ กันก็คือความมืดค่ะ เพราะหนูไม่รู้ว่าในความมืดนั้นจะมีตัวประหลาดอะไรโผล่มาหรือเปล่า
ฟ้าฝ่า ฟ้าแลบก็ทำให้หนูกลัวได้พอๆ กัน เพราะมีเสียงดัง ปีศาจ ยักษ์ หรือตัวประหลาดอื่นๆ
ที่ซ่อนอยู่ในห้องนอน ทำให้หนูไม่อยากนอน อยากให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยตลอดเวลา
หนูกลัวการพรากจาก
เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมเจ้าตัวเล็กวัย 2 ขวบถึงเกาะติดอยู่กับเราเป็นลูกลิงเชียว
จะไปไหนก็ไม่ได้ ทั้งร้องทั้งเรียก งอแง เกาะหนึบเป็นตุ๊กแก
ตลอด
ที่เป็นอย่างนี้เพราะลูกคิดว่า สิ่งของหรือใครๆ ก็สามารถหายไปจากเขาได้ถ้าไม่อยู่ในสายตา
ทำให้ลูกรู้สึกถึงความไม่มั่นคงทางจิตใจ ยิ่งคนที่รักอย่างคุณพ่อคุณแม่ด้วยแล้วลูกยิ่งกลัวที่จะถูกพรากจาก
เลยเฝ้าไม่ให้คลาดสายตาเชียวล่ะ
วิธีรับมือ
- บอกลูกทุกครั้งหากจะผละจากลูกหรือออกไปไหน อธิบายให้ฟังว่าเราไปแล้ว เดี๋ยวก็กลับมา
ให้ความมั่นใจกับลูก เพราะลูกกลัวว่าเราจะหายไปตลอดกาลค่ะ
- กอดลูก หอมแก้มหนูบ่อยๆ แสดงความรักให้ลูกรู้ว่าเรารัก
และเพื่อให้ลูกมั่นใจในความรักของเรา
- ให้ความมั่นใจกับลูกว่าเป็นที่รักของเราเสมอ เราจะอยู่ด้วยกัน
และไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญความกลัวเพียงลำพัง ที่สำคัญไม่ควรจะเอาเรื่องต่างๆ มาขู่ให้กลัวยามที่เขาดื้อ
เช่น ถ้าหนูซนแม่จะไม่รัก หรือเดี๋ยวยักษ์มาจับกินนะ หรือเดี๋ยวตำรวจจับ เพราะทำให้ลูกกลัว
และหวั่นไหวกับความรักของเราค่ะ
ความกลัวจากจินตนาการ
ช่วง 2 ขวบ ลูกจะมีจินตนาการเรื่องต่างๆ มากขึ้นค่ะ
สามารถคิดสร้างสรรค์กับการเล่นในชีวิตประจำวันได้ ถือเป็นพัฒนาการที่ดีของลูก
แต่ว่าความที่ลูกเรามีจินตนาการนั้น ก็สามารถนำมาคิดไปต่างๆ นานา ทำให้ตัวเองกลัวได้
เช่น จินตนาการถึงเรื่องสัตว์ประหลาดที่แอบอยู่ใต้ผ้าห่มบ้าง แฝงอยู่ในความมืดบ้าง
อยู่ในตู้บ้าง พอถึงเวลาเข้านอนหนูก็จะเริ่มงอแงและกลัวเจ้าตัวประหลาดเหล่านี้ค่ะ
วิธีรับมือ
- อย่าหัวเราะเยาะกับความกลัวของลูก แต่ควรจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกว่า
เราสามารถช่วยลูกรับมือกับความกลัวได้ ไม่มีสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่ลูกคิด
- ไม่ตอกย้ำความกลัวของลูก โดยการช่วยลูกหาเจ้าตัวที่ลูกกลัว
เพราะนั่นหมายความว่า มีตัวประหลาดอยู่จริงๆ
- เล่านิทานที่นุ่มนวลชวนฝัน (ไม่มีปีศาจอยู่ในเนื้อหา) ให้ลูกฟังก่อนนอน
- หาวิธีขับไล่ความกลัวให้ลูก อย่างเช่น อาจจะติดไฟไว้ในห้องนอของลูก
ให้เขาพอมองเห็นในห้องว่าไม่มีอะไรแอบซ่อนอยู่ หรืออาจจะหาฮีโร่เป็นตุ๊กตาตัวโปรด
มาไว้คอยช่วยเหลือและอยู่เป็นเพื่อนลูกก็ได้ค่ะ
กลัวคนแปลกหน้า
เด็กๆ จะแยกระหว่างพ่อแม่กับคนใกล้ชิดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
เขาจะจำได้ว่าใครเป็นใคร และหากเป็นคนหน้าแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นละก็ หนูจะรู้สึกกลัวค่ะ
และเป็นเรื่องของพัฒนาการด้านสังคมของลูก ที่เมื่อเห็นคนแปลกหน้าและเด็กอื่นๆ จะกลัว
ทั้งที่จริงๆ แล้วหนูเพียงแค่อาย นอกจากนั้นการที่ลูกต้องเริ่มทำสิ่งอะไรใหม่ๆ
ก็มักไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ เลยแสดงออกมาในทางกลัวค่ะ
วิธีรับมือ
- กระตุ้นให้ลูกรู้จัก สวัสดีคุณลุง คุณน้าสิลูก
หรือกระตุ้นให้ลูกเข้าไปเล่นกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน เป็นคนกลางที่คอยเชื่อมให้ลูก
และอยู่ด้วยกันกับเขา เพราะลูกจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อเราอยู่ด้วยค่ะ
- หมั่นชมลูก ให้กำลังใจว่าหนูทำได้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้เจ้าตัวน้อย
- เป็นตัวอย่างให้กับลูกว่าการเข้าสังคมพูดคุยกับคนอื่นๆ
น่ะเป็นเรื่องสนุกสนาน
กลัวคุณหมอ
อย่าว่าแต่เจ้าตัวเล็กเลย ผู้ใหญ่ตัวโตๆ อย่างเราบางคนก็กลัวคุณหมอ
และโรงพยาบาลเหมือนกันแหละ ที่กลัวก็อาจเป็นเพราะว่าลูกเคยเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีตอนไปหาหมอ
เมื่อต้องไปหาอีกก็เลยกลัวขึ้นมา พอเราพาลูกไปหาหมอเราก็ควรจะอยู่กับลูก
ชวนพูดคุยเพื่อให้ลูกสงบลง ถึงแม้ลูกจะไม่ค่อยฟัง ยังรู้สึกกลัวๆ อยู่ก็เถอะ
แต่จะช่วยให้ลูกมั่นใจว่า เรายังอยู่ด้วย ไม่ได้ทิ้งให้เผชิญความกลัวเพียงลำพัง
ที่สำคัญเราอย่าไปแสดงความกลัว (ของเรา) ให้ลูกเห็นก็แล้วกันค่ะ
วิธีรับมือ
- ดึงความสนใจไปเรื่องอื่น อาจนั่งดูหนังสือภาพน่ารักๆ ด้วยกัน
หรืออาจจะเล่นกับลูก เพื่อให้ลูกได้เอาใจออกมาจากความกลัว
- ท่าทีของเราก็ควรจะสงบ เพราะลูกเรียนรู้จากอารมณ์ของเราค่ะ
ถ้าเราเป็นกังวล วิตกเกินไป ก็จะทำให้ลูกรู้สึกกลัวไปด้วยค่ะ
- ไม่โกหกลูกว่าไม่เจ็บ ทั้งๆ ทีเราก็รู้ว่าถ้าถูกฉีดยาน่ะเจ็บแน่นอน
เปลี่ยนเป็นบอกว่า 'เจ็บแป๊บเดียว' ดีกว่าค่ะ ระหว่างนั้นก็อาจชวนลูกคุย
ดึงความสนใจไปจากเข็มฉีดยา
นอกจากวิธีที่จะรับมือความกลัวของลูกในแต่ละแบบแล้ว
การไม่แสดงอาการกลัวของเราก็ช่วยลูกลดเรื่องที่กลัว (ตามเรา) ไปได้หนึ่งเรื่องค่ะ
บางทีหากเจ้าตัวน้อยจะขี้กลัว (มากขึ้นกว่าเดิม) ก็เป็นเพราะว่ามีคุณพ่อคุณแม่ขี้กลัว
ระแวงนั่นระแวงนี่ตลอดเวลานั่นเอง
ถ้าจะให้ดีเปลี่ยนจากการแสดงอาการกลัวเป็นสอนให้ลูกรู้จักระมัดระวัง เช่น
อย่าเอามือไปโดนของร้อนๆ อย่าแหย่ปลั๊กไฟ ฯลฯ ดีกว่าค่ะ
สิ่งจะช่วยปราบความกลัวของลูกได้ชะงัดนักก็คือ
ความรักและการสร้างความมั่นใจให้กับลูกเรานี่ละค่ะ
ถ้าลูกมั่นใจกับความรักของเราและรู้ว่าเราอยู่ข้างๆ เสมอ
เมื่อต้องการก็จะช่วยให้ลูกรับมือกับความกลัวของตัวเองได้ดีขึ้นจ้ะ
(update 23 มีนาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 242 มีนาคม 2546 ]
|