"มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท..." เสียงคุณยายสอนหลานในละครทีวียังไม่ทันจบ หนูนิด
ลูกสาววัยซนก็สวนขึ้นอย่างมั่นใจว่า
"ได้ห้าบาทคงไม่พอต้องขอสิบ..."
"ได้ยี่สิบขอหยิบเพิ่มให้ครบร้อย... ฮ่า...ฮ่า"
สำทับด้วยประโยคสุดท้ายของเจ้าโหน่ง พี่ชายตัวโย่ง แล้วพี่น้องก็หัวเราะชอบใจกันใหญ่...
คุณพ่อคุณแม่ที่เจอเหตุการณ์ทำนองนี้ บางคนอาจหัวเราะไปกับลูก มองเป็นเรื่องตลกแล้วผ่านไป
บ้างพูดเสริมเชิงชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของลูกอีกแน่ะ แต่สำหรับชาว k&f ที่เข้าใจพัฒนาการลูกวัยนี้
ว่าเป็นวัยที่เหมาะแก่การสร้างลักษณะนิสัยของการประหยัดได้ดีนั้น คงได้เวลาบอกลูกถึงเรื่องราว
ความมั่งคั่งของนายประหยัด กับ ความวิบัติของนายฟุ่มเฟือย ให้ลูกรับรู้ได้แล้วละค่ะ...
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับลูกว่าการประหยัดนั้นไม่ได้ใช้กับเรื่องเงินๆ ทองๆ เท่านั้น
แต่ยังหมายรวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ อย่างประหยัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไฟฟ้า ฯลฯ
ซึ่งผลพวงที่ได้กลับมานั้นมากกว่าเงินทองอีกนะคะ ทั้งนี้กระบวนการปลูกฝังนิสัยรักประหยัดให้ลูกควรเริ่มจาก...
ทำให้ลูกเห็น เป็นให้ลูกเรียนรู้
เด็กวัยนี้เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิดอย่างพ่อแม่นั้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของลูกมากที่สุด
รองลงมาก็จะเป็นสื่อ และผู้คนในสังคมแวดล้อม ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ตามไปควบคุมยาก
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ในบ้านต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน...
การพร่ำบนแบบปากเปียกปากแฉะว่า เหลือเงินค่าขนมไว้หยอดกระปุกบ้างนะลูก กินข้าวให้หมดจานนะ
อย่าเปิดน้ำทิ้งไว้ตอนแปรงฟันนะลูก หรือ อย่าเปิดปิดตู้เย็นบ่อยสิลูก มันเปลืองไฟ ...และอื่นๆ อีกมากมาย
ขอบอกว่าไม่ได้ผลหรอกค่ะ หากคุณแม่ยังลืมเปิดน้ำทิ้งจนล้น ตอนล้างจานบ่อยๆ
คุณพ่อนอนหลับคาจอทีวีที่เปิดเป็นเพื่อนรวมถึงการขนซื้อของตุนเข้าบ้านแบบไม่บันยะบันยังของคุณแม่
ที่บางครั้งหลงลืมจนต้องทิ้งไปเพราะของหมดอายุ...สิ่งเหล่านี้มองให้ดีแล้วเป็นเรื่องของการฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เจ้าตัวเล็กของคุณก็ได้เห็น จดจำ และรอเวลาทำตามอยู่แล้วค่ะ...
ประหยัด ต้านกระแสบริโภค
การจะปลูกฝังให้ลูกรู้จักประหยัดในยุคนี้ ฟังดูเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะรอบตัวมีแต่เสียงเรียกร้องให้จับจ่ายอยู่ตลอดเวลา
พ่อแม่คงต้องออกแรงมากหน่อยค่ะ กว่าลูกจะเติบโตเป็นไม้ที่แทงยอดชูช่อเข้าใกล้แสงอาทิตย์อยู่เสมอ
แม้โดนลมพายุฝนฟ้ากระหน่ำปานใดก็ไม่วายเอนเข้าหาแสงแดดอยู่ดี... ในทำนองเดียวกันกับนิสัยรักประหยัด
ไม่ว่าจะโดนกระแสสื่อในยุคบริโภคนิยมกระตุ้นเร้าเพียงใด หากความเข้าใจในคุณค่าของความประหยัดหยั่งรากลึกลงในตัวลูกแล้ว
พ่อแม่คงไม่ต้องมานั่งกุมขมับกับการใช้จ่ายเกินตัวเมื่อถึงวัยรุ่น อย่างที่เป็นอยู่ส่วนใหญ่ในทุกวันนี้กันหรอกนะคะ
ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจกับลูกก่อนว่า 'ประหยัด' ไม่ใช่ 'ขี้เหนียว' ประหยัดหมายถึงการใช้อย่างพอเพียง
ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่รวมถึงสิ่งของ ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้
ที่สำคัญไปกว่านั้น ยังต้องชี้ให้ลูกเห็นด้วยว่าความประหยัดส่วนตัวของเรามีผลดีต่อส่วนร่วมอย่างไร
เริ่มจากส่วนรวมในบ้านก่อนก็ได้ เช่น การประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ โทรศัพท์
และอื่นๆ ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในบ้านลดลงอย่างไร ฯลฯ แล้วมาเชื่อมโยงออกไปถึงผลดีต่อสังคมและโลกภายนอกว่า
ช่วยประหยัดพลังงานธรรมชาติ ช่วยให้ไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น
ประหยัด ทักษะที่ต้องฝึก
การประหยัดเป็นเรื่องของทักษะ ต้องอาศัยการปฏิบัติแบบย้ำคิดย้ำทำจึงจะเกิดผล...
เมื่อลูกสาวเห็นแม่เดินช้อปปิ้งหลายรอบเพื่อเช็กราคาสินค้าที่คุ้มที่สุดทุกครั้ง หรือคุณพ่อที่ล้างรถเอง
รวมถึงกิจกรรมชวนประหยัดอื่นๆ บ่อยเข้า มีหรือที่เขาก็จะไม่นึกอยากลุกขึ้นทำเองบ้าง เพียงแค่รอจังหวะ
และจับให้ถูกจุดเท่านั้น
เพื่อฝึกให้การประหยัดกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวลูกไปจนโต จำเป็นต้องอาศัยการปฏิบัติ
ซึ่งแต่ละบ้านก็จะมีเทคนิคแตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญต้องฝึกลูกให้มีความยับยั้งชั่งใจ รู้จักระงับความอยากได้อยากมี
ฝึกการคิดวิเคราะห์หาความสมเหตุสมผล เช่น สอนให้ลูกรู้จักยับยั้งชั่งใจเวลาอยากได้อะไร
อย่าซื้อทันทีที่เห็นให้ประเมินความจำเป็นและให้เวลาผ่านไปซักพัก ถ้ายังอยากได้อยู่ค่อยซื้อ
เมื่อลูกมีเงินเหลือก็สามารถเก็บสะสมไว้ใช้ในยามต้องการจริงๆ ได้ เป็นต้น
แต่ที่ขาดไม่ได้คือ การมีส่วนร่วมคิดร่วมทำไปพร้อมๆ กัน จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดค้นหาวิธีในการประหยัด
อย่างสร้างสรรค์ด้วยตัวเขาเอง โดยในตอนแรกคุณอาจต้องจุดประกายให้เขาก่อน ตัวอย่างเช่น
เมื่อก่อนอาจมีวิธีการประหยัดน้ำด้วยการนำต้นไม่มาวางไว้ใต้ราวผ้า เพื่อให้น้ำหยอดลงมารดน้ำต้นไม้
แต่ในสมัยนี้เกือบทุกบ้านมีเครื่องซักผ้า ที่บิดผ้าจนหมาด เอาออกมาจากเครื่องก็ไม่มีน้ำหยดติ๋งๆ แล้ว
เราจะมีวิธีประหยัดน้ำได้ด้วยวิธีใดอีกบ้าง... รับรองว่าคุณจะได้วิธีใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงอีกมาก
เพราะวัยนี้เป็นวัยแห่งการสร้างสรรค์ ช่างคิดช่างทดลองซะด้วย และหากไอเดียของลูกใช้ได้ผล
ก็อย่าลืมชมให้เขาได้ภาคภูมิใจด้วย แล้วเขาจะได้ฝังใจว่า ได้ทำในสิ่งที่ดีๆ มีประโยชน์
ฝึกให้ลูกเชื่อมโยงเรื่องของความประหยัดไปสู่เรื่องอื่นๆ เช่น ในเรื่องของการประหยัดเวลา
ลองให้ลูกนึกภาพตามว่า หากเขาจัดตารางเรียนในตอนเย็นแทนการมาจัดในตอนเช้า ก็จะได้ออกจากบ้านเร็วขึ้น
รถไม่ติด คุณพ่อประหยัดน้ำมันได้ ปลายเดือนคุณพ่อมีเงินเหลือ
เพื่อมาซื้อหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนเสริมทักษะให้ลูกเพิ่มขึ้นได้ เป็นต้นค่ะ
ประหยัด เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ปัจจุบันหลายหน่วยงานให้ความสำคัญเรื่องของการประหยัด เกิดโครงการต่างๆ มากมายที่ปลูกฝังในเรื่องของการออม
ประหยัดน้ำ ไฟฟ้า รีไซเคิล ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการดีอย่างมากหากคุณพ่อคุณแม่หาโอกาสลูกไปสัมผัสกับบรรยากาศเหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม ให้เด็กคิดวิธีการประหยัดแบบใหม่ๆ หรือการให้ความรู้คู่บันเทิง
ซึ่งล้วนเข้าถึงเด็กๆ ให้เข้าใจง่าย แถมยังแนะเทคนิคกลเม็ดเคล็ดลับการประหยัดอีกมากมาย
ลองคิดดูสิค่ะถ้าบ้านเรามีวิธีการประหยัด 2 แบบ อีกบ้านเขามี 2 แบบ พอมาแลกเปลี่ยนกันก็จะกลายเป็นแต่ละบ้านมา
วิธีการประหยัดถึง 4 แบบ
นอกจากนี้การได้พาลูกไปพบเจอกลุ่มคนที่มีความสนใจการประหยัดเหมือนๆ กัน
ยังกระตุ้นให้ลูกเห็นความสำคัญของการประหยัดมากขึ้นด้วย
การฝึกนิสัยรักประหยัดให้ลูกต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้เห็นผลในระยะยาว เหมือนกับการปลูกต้นไม้
เมื่อตอนเป็นเมล็ดได้น้ำได้ปุ๋ยดีจนงอกเป็นต้นกล้าแข็งแรงแล้ว เมื่อเติบโตก็จะสามารถแผ่กิ่งก้านสาขา
ออกใบ ดอก ผล ยืนต้นอยู่ได้เองอย่างแข็งแรง ประมาณว่าจะโดนพายุบริโภคนิยมกระหน่ำแค่ไหนก็บ่ยั่นค่ะ...
(update 12 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 กรกฎาคม 2547 ]
|