สนุกอ่าน สนุกเขียน


อย่างที่เคยเล่าไว้ครั้งก่อนว่า... จากวัยอนุบาลขึ้นประถม ลูกต้องปรับตัวหลายเรื่องทีเดียวค่ะ คราวนี้อยากจะพูดเฉพาะเรื่องเรียนเขียนอ่าน... ที่ดูเหมือนว่า พอลูกขึ้นชั้นประถมปุ๊บ ทุกๆ คน... ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย จนถึงคุณครูที่โรงเรียน ก็คาดหวังกับเรื่องอ่านเขียนของลูกมากกว่าเรื่องอื่น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกถึงเวลาที่จะต้องอ่านเขียนกันแล้ว อันเป็นใบเบิกทางไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ต่อไป แต่การถูกเคี่ยวเข็ญให้ฝึกอ่านเขียนมากๆ ทั้งจากโรงเรียนและที่บ้าน ลูกๆ อาจจะเข็ดเขี้ยว จนถึงกับเกลียดการเขียนอ่านไปเลยก็ได้...

ถ้าเป็นอย่างนี้ ลองมาทำเรื่องเขียนอ่านที่ลูกมองว่าเป็น “ยาขม” ให้กลายเป็น “ขนมหวาน” ที่เห็นเมื่อไหร่ก็อยากกระโจนเข้าใส่กันเถอะค่ะ

สนุกอ่าน
  • สร้างบรรยากาศและโอกาส
    บรรยากาศในบ้านสำคัญค่ะ จัดมุมหนังสือหรือหาชั้นหนังสือให้ลูกหยิบสะดวก และมีหนังสือหลากหลายแนว เหมาะกับวัยของลูก ผลัดเปลี่ยนมาให้ลูกอ่าน วางหนังสือไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ในห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หัวนอน ฯลฯ รวมทั้งเล่าสู่กันฟังถึงเรื่องที่แต่ละคนในครอบครัวได้อ่าน

    หรือเมื่อเห็นป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ เมนูอาหาร ชวนให้ลูกหัดอ่าน เขาจะได้รู้จักการอ่าน ในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการต่างจากหนังสือเป็นเล่มๆ บ้าง ไม่ต้องกังวลว่าจะยากเกินไป แค่กระตุ้นให้เขาอยากอ่านไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน... หรือจะแวะเข้าร้านหนังสือทุกครั้งที่ไปชอปปิ้ง หรือนัดไปรับที่ห้องสมุด ป้ายรถเมล์ที่มีแผงหนังสืออยู่ข้างๆ

    หาโอกาสให้ลูกได้เห็นหนังสือบ่อยๆ เช่น เข้าร้านหนังสือทุกครั้งที่ไปห้างสรรพสินค้า พาลูกไปงานสัปดาห์หนังสือหรือมหกรรมหนังสือ... ดูสิว่าจะใจอ่อนไม่เปิดอ่านดูสักเล่มเชียวหรือ

  • สร้างแรงจูงใจ
    สังเกตความสนใจของลูก แล้วหาหนทางเชื่อมโยงให้เข้ากับการอ่าน อย่างคุณพ่อคนหนึ่งเมื่อลูกมาร่ำร้องอยากได้เครื่องบินบังคับเสียเต็มที่ จึงตั้งเงื่อนไขว่าต้องเล่าเรื่องเกี่ยวกับเครื่องบินให้ฟังซักเรื่องก่อนแล้วถึงจะให้ ลูกชายจึงไปหาในห้องสมุด สุดท้ายก็มาเล่าเรื่องการคิดค้นเครื่องบินของสองพี่น้องตระกูลไรท์ให้พ่อฟัง เพื่อแลกกับเครื่องบินที่พ่อสัญญาไว้...

    หรือในทำนองเดียวกัน คุณแม่ให้ลูกสาวที่ชอบสะสมแสตมป์ช่วยคัดแยกจดหมาย บิลค่าน้ำ-ไฟ และแคตาล็อกสินค้า นอกจากได้ฝึกอ่านแล้ว ยังทุ่นเวลาคุณแม่บ้านได้อีกทางด้วย...

  • สร้างสรรค์กิจกรรม
    การให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เป็นหนทางการเรียนรู้ที่ได้ผลที่สุดนะคะ ปัจจุบันตามร้านหนังสือก็มีอุปกรณ์ส่งเสริมการอ่านอยู่มากมาย แต่ถ้าต้องการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ชวนกันทำบัตรคำก็เข้าท่าดีนะคะ เริ่มฝึกให้จำพยัญชนะและสระต่างๆ ให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มเป็นชื่อสิ่งของต่างๆ ในบ้านติดไว้ ให้หัดอ่านแล้วไปวางให้ถูกที่ หรือแบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น หมวดทำอาหาร โดยในแต่ละกลุ่มจะมีคำที่เป็น ประธาน – พ่อ แม่ พี่ กิริยา – ตัด ผัด แกง ทอด กรรม – ผักกาด ลูกชิ้น หมูสับ ฯลฯ เพื่อพัฒนาผสมคำเป็นประโยคง่ายๆ ได้ เช่น แม่ผัดผักกาด พี่ทอดลูกชิ้น เป็นต้น แล้วแต่จะพลิกแพลงกันไปตามสะดวกค่ะ

    จากนั้นต่อด้วยอ่านหนังสือให้ลูกฟัง อ่านพร้อมกันไป จนผลัดกันอ่าน การอ่านออกเสียงจะทำให้เราสังเกตเห็นพัฒนาการการอ่านของลูกได้ดีที่สุด

    ก่อนอ่านอาจถามถึงสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในเรื่องเพื่อกระตุ้นความสนใจ เพิ่มเติมคำศัพท์ใหม่โดยเชื่อมโยงกับคำศัพท์ที่เคยรู้มาแล้ว พัฒนาไปสู่การอ่านเพื่อจับใจความ เมื่ออ่านจบลองให้ลูกตั้งชื่อใหม่ดู อาจได้ชื่อที่น่าสนใจกว่าก็เป็นได้ค่ะ

  • สร้างแรงเสริมทางบวกและความต่อเนื่อง
    ชวนคุยเกี่ยวกับหนังสือที่ลูกอ่านว่าสนุกไหม ชอบหรือไม่ชอบตอนไหนบ้าง ลองให้เปรียบเทียบดูว่าชอบไม่ชอบเรื่องไหน อย่างไร ถามเหตุผลทุกครั้งเพื่อประเมินความเข้าใจของลูก

    อาจเล่าถึงหนังสือเล่มแรกที่คุณประทับใจ หรือเหตุการณ์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นจากการอ่าน เช่นมีครั้งหนึ่งแม่กำลังกลุ้มใจ คิดอะไรไม่ออก เข้าไปร้านหนังสือเปิดๆ ดู ไปเจอหน้าที่ได้คำตอบอย่างที่กำลังสงสัยอยู่พอดี เป็นต้น

    เรื่องการอ่านต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่าผลีผลาม การมีความสุขที่ได้อ่านสำคัญที่สุดค่ะ และให้ลูกเข้าใจว่าถ้าอ่านถูกตรงตามอักขระ วรรณยุกต์ คำควบกล้ำต่างๆ แล้ว ย่อมส่งผลถึงการเขียนได้ถูกต้องด้วยค่ะ
สนุกเขียน
  • สร้างบรรยากาศและโอกาส
    หามุมสำหรับเขียนและอุปกรณ์สำหรับขีดเขียนให้พร้อม ยามที่ลูกอยากเขียนก็เขียนได้ทันที อาจหากระดานให้ลูกขีดเขียน คุณแม่อาจจะวาดรูปแล้วให้ลูกเขียนคำอ่านของรูปนั้น

    หาโอกาสให้ลูกได้เขียนบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้ เริ่มจากหัดเขียนชื่อติดบนของใช้ส่วนตัวของเขาเอง เขียนสั่งอาหารในร้านที่เขาให้จดรายการเอง เขียนโน้ตย่อถึงเพื่อนหรือคนในบ้าน หรืออย่างไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เห็นบอร์ดให้ขีดเขียนก็ไม่รีรอที่จะให้ลูกได้มีส่วนร่วมนะคะ

  • สร้างแรงจูงใจ
    เริ่มจากการวาดรูปก่อน เพื่อสร้างความเพลิดเพลิน เพราะมีการศึกษาพบว่าการวาดรูปเตรียมไปสู่การเขียน เพราะได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมือและความสามารถของเด็กในการแสดงออกทางความคิดของเขาด้วย...

    แม้จะรู้ว่าการหัดเขียนพยัญชนะให้ได้ครบทุกตัวเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะให้ไล่ไปทีละตัวอาจจำเจน่าเบื่อในสายตาเด็ก ลองให้เขาเขียนชื่อของตัวเองก่อนน่าจะจูงใจกว่านะคะ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่เขาเขียนนั้นมีความหมาย แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นชื่อสมาชิกในบ้าน พัฒนาจากสิ่งใกล้ตัวแล้วค่อยขยายออกไปเรื่อยๆ เขียนไปเขียนมาเผลอๆ ลูกก็ได้เรียนรู้พยัญชนะสระได้ครบ โดยไม่ต้องมานั่งคัดทีละตัว เพราะนั่นน่ะเป็นสิ่งที่เขาต้องทำที่โรงเรียนอยู่แล้ว

  • สร้างสรรค์กิจกรรม
    ลองเล่นเกมสื่อสารไร้เสียงกันค่ะ ให้คุยกันโดยไม่พูด ใครพูดก่อนคนนั้นต้องทำตามที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ หลักๆ คือให้สื่อสารกันด้วยการเขียน เขียนโน้ตย่อสื่อสารกัน คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นหากเด็กเขียนช้าหรือสะกดผิด แล้วลองเก็บแต่ละแผ่นมาอ่านดู แก้จุดที่ผิดให้ลูก ลองเล่นสักเดือนหนึ่ง จะเห็นพัฒนาการเขียนของลูกได้...

    บางบ้านอาจตกลงว่า หากใครกำลังโกรธ งอน หรือไม่พอใจใคร ถ้าอีกฝ่ายเขียนโน้ตข้อความมาง้อขอคืนดี ก็ต้องยกโทษให้...
    หัดเขียนตารางสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันเป็นประโยคหรือวลีสั้นๆ...
    หัดเขียนไดอารี่ ให้ลูกเขียนได้อย่างอิสระ เหมือนเป็นเพื่อนคุยกัน

    ส่วนบัตรคำที่ทำไว้ก็มาประยุกต์กับการเขียนได้ เขียนเป็นประโยค เขียนเล่าเรื่อง เช่นใช้คำที่กำหนดให้แต่งเป็นเรื่องราว วิธีนี้ค่อนข้างคลาสสิก ขนาดเด็กมหาวิทยาลัยก็ยังใช้ได้ เพราะนอกจากฝึกการเขียน ยังได้เชื่อมโยงความคิดและจินตนาการอีกด้วยค่ะ

  • สร้างแรงเสริมทางบวกและความต่อเนื่อง
    เสริมกำลังใจด้วยการเก็บผลงานของเขามาติดที่บอร์ด หรือรวมเป็นเล่ม ให้เขาไว้ดูพัฒนาการของตัวเอง
    และหาเวทีให้ลูกได้แสดงออกทางด้านการเขียน เช่นส่งผลงานมาร่วมสนุกในคอลัมน์ จากใจดวงเล็ก kid&family และ kids'club

    มีผลงานวิจัยสนับสนุนว่า เมื่อพ่อแม่ตอบสนองการเขียนของลูกในเชิงบวก เด็กจะกล้าเขียนมากขึ้นโดยไม่กลัวว่าจะถูกหรือผิด เพราะมั่นใจว่าเมื่อผิด พ่อแม่ก็ช่วยบอกที่ถูกให้ค่ะ
อ่านก่อนเขียน หรือ เขียนก่อนอ่าน ?

มีการถกเถียงกันว่า เด็กควรเรียนรู้การอ่านก่อนการเขียน เช่นเดียวกับฟังก่อนพูด หรือจะเขียนก่อนอ่านกันแน่? ...
คำตอบคือว่า ... ไม่ว่าอะไรก่อนหลัง ก็ไม่สำคัญเท่าเราสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ของทักษะทั้งสองนี้ไปใช้ให้ถูกทาง ให้ลูกได้ใช้การอ่านเขียนเป็นทักษะในการสื่อสารไปได้ตลอดชีวิต เช่น สามารถจับใจความจากเรื่องที่อ่าน เขียนเล่าเรื่อง หรือเขียนแสดงความรู้สึกนึกคิดได้ เป็นต้น

ในขั้นต้นนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังไม่จำเป็นต้องหวังผลเลิศไปไกลว่าลูกต้องเป็นนักเขียนตัวยง หรือหนอนหนังสือตัวฉกาจ ตอนนี้ขอเพียงเขาสนุกและเป็นสุขที่ได้อ่านเขียนก็นับว่าน่าพอใจแล้ว ดังที่ใครบางคนกล่าวไว้ค่ะว่า

...จุดหมายยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทางไปให้ถึงจุดหมายนั้น...


(update 10 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600