การเรียนการสอนที่เปลี่ยนลักษณะไปตามการปฏิรูปการศึกษา ทำให้รูปแบบการเรียนการสอนแบบต่างๆ
ถูกนำมาใช้ในการเรียนของเด็กๆ หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจว่าเด็กสมัยนี้เขาเรียนอะไรกัน
ทำไมถึงดูยุ่งยากและวุ่นวาย ครูไม่เห็นให้ท่องอะไร เด็กไม่เห็นมีหนังสืออะไร
การเรียนการสอนในระบบใหม่ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางจึงได้รับการกล่าวถึงมานาน
และได้รับการคาดหวังว่า โรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กได้โดยแท้จริง
มิใช่เพียงเป็นไปตามกระแส และตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษา คุณพ่อคุณแม่คงคุ้นชินกับประโยคที่ว่า
เด็กสมัยนี้ต้องคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และมีคุณลักษณะของความเป็นเด็กเก่ง ดี มีความสุข
ศึกษาเรียนรู้ ฉบับนี้ จะแนะนำการเรียนการสอนแบบหนึ่งที่สามารถส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กเป็นเช่นนี้ได้
นั่นคือการเรียนรู้แบบ โครงงาน หรือ Project Approach
- Project Approach คืออะไร ?
หลายท่านอาจสงสัยว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นอย่างไร ฟังดูเหมือนเป็นการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
บันทึกคุณแม่ ได้พูดคุยกับอาจารย์ ลำพอง จันทรถาวร อาจารย์ 3 ระดับ 8 โรงเรียนวัดบางไกรนอก
ผู้ชำนาญการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานและกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
จากสถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาจารย์อธิบายถึงการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานว่า
" โครงงานเป็นการเรียนที่ครูแนะนำเชื่อมโยงให้นักเรียนเรียนรู้ในเรื่องที่เขาสนใจ
สมมุติเด็กอยากรู้ว่าทำไมรุ้งกินน้ำมี 7 สี ทั้งๆ ที่เห็นอยู่บนฟ้าว่ามี 5 สีเอง
ครูก็จะจัดกิจกรรมให้เด็กกลับไปศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า
รุ้งมี 7 สีจริงไหม อย่างนี้เรียกโครงงาน"
ดังนั้น Project Approach หรือ การเรียนรู้แบบโครงงานก็เป็นการสอนที่เน้นให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ
เป็นการจัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้กับเด็ก ซึ่งเป็นเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริง
เพราะเด็กจะได้เลือกที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง มีประสบการณ์ตรง ทำงานอย่างมีระบบขั้นตอน
วางแผนการทำงานเป็นระบบ พิสูจน์สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือ
สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
- จากประสบการณ์ตรงสู่การเรียนรู้ด้วยตัวเอง
การเรียนรู้แบบโครงงานเริ่มได้จากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว อาจารย์ลำพอง จันทรถาวร
ได้เล่าประสบการณ์การสอนแบบโครงงานให้ฟังว่า เด็กไทยมีพื้นฐานที่ไม่ค่อยอยากรู้อะไรเอง
ครูต้องคอยแนะนำกระตุ้นให้อยากเรียนรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้ พยายามหาปัญหามาให้เด็กคิดและตอบ
เช่น ครูเห็นเด็กตกน้ำมาก็ถามว่า ทำไมตัวเปียก เขาตอบว่าตกน้ำ ครูถามว่าทำไมตกน้ำ
เขาตอบว่าบันไดลื่น แล้วทำไมบันไดลื่น เขาตอบว่าตะไคร้จับ ครูถามอีกว่า แล้วทำไมไม่กำจัด
ครูก็จะชักชวนให้เขาเรียนรู้ว่าวิธีการกำจัดตะไคร้น้ำมีหลายอย่าง เด็กก็อาจไปสืบจากชาวบ้านว่าการกำจัดมีอะไรบ้าง
เอาโซดาไฟราด หรือ เอาน้ำยาล้างห้องน้ำราดดีหรือเอาปูนดี จากนั้นก็อาจไปทดลองแล้วสรุปว่า
อะไรที่ทำให้ตะไคร้น้ำขึ้นช้าที่สุด ได้เป็นคำตอบที่นำไปใช้ในชีวิตจริงได้
- คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น
การเรียนแบบ โครงงาน ช่วยส่งเสริมให้เด็กสามารถพัฒนาสมรรถภาพในการคิด
เพราะทุกขั้นตอนต้องคิด ต้องทำ และแก้ปัญหาจนครบกระบวนการ ซึ่งได้คำตอบของสิ่งที่ตนเองอยากรู้
และเป็นการจัดการการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ในทุกวิชา
ไม่ใช่เป็นกระบวนการของการเรียนวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว
อาจารย์ลำพอง จันทรถาวร เล่าถึงประสบการณ์การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่โรงเรียนให้ฟังว่า
" การเรียนแบบโครงงานสามารถใช้ได้ในทุกวิชาค่ะ เช่น วิชาศิลปะ
เด็กเขาสงสัยว่าสีที่ใช้ระบายจำเป็นต้องใช้สีที่เขามีขายอย่างเดียวหรือ
เด็กเลยคิดว่าจะใช้สีที่หาได้จากธรรมชาติ นำสีจากดอกไม้ใบไม้มาระบายสีภาพ
หรือ เก็บเปลือกไม้มาสร้างงานศิลปะก็ได้ ถ้าเป็นวิชาภาษาไทย เมื่อเรียนเรื่องอักษรควบ
ก็ลองไปดูอักษรควบในท้องถิ่น ไปดูป้ายประกาศวัดว่ามีคำควบไหม ที่ป้ายชื่อร้านขายของมีไหม
ก็ได้เป็นผลงานออกมา วิชาคณิตศาสตร์ ก็อาจไปสำรวจพื้นที่ที่บ้านตัวเอง ไปช่วยกันวัดดู
หรือ รูปเรขาคณิตก็สามารถนำมาสร้างเป็นชิ้นงานได้ ส่วนภาษาอังกฤษ
ก็อาจค้นหาภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันจากถุงขนมบ้าง ยี่ห้อสินค้าต่างๆ บ้าง วิชาดนตรีก็ใช้ได้
ถ้าเด็กสนใจเรื่องการแสดงประกอบเพลงก็อาจแต่งเพลงเอง คิดท่าเองแล้วนำเสนอ
วิชาพลานามัยก็ใช้ได้ด้วย เด็กไทยเรามักอ้วนเกินเกณฑ์มาตรฐาน เขาก็อาจหาวิธีแก้ปัญหา
โดยการนำเอาคนอ้วนทั้งโรงเรียนมาชั่งน้ำหนักดู แล้วหาวิธีให้เขาลดน้ำหนัก ให้วิ่งตอนเช้า เต้นแอโรบิค
ควบคุมอาหารครบกำหนดก็มาชั่งใหม่ ดูผลว่าเป็นอย่างไร กลายเป็นโครงงานที่ใช้ประโยชน์ได้ด้วย"
- ส่งเสริมคุณลักษณะ เก่ง ดี มีความสุข
ในเมื่อการปฏิรูปการศึกษามุ่งหวังให้เด็กไทย เก่ง ดี และมีความสุข อาจารย์ลำพอง จันทรถาวร
แสดงทัศนะเกี่ยวกับการสอนแบบโครงงานกับการปฏิรูปการศึกษาว่า การเรียนรู้ด้วยตนเองแบบ Project Approach
เป็นการเรียนที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษามากเพราะการปฏิรูปการศึกษาส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตเอง
เรียนจากท้องถิ่น จากสภาพจริง จากธรรมชาติ ใช้การเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นการเรียนที่มีกระบวนการแบบวิทยาศาสตร์
ฝึกให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และที่แน่นอนคือเด็กจะมีคุณลักษณะเก่ง ดี และมีความสุขด้วย
จะเห็นได้ว่าเด็กจะมีความสุขก่อนเลย เพราะเป็นการเรียนแบบที่เขาอยากเรียนอยากรู้
ไม่ได้เกิดจากการสั่งหรือการบังคับ แล้วจะเก่งด้วย การเรียนแบบเป็นกระบวนการ
ส่วนคุณลักษณะที่ดีจะมาจากการทำงานที่ทำให้เขามีความรับผิดชอบ งานถึงจะสำเร็จออกมาได้
ทั้งยังช่วยให้เขารักการเรียนรู้ หาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอและจะติดตัวไปใช้ในชีวิตประจำวันจนกระทั่งโตขึ้น
กล่าวได้ว่า ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการค้นพบเอง จะเป็นความรู้ที่จำได้ไม่ลืม
เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีการเชื่อมโยงความรู้เดิมที่ยังจำไม่ลืมนี้ไปสู่การเรียนรู้ในขั้นกว่า
ทำให้การเรียนรู้ของเด็กมีการต่อยอดที่มั่นคง
(update 20 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฎาคม 2547 ]
|