ในชีวิตของคนเป็นแม่ทุกคนล่ะค่ะ หนีไม่พ้นหรอกที่จะต้องเจอกับอาการขี้วีน
เอาแต่ใจของบรรดาสาวกตัวซนทั้งหลาย พ่อแม่คนไหนใจเย็นก็โชคดีหน่อยที่ปรอทความอดทนจะไม่แตกเอาง่ายๆ
แต่ถ้าพ่อแม่คนไหนทนไม่ไหวกับอาการที่ว่า จนเกิดอาการเม้งแตกใส่เจ้าตัวเล็กขึ้นมาล่ะก็ไม่ดีแน่ค่ะ
อย่างเมื่อวานไปช้อปปิ้งแถวๆ สีลม กำลังเดินอย่างเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงสาวน้อยวัย 3-4 ขวบ
ดังขึ้นมาจากมุมของเล่น หนูจะเอาๆๆ แล้วลงไปชักดิ้นชักงอ คุณแม่จะพูดอย่างไรก็ไม่ฟังท่าเดียว
ด้วยความอายคนที่เดินผ่านไปผ่านมา คุณแม่ท่านนั้นเลยเกิดอาการฟิวส์ขาด ตวาดแม่สาวน้อยขี้วีนเป็นการใหญ่
แต่หารู้ไม่ว่านอกจากศึกจะไม่สงบแล้ว เจ้าตัวเล็กยิ่งร้องดังขึ้น เอาล่ะสิทีนี้ ผู้เป็นแม่เลยต้องยอมแพ้
สาวน้อยคนนี้จึงหยุดร้องได้ในทันที
ขี้วีนเอาแต่ใจ...ทำไมกัน ?
ต้องเข้าใจที่มาที่ไปกันสักหน่อยค่ะว่า ทำไมเด็กน้อยที่เคยน่ารักกลับกลายเป็นเด็กขี้วีนไปซะได้
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอยู่ในช่วงปรับตัวจากเด็กเล็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มาเป็นเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว
รู้จักโต้ตอบบอกความต้องการของตัวเองได้ อยากรู้อยากเห็นในทุกเรื่อง สนใจโลกกว้าง เห็นอะไรก็อยากสัมผัส
อยากได้ไปซะหมด ก็เลยเป็นเรื่องธรรมดาค่ะหากอะไรๆ ที่อยากได้ไม่เป็นไปดั่งใจ
ก็ต้องร้องโวยวายให้พ่อแม่อย่างเราได้รับรู้กันซะบ้างล่ะ
แล้วเห็กวัยนี้ยังไม่รู้จักที่จะเก็บอารมณ์หรอกค่ะ คิดยังไง รู้สึกยังไง บอกหมด อยากทำอะไรก็ทำ
อยากร้องกรี๊ดก็ร้องโดยไม่แคร์สายตาใครทั้งสิ้นด้วยสิ เพราะฉะนั้นนี่เป็นแบบทดสอบความอดทน
ที่พ่อแม่จะต้องแก้ไขข้อผิดให้กลายเป็นข้อถูก โดยไม่กระทบกระเทือนถึงหัวใจดวงน้อยของลูกด้วยค่ะ
ขี้วีน เอาแต่ใจ มีที่มา
นอกจากจะเป็นเรื่องของพัฒนาการตามวัยแล้ว อาการเอาแต่ใจของลูกวัยนี้ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ด้วยนะคะ เป็นต้นว่า
- การเลี้ยงดูที่รักมากเลยตามใจมาก ไม่อยากขัดใจลูกของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย
นี่ล่ะค่ะเป็นปัจจัยสำคัญเลยทีเดียวที่ทำให้น้องหนูหลายคนกลายเป็นสาวน้อยขี้วีน ชอบกรี๊ดเป็นชีวิตจิตใจ
ก็พอจะเข้าใจเหตุผลของคนเป็นพ่อแม่อยู่หรอกค่ะว่ารักลูก ไม่อยากให้ลูกเสียใจ
แล้วเสียงกรี๊ดหรือเสียงร้องไห้นี่น่ารำคาญจะตายไป เลยตัดความรำคาญด้วยการตามใจ
ซึ่งแบบนี้ไม่ดีแน่ค่ะ เพราะเขาจะเอาเสียงร้องที่น่ารำคาญ ไว้เป็นอาวุธเวลาที่เขาอยากจะได้โน่นได้นี่
- ใจอ่อน ทั้งที่ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ยอมตามใจ แต่พอลูกร้องนานเข้า น้ำตาหยดน้อยที่ไหลเป็นสายข้างแก้ม
ทำให้แม่ใจอ่อนได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ ลูกก็เลยเรียนรู้จักวิธีตื้อ ว่าถ้าตื้อไปนานๆ เข้าพ่อแม่ก็ใจอ่อนยอมแพ้ในที่สุด
- พ่อแม่ก็ขี้โมโหเหมือนกัน แบบนี้ล่ะเสร็จแน่ๆ ค่ะเพราะนอกจากพัฒนาการตามวัยที่ส่งผลให้ลูกขี้วีนแล้ว
เด็กยังเลียนแบบพ่อแม่ซะอีกแน่ะ แล้วแบบนี้ถ้าไปบอกให้ลูกใจเย็น เด็กที่ไหนจะฟังล่ะค่ะ
เพราะพ่อแม่ยังไม่ทำเป็นตัวอย่างเลยนี่นา
ขี้วีนเอาแต่ใจ...กลายเป็นข้อเสีย
อย่าชะล่าใจไปนะคะว่าโตขึ้นอาการเอาแต่ใจ ขี้โมโหขี้วีนของลูกจะหายไปได้เอง โดยที่เราไม่ได้ช่วยแก้ไข
ถ้าคิดอย่างนั้นขอบอกว่าอย่าเสี่ยงจะดีกว่าค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
- ลูกเราจะกลายเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เข้าทำนองอยากได้อะไรก็ต้องได้ ถ้าไม่พอใจก็จะแสดงออกทุกครั้ง
ร้ายไปกว่านั้นถ้าโกรธก็จะอาละวาดจนติดเป็นนิสัย ไม่ฟังใครทั้งสิ้น เอาแต่ใจตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ลูกเราก็จะกลายเป็นคนไม่มีเพื่อน ไม่มีใครคบด้วย กลายเป็นคนที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เพราะนิสัยเอาแต่ใจนี่ล่ะ
- ลูกจะกลายเป็นคนที่ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับสังคมอื่น แต่จะรอให้คนอื่นปรับตัวเพื่อที่จะเข้ามาหาเขา
อย่างเวลาที่ลูกไปโรงเรียน ลูกก็จะไม่ยอมเข้าหาเพื่อนก่อน ถ้าเพื่อนไม่เข้ามา ทำให้ลูกเรามีปัญหา
อาจจะมีเพื่อนน้อยหรือไม่มีเพื่อนเลย เพราะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้ยากค่ะ
ขี้วีนเอาแต่ใจ... ถึงเวลาแก้ไข
รู้ข้อเสียซะแบบนี้แล้ว อย่ารอช้าค่ะ รีบแก้ไขกันซะแต่เนิ่นๆ เพราะไม้อ่อนยังไงย่อมดัดง่ายกว่าไม้แก่อยู่แล้ว
- เริ่มจากการที่พ่อแม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีค่ะ เวลาที่เราไม่พอใจกับอะไรสักอย่าง สะกดใจไว้ค่ะ
อย่าแสดงอาการวีนแตกให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ อย่าลืมว่ามีสายตาคู่เล็กๆ
คอยมองพฤติกรรมเราอยู่เหมือนกัน
- จากที่เคยตามใจ 100% ก็ค่อยๆ ลด การตามใจทีละน้อย และทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ อย่าทำบ้างไม่ทำบ้าง
และก็ไม่ควรใช้วิธีหักดิบ เพราะเด็กอาจจะรับไม่ได้แล้วเกิดการต่อต้านเราในที่สุด
- อย่าทำอะไรตามอารมณ์ค่ะ เช่น พอตอนที่เราอารมณ์ดี เราก็ตามใจลูก พออารมณ์ไม่ดีก็ไม่ตามใจ ขัดใจลูกไปเสียหมด
แบบนี้หนูน้อยของเราจะสับสนนะคะ เพราะไม่รู้ว่าพ่อแม่จะเอายังไงแน่
- บางบ้านค่ะ มีคนอยู่เยอะ บางทีพ่อแม่ไม่ตามใจ แต่คนอื่น ในบ้านก็ตามใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำก็คือ
บอกคนในบ้านให้เลี้ยงลูกของเราไปในทิศทางเดียวกัน ทำอะไรให้เป็นบรรทัดฐานแบบเดียวกัน
- เวลาเจ้าตัวยุ่งทำฤทธิ์ทำเดช อย่าให้ความสนใจ ทำเฉยๆ เข้าไว้ เดินหนีออกมาปล่อยให้ลูกอาละวาดไปสักพัก
เดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดเองล่ะค่ะ เด็กวัยนี้เขาไม่ร้องไห้โวยวายนานหรอก พอเห็นไม่ได้ผล ไม่มีใครสนใจ ก็จะหยุดได้เอง
ทีนี้เราก็เบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่นซะ เด็กๆ เขาก็จะลืมไปเองล่ะค่ะ
- พอลูกอยู่ในความสงบแล้วล่ะก็ค่อยเดินไปหาเขา โอบกอดเขา สอนเขาด้วยเหตุผล ว่าทำอย่างนั้นไม่ดี
เพราะอะไร ลูกจะได้รู้สึกว่าที่เราไม่สนใจไม่ใช่ว่าไม่รัก แต่เพราะเขาทำตัวไม่น่ารักต่างหาก
- อย่าพูดแดกดันลูกด้วยความโกรธค่ะ พ่อแม่หลายคนลืมตัวต่อว่าลูกอย่างรุนแรงโดยใช้อารมณ์ หนักเข้าก็ตีลูกด้วย
วิธีการแบบนี้ไม่ได้ผลหรอกค่ะ เพราะนอกจากเด็กจะร้องไห้มากขึ้นเพราะความเสียใจแล้ว
ยังเป็นการเพิ่มอารมณ์รุนแรงให้กับเด็กด้วย
- อย่าใจอ่อนยอมกลับคำพูด ในสิ่งที่เคยห้ามไปแล้ว พ่อแม่บางคนพอเห็นลูกตีโพยตีพายหนักเข้า
หรือบีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร หลายคนใจอ่อนยอมผิดคำพูดซะอย่างนั้น
แบบนี้กฎที่เราตั้งใจให้เรียนรู้ก็ทำไม่ได้จริงน่ะสิคะ แล้วลูกเราก็จะใช้วิธีโวยวายกับเราแบบนี้อีกเรื่อยๆ เพราะว่าได้ผล
- พยายามจำลองสถานการณ์ให้ลูกรู้จักรอคอย เช่น ลูกอยากให้เราหยิบขนมให้ เราจะหยิบให้เลยก็ได้
แต่เราก็ฝึกให้ลูกรอเสียหน่อย โดยบอกว่าเรากำลังทำงานอยู่ ถ้าทำเสร็จเมื่อไรเราจะหยิบให้
แต่อย่าให้ลูกรอคอยนานมากๆ ในช่วงแรก เริ่มจากรอคอยทีละนิด แล้วเพิ่มเวลามากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
เมื่อลูกทำได้ อย่าลืมที่จะหยอดคำชมด้วยนะคะ เด็กๆ น่ะเขาชอบที่จะทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่พอใจอยู่แล้ว
ได้แรงเสริมเป็นคำชมเข้าไปด้วย อาการขี้วีนก็จะหายไวขึ้นค่ะ
- สอนลูกก่อนที่ลูกจะทำผิด พ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อลูกทำผิดไปแล้ว ถึงมาบอกมาสอนทีหลังว่าอย่างนี้ไม่น่ารัก
ถ้าเราชิงบอกลูกอธิบายให้ลูกเข้าใจก่อนบ้าง ลูกก็จะรู้ว่าถ้าทำอย่างนี้ไม่ดี ไม่น่ารัก เขาก็จะได้ไม่ทำไงคะ
- เมื่อถึงเวลาที่เจ้าตัวยุ่งต้องเข้าโรงเรียน ถ้ารู้อยู่ว่าลูกเราขี้วีนล่ะก็ บอกคุณครูตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ
จะได้ดูแลเป็นพิเศษกันสักหน่อย ซึ่งคุณครูที่ต้องอยู่กับเด็กที่ขี้วีนต้องอดทน และค่อยๆ สอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะรอคอย
ให้คำชม และต้องพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กเวลาที่กำลังโมโหด้วยนะคะ
- สอนย้ำทุกครั้งเวลาที่ลูกทำผิด เมื่อเขางอแงทำตัวไม่น่ารัก ก็สอนเขาด้วยเหตุผล อธิบายให้ฟัง
ย้ำกับลูกบ่อยๆ ลูกจะได้ไม่ทำอีก
การปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับเด็กก็เหมือนกับการตัดต้นไม้เล็กๆ นั่นละค่ะ หากเราหมั่นแต่งกิ่ง
ใส่ปุ๋ยพรวนดิน ดูแลเอาใจใส่ทุกวันแล้วล่ะก็ ในไม่ช้าต้นไม้เล็กๆ ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง
สวยงามได้รูป สมดังที่เราหวังเอาไว้ค่ะ
(update 29 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 254 มีนาคม 2547 ]
|