ในเด็กบกพร่องทางอารมณ์ พฤติกรรมก้าวร้าว ยาช่วยได้แค่ไหน


คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ อย่าง ออติสติก, สมาธิสั้น, ไฮเปอร์แอกทีฟ, แอสเพอเกอร์ ฯลฯ มักจะเป็นกังวลเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างรุนแรง หรือไม่อยู่นิ่งจนเรียกว่าซนผิดปกติของเด็ก เพราะเมื่อเด็กเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมปวดร้าวที่จะลงโทษลูก เพราะรู้ดีว่าพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกมานั้น เป็นผลมาจากความผิดปกติในสมอง แต่การนิ่งเฉยก็ไม่ได้ให้ผลที่ดีเช่นกัน

พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงหาทางออกด้วยการใช้ยาระงับอาการก้าวร้าวของเด็กในทุกครั้งที่เด็กมีอาการ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจรู้สึกสบายใจที่จะใช้ยาในการหยุดอาการก้าวร้าวของลูก รวมถึงเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาอาการบกพร่องทางพัฒนาการของลูกด้วย เพราะเห็นว่าคุณหมอเป็นผู้สั่งยาให้ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ใช่ หากแต่ว่าการใช้ยาในการรักษาเลยทีเดียวอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกต้องสำหรับเด็กก็ได้ค่ะ ในทางตรงกันข้ามการใช้ยาควบคู่กับการบำบัดพฤติกรรมน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือลูกน้อยของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ยาอย่างเข้าใจ และปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด


ยา ปรับหรือควบคุมพฤติกรรมของลูกกันแน่ ?

จากบทความเชิงวิเคราะห์เรื่อง “การใช้ยาในเด็กที่มีความบกพร่องทางจิต (Medicating young minds)” ซึ่ง เจฟเฟรย์ ครูเกอร์ ได้เขียนไว้ในนิตยสาร time ซึ่งมีใจความโดยสรุปว่า “ยา” อาจช่วยให้เด็กสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติ เข้าสังคมกับผู้อื่นได้ จนกระทั่งถึงเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ หากแต่ว่า “ยา” ไม่สามารถรักษาให้เด็กหายจากอาการต่างๆ และกลับมามีพฤติกรรมเช่นเดียวกับเด็กทั่วๆ ไปได้ จะทำได้ก็แต่เพียงออกฤทธิ์ลดหรือเพิ่มสารเคมีบางตัวที่มีผลต่อระบบประสาทในส่วนที่ทำให้เด็กเกิดอาการนั้นๆ ขึ้น แต่เมื่อฤทธิ์ของยาหมดไป ก็จะทำให้อาการดังกล่าวกลับมาได้อีกเมื่อเด็กถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ยากำกับอารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กอยู่ตลอดเวลา จะเป็นผลให้เด็กขาดประสบการณ์ในการแสดงออกทั้งทางด้านอารมณ์ และพฤติกรรม ทำให้ต้องพึ่งยาช่วยในการดำรงชีวิต การเข้าสังคม และการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเด็กต้องทนทุกข์ทรมานกับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่มีปัญหาเรื่องการจัดการความเครียด หากคุณให้เขากินยาต้านความเครียด นอกจากจะทำให้เขาขาดประสบการณ์ในการจัดการกับความเครียดโดยปราศจากการใช้ยาแล้ว ยังทำให้เขาต้องเผชิญกับอาการข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น น้ำหนักเพิ่ม, กล้ามเนื้อกระตุก และมีปฏิสัมพันธ์อยู่ในโลกส่วนตัว

ตอนหนึ่งจากบทความนี้ยังระบุอีกด้วยว่า อาการของเด็กที่มีปัญหาทางจิต หรือมีความบกพร่องทางพฤติกรรม บางอาการยังไม่มียารักษาโดยตรง มีเพียงตัวยาที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองอาการของผู้ป่วยที่โตแล้วเท่านั้น ดังนั้นการรักษาอาการบกพร่องทางพัฒนาการของเด็กที่ผ่านมาในอดีต แพทย์จะจ่ายยาให้โดยอิงตามประวัติข้อมูล ผลการใช้ยาในผู้ใหญ่ ในเรื่องนี้จึงมีการเรียกร้องให้มีการวิจัยพัฒนาตัวยาขึ้นมาใหม่ ให้มีประสิทธิผลโดยตรงต่อการบำบัดอาการบกพร่องทางพัฒนาการของเด็ก ในขณะเดียวกันก็มีเสียงร้องขอจากแพทย์บางกลุ่มในสหรัฐอเมริกาให้ใส่ใจกับการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา แก่ผู้ปกครองของเด็กด้วย ซึ่งรวมถึงตัวคุณแม่ หรือผู้ปกครองของเด็กที่จะต้องใฝ่ศึกษาหาความรู้ หรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวยา และการใช้ยาอย่างละเอียดด้วย

ในเรื่องนี้ คุณแม่บางท่านอาจแย้งว่า การปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอ ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการดูแลเรื่องการให้ยากับเด็ก เพราะคุณหมอ น่าจะเป็นผู้ที่รู้ดีว่าควรจะใช้ยาอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิผลสูงสุด อีกทั้งยังควรให้คำแนะนำในทุกเรื่องที่เป็นข้อควรระวังทั้งหลายทั้งปวง

ซึ่งอันที่จริง ก็เป็นข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลยอมรับได้ หากแต่ว่าคงจะดียิ่งไปกว่านี้ ถ้าคุณได้ศึกษาจนเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของเขา นับตั้งแต่การออกฤทธิ์ทำปฏิกิริยากับสมอง จนถึงการส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกของเด็ก ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ ร่วมกับการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและอาการของลูกอย่างใกล้ชิด จะทำให้คุณสามารถใช้ยาให้เกิดประสิทธิผล ในการบำบัดรักษาอาการบกพร่องของลูกน้อยได้อย่างดียิ่งขึ้นค่ะ


"ยา" จิตเวชบำบัด ทำอะไรกับสมองบ้าง

ก่อนที่คุณจะไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวยา รายละเอียดการทำงานของตัวยา และวิธีการใช้ให้เกิดประสิทธิผล เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุคร่าวๆ ที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นกันก่อนดีกว่าค่ะ ซึ่งปกติแล้วอาการบกพร่องทางพัฒนาการ และการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น ก้าวร้าว อาละวาด ซึมเศร้า หลงผิด ประสาทหลอน ฯลฯ มีสาเหตุมาจาก 2 กรณีค่ะ คือ
  • สารเคมีในสมองซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะทางจิตใจต่างๆ ได้แก่ โดปามีน นอร์เอพิเนฟรินหรือนอร์อะดรีนาลีน กลูตามีน และกาบา ขาดความสมดุล และไม่สามารถจะจับตัวรับข้อมูลของเซลล์สมองซึ่งมีเซลล์สื่อประสาท (receptors) ชนิดนั้นๆ ได้ ทำให้การติดต่อสื่อสารข้อมูลเกิดการขัดข้อง ส่งผลให้สมองมีการทำงานที่ผิดปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมการแสดงออก

  • การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม ส่งผลให้สารเคมีในสมองขาดความสมดุล และเซลล์ประสาท (receptors) ในสมองมีการทำงานที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมการแสดงออก
เมื่อลูกน้อยของคุณกินยาเข้าไป และยาแตกตัวซึมผ่านเส้นเลือดไปยังสมอง ในส่วนที่ควบคุมให้เกิดอาการบกพร่องต่างๆ ขึ้น ทำให้ลักษณะความผิดปกติที่เกิดขึ้นลดลง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ปัญหาความบกพร่องทางพัฒนาการที่เกิดจากสาเหตุแรกนั้น มักจะเกิดขึ้นกับเด็กเล็กที่คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองจะเริ่มสังเกตความผิดปกติได้ชัดเมื่ออายุ 2 ขวบขึ้นไป ในกรณีนี้เป็นเรื่องสุดวิสัยที่คุณพ่อคุณแม่คงไม่สามารถหาวิธีป้องกันอะไรได้ นอกจากให้ความรัก และคอยช่วยเหลือให้เขาเติบโตขึ้นมามีพัฒนาการใกล้เคียงกับเด็กปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมากหรือน้อย) ควบคู่กับการใช้ยา แต่สำหรับกรณีที่ 2 คุณพ่อคุณแม่คงต้องย้อนกลับมาพิจารณา แนวทางการเลี้ยงดู และการจัดสภาพแวดล้อมให้กับเด็กที่ผ่านมาด้วยว่า มีส่วนใด หรืออะไรบ้างที่เป็นสาเหตุให้เด็กเกิดความเครียด หรือคับข้องใจบ้าง


การประเมินผลหลังการใช้ยาบำบัดทางจิต

คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินผลหลังจากการได้รับยาจากปฏิกิริยาของลูก ดังนี้
  • ลูกไม่ทำอันตรายตนเอง คนอื่น และหรือทำลายข้าวของเครื่องใช้
  • สังเกตอาการต่างๆ เช่น วิตกกังวล ก้าวร้าว ย้ำคิดย้ำทำ ซึมเศร้า ฯลฯ ลดลงหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • ลูกสามารถเข้ากิจกรรมต่างๆ กับคุณ โรงเรียน และชุมชนได้โดยไม่ต้องกระตุ้น
  • ไม่เกิดอุบัติเหตุ หกล้มหรือได้รับอันตรายเนื่องจากอาการข้างเคียงของยา
  • ไม่ง่วงซึมจนไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้
  • สามารถรับประทานยาได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการบังคับหรือการกระตุ้น

คุยกับลูกอย่างไรเรื่องการใช้ยาบำบัด

ปัญหาหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักกังวลใจ คือไม่รู้จะบอกให้ลูกรับประทานยาได้อย่างไร สิ่งสำคัญก่อนอื่นที่คุณจะให้ลูกรับประทานยาโดยไม่ต้องบังคับ คือ การคุยกับลูกเกี่ยวกับการใช้ยาบำบัดทางจิต คุณควรเตรียมตัวเองให้พร้อมเสียก่อน เริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้การรักษาลูกของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อยา ชนิดของยา วิธีการรับประทานยา อาการของโรค ฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์ของยา อาการข้างเคียงจากยา และวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อลดผลกระทบของยา ประกอบกับการค้นคว้าจากตำรับตำรามากพอหรือยัง

การที่คุณรู้จักยาที่ใช้บำบัดจิตของลูกคุณ จะทำให้คุณเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่พึงประสงค์ และไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น ความเข้าใจอันนี้ จะทำให้คุณสามารถอธิบายอาการแปลกๆ ที่เกิดกับลูกของคุณ ให้เขารับรู้อย่างเหมาะสม และพร้อมที่จะแก้ไขต่อไป เมื่อคุณพร้อม ลูกของคุณก็พร้อม เริ่มเปิดประเด็นไปเลย แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนาอย่างไร เรามีวิธีแนะนำค่ะ


คุยเรื่องยากับลูก
  • คุณควรแน่ใจเสียก่อนว่า ลูกของคุณอยู่นาสภาพพร้อมที่จะฟัง เลือกจังหวะที่ลูกกำลังรู้สึกผ่อนคลาย

  • ถ้าเป็นเด็กโตพยายามใช้คำถามเกี่ยวกับอาการของเขา เพื่อดูว่าเขามีความสนใจกับสภาพของตัวเองมากแค่ไหน หากเขาสนใจก็เบาใจไปได้ แต่หากลูกยังเล็กคุณไม่ควรใช้คำถามชี้นำอาการเพราะเด็กในวัยนี้ เขาไม่สามารถบอกคุณได้หรอว่าจริงๆ แล้วเขามีความรู้สึกอย่างไร คุณควรใช้การสังเกต และการสอบถามจากบุคคลใกล้ชิด

  • ใช้คำพูด หรือวิธีการเล่าที่เหมาะสมกับวัย จะทำให้เขาเข้าใจเรื่องที่คุณจะอธิบายได้ง่ายขึ้น และอย่าพยายามใส่ข้อมูลมากเกินไป เพราะจะทำให้เขาสับสนได้ หรืออาจใช้วิธีสมมติเรื่องราว ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของการใช้ยาให้ลูกฟัง

  • ในขณะที่สนทนาพยายามให้ลูกรู้ถึงความรัก ความห่วงใย ที่คุณมีให้กับเขา
  • คุณควรตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้ยาบำบัดทางจิตให้ลูกฟัง ไม่ควรพูดอ้อมค้อม ให้บอกความจริงลูกทุกครั้งที่ถาม บอกว่ายาที่กินเป็นยาอะไร มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร เพราะเมื่อเขาโตขึ้นเขาจะสามารถเข้าใจ และกินยาได้เอง

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา
  • อย่าปล่อยให้ลูกรับประทานยาเอง เพราะบางครั้ง เขาอาจเก็บสะสมยาไว้กินในครั้งเดียว จะทำให้ลูกได้รับอันตรายจากการรับประทานยาเกินขนาดได้ นอกจากนี้การรับยาที่ไม่สม่ำเสมอ และต่อเนื่องของลูกจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร

  • ไม่ควรให้ยาลูกในขณะที่ลูกไม่พร้อม เช่น อาละวาด ก้าวร้าว ร้องไห้โยเย ฯลฯ นอกจากจะทำให้ลูกสำลักแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย

  • การหยุดยาควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ควรหยุดรับประทานยาเอง เนื่องจากการหยุดยาบำบัดทางจิตกระทันหัน อาจทำให้อาการต่างๆ ที่เคยทุเลากลับเป็นขึ้นมาอีก หรืออาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ ขึ้นอีก เช่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ

  • หากยามีรสชาติไม่ดี หรือมีกลิ่นที่ไม่น่ารับประทาน อาจจะผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มรสชาติจะทำให้เด็กกินยาได้ง่ายขึ้น แต่พึงระวังว่ายาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับอาหารทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง แต่ไม่ควรให้ยากับอาหารมื้อหลักเพราะจะทำให้เด็กปฏิเสธอาหารภายหลัง

  • เมื่อมีอาการแพ้ยา เช่น มีผื่น คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ ควรรีบปรึกษาแพทย์
  • เนื่องจากยาบำบัดทางจิตสำหรับเด็กส่วนใหญ่เป็นยาน้ำ คุณควรใช้อุปกรณ์มาตรฐานในการตวงยา ไม่ควรใช้ช้อนกินข้าว หรือช้อนกาแฟ เพราะจะทำให้ได้รับปริมาณยาที่ไม่ถูกต้อง

การบำบัดด้วยยาเป็นการรักษาทางจิตเวชที่ได้รับการยอมรับอย่างมากว่าสามารถบรรเทาอาการทางจิตของผู้ป่วยจิตเวช แต่ก็ควรตระหนักอยู่เสมอว่าการบำบัดนี้เป็นเพียงการรักษาหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการทางจิตของผู้ป่วย ผู้ป่วยยังต้องใช้การบำบัดทางจิตสังคมอื่นๆ เช่น การใช้สิ่งแวดล้อมบำบัด พฤติกรรมบำบัด เป็นต้น ร่วมด้วยค่ะ


ผลข้างเคียงจากยาบำบัดทางจิตกับชีวิตประจำวัน

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมว่า ในขณะที่ลูกรับประทานยาบำบัดทางจิตอาจจะมีอาการต่างๆ เกิดขึ้น และรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันลูกได้ เรามีวิธีการแก้ไขมาฝากค่ะ


อาการข้างเคียงวิธีแก้ไข
1. ปากแห้ง คอแห้ง - จิบน้ำทีละนิดๆ บ่อยๆ หรือจะเคี้ยวหมากฝรั่ง ลูกอม หรือบ้วนปาก หรือใช้ลิปมันทา
2. น้ำหนักเพิ่ม - ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน อาหารจำพวกแป้ง และไขมัน ควรออกกำลังกายเป็นประจำ
3. ปัสสาวะลำบาก - ให้ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว หรืออาจใช้น้ำอุ่นชะโลมตัวจะทำให้ปัสสาวะคล่องขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์
4. ท้องผูก - ให้ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว และรับประทานอาหารที่มีกากใยมากๆ จำพวกผักผลไม้ทุกวัน หากไม่ได้ผลสามารถรับประทานยาระบายตามที่แพทย์แนะนำ
5. เวียนศีรษะ - ให้นอนพักทันทีที่มีอาการ และให้ลุกเปลี่ยนท่าช้าๆ นั่งห้อยเท้าประมาณ 1 นาที แล้วค่อยๆ ลูก
6. ตาพร่า มองไม่ชัด - อาการนี้จะดีขึ้นหรือหายไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ ดังนั้น ระยะนี้ควรจัดข้าวของเครื่องใช้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ หากมีอาการระคายเคืองตาควรสวมแว่นตาก่อนออกจากบ้าน
7. ระคายเคืองทางเดินอาหาร คลื่นไส้ - ควรรับประทานน้ำชา หรือน้ำแกง เพื่อลดอาการคลื่นไส้
8. บวม - หากมีอาการบวมที่ขาให้ยกเท้าขึ้นสูง หรือหากมีผิวแตกเนื่องจากการบวมควรทาโลชั่น


ยามีผลอย่างไรต่อการทำงานของสมอง
ชื่อยา รายละเอียด อาการข้างเคียง การทำงาน
Concerta ใช้รักษาอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กอายุ 6 ปี ขึ้นไป 1. ปวดศีรษะ
2. ปวดท้อง
3. นอนไม่หลับ
4. ในบางรายจะได้รับผล
การกระตุ้นจากยามากเกินไป
ช่วยลดอาการไม่อยู่นิ่ง
และปฏิสัมพันธ์ในโลกส่วนตัว
Ritalin ใช้รักษาอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กอายุ 6 ปี ขึ้นไป 1. ปวดศีรษะ
2. ไม่อยากอาหาร
3. ฉุนเฉียวง่าย
4. ตื่นเต้นมากเกินไป
5. นอนไม่หลับ
ตัวยาจะทำปฏิกิริยากระตุ้นให้สมองกลั่นกรองข้อมูลที่ได้รับเข้ามา พร้อมจัดลำดับก่อนหลังของข้อมูลนั้นด้วย
Prozac ใช้รักษาโรคซึมเศร้า และโรคย้ำคิดย้ำทำในเด็ก อายุ 7 ปีขึ้นไป 1. นอนไม่หลับ
2. วิตกกังวล
3. ตื่นเต้นมากเกินไป
4. น้ำหนักลดลง
5. คลุ้มคลั่ง
มีฤทธิ์ในการควบคุมระดับ สารเคมีในสมองส่วนที่มีความสัมพันธ์ กับระดับอารมณ์ ใช้รักษาผู้ป่วย โรคซึมเศร้าในระยะแรกๆ
Zoloft เป็นตัวยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยใน
วัยผู้ใหญ่แต่เคยมีหลักฐานทาง การแพทย์ระบุว่าจิตแพทย์เด็ก ได้จ่ายยาตัวนี้ให้กับเด็ก ที่มีอาการซึมเศร้า, กังวล ย้ำทำย้ำคิด และโรคทางจิตอื่นๆ โดยจ่ายยาตามหลักฐานประวัติการใช้ยาในผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่
1. ท้องเสีย
2. ปากแห้ง
3. วิตกกังวล
4. เบื่ออาหาร
เพิ่มระดับสาร serotonin ในสมองให้สูงขึ้น เพื่อสร้างความรู้สึกพอใจ และหนักแน่นในอารมณ์ให้มากขึ้น
Effexor เป็นตัวยาสำหรับผู้ป่วยใน
วัยผู้ใหญ่แต่จิตแพทย์เด็ก
หลายท่านใช้ยานี้กับเด็กที่มี
อาการซึมเศร้าตามประวัติ
การใช้ยาในผู้ป่วยระดับผู้ใหญ่
1. อาเจียน
2. ท้องผูก
3. เบื่ออาหาร
4. เซื่องซึม
5. ตื่นเต้นมากเกินไป
มีฤทธิ์กระตุ้นโดยตรง
ต่อสารเคมีในสมอง 2 ชนิด
คือ serotonin และ
norepinephirine
เพื่อควบคุมระดับอารมณ์
Zyprexa ใช้รักษาเด็กที่มีอาการอารมณ์
แปรปรวน และไม่สามารถควบคุม
การแสดงออกทางอารมณ์ได้
1. น้ำหนักเพิ่ม
2. เซื่องซึม
3. ปากแห้ง
4. อาการชัก
มีฤทธิ์ในการปรับความสมดุล
ของสารเคมีในสมอง 2 ตัว
คือ serotonin และ
dopamine เพื่อควบคุมให้อารมณ์อยู่ในระดับคงที่
Lithium ใช้รักษาเด็กที่มีอาการอารมณ์แปรปรวน 1.อาเจียน
2. เบื่ออาหาร
3. มือสั่น
ใช้ควบคุมระดับการแสดงออกของอารมณ์
ร่าเริงคึกคื้นไม่ให้มากจนเกินไป


(update 24 กันยายน 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มิถุนายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600