"คุณพ่อคะ พรุ่งนี้มีงานโรงเรียน หนูได้เต้นโชว์ด้วยค่ะ"
"คุณแม่ครับ งานกีฬาสีปีนี้ผมลงแข่งวิ่งครับ"
"พรุ่งนี้หนูต้องรายงานหน้าชั้น ไม่อยากไปโรงเรียนเลยค่ะ"
ฟังดูเป็นประโยคบอกเล่าที่เรียบง่าย แต่เมื่อลูกเปรยๆ มาแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ
เพราะนี่คือสัญญาณเตือนจากความคาดหวังของลูก ว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องการเชื้อเพลิง
เพื่อขับเคลื่อนพลังชีวิตต่อไป ซึ่งก็คือ กำลังใจ นั่นเองค่ะ
กำลังใจสำคัญอย่างไร
ตอนเป็นเด็กทุกครั้งที่ขึ้นเวทีแสดงความสามารถในงานโรงเรียน
เพื่อนๆ จะต้องคอยชะเง้อคอยาว สอดส่ายสายตาค้นหาแววตาที่คุ้นเคยของพ่อแม่ในหมู่บรรดาผู้ชมมากมาย
เพื่อนบางคนยิ้มเมื่อเห็นคุณแม่นั่งดูตาปริบๆ แล้วแสดงอย่างเต็มที่ บางคนที่ไม่มีพ่อแม่มาดูก็ถึงกับแสดงไม่ออก
หนักๆ เข้าก็ร้องไห้โฮ... ความทรงจำครั้งนั้นทำให้เมื่อโตขึ้นมาเป็นแม่คนเองแล้ว
จึงไม่เคยพลาดชมการแสดงและเข้าร่วมกิจกรรมกับลูกเลยสักครั้ง เพราะเข้าใจว่าในความรู้สึกของลูกนั้น
การได้รับกำลังใจจากคนที่รักมีค่ามากเพียงใด
การให้กำลังใจเป็นแรงกระตุ้นเชิงบวก ที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างที่มีศัพท์เก๋ๆ
ว่าเป็นวัคซีนใจ ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคทางใจต่างๆ ให้ลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคขาดความมั่นใจ
ขี้กลัว ไม่กล้า มองไม่เห็นคุณค่าตัวเอง ฯลฯ ล้วนป้องกัน รักษาและเสริมสร้างได้ด้วยการให้วัคซีนใจ
ที่ไม่ต้องผ่านเข็มฉีดยานี่ละค่ะ
ให้กำลังใจทำได้อย่างไรบ้าง
เหนือสิ่งอื่นใดพ่อแม่ต้องเชื่อมั่นก่อนว่า ลูกมีศักยภาพทำงานสำเร็จได้ทุกอย่าง
เท่าที่ขีดความสามารถสูงสุดของเขาจะทำได้ เปรียบเสมือนกับรถยนต์ไม่ว่าจะรุ่นไหน
ยี่ห้อไหน มีสมรรถนะอย่างไร ก็ล้วนพาเราวิ่งไปถึงจุดหมายได้เหมือนกันทั้งนั้น
แต่หากไม่มีน้ำมันแล้ว ก็จอดนิ่งสนิททุกคันนั่นละค่ะ
วิธีการให้กำลังใจลูกจึงทำได้หลายแบบ ซึ่งจะเลือกใช้แบบใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
ของแต่ละสถานการณ์ค่ะ
1. คำพูด ได้แก่ การชม ปลอบโยน โน้มน้าว ฯลฯ
"ลูกเต้นได้สวยมาก โดยเฉพาะท่าหมุนตัว"
"ลูกเล่ารายงานให้แม่ฟังก่อนดีไหม แล้วพรุ่งนี้แม่จะไปส่งที่โรงเรียน"
ควรชมเมื่อลูกทำงานสำเร็จหมาดๆ หรือกำลังทำงานนั้นอยู่
ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าชมลูกเรื่องอะไร เพราะอะไร
ลูกจะรับรู้ว่าเราใส่ใจในความรู้สึกของเขาอย่างจริงจัง
2. การกระทำ ได้แก่ จับมือ โอบกอด หอมแก้ม ลูบศีรษะ สบตา ฯลฯ
ใช้เสริมกับคำพูด หรือในสถานการณ์ที่ต้องการสื่ออารมณ์มากกว่าคำพูด เช่น
การแสดงสีหน้าชื่นชมเมื่อลูกแสดงอยู่บนเวที บีบมือเบาๆ เพื่อเสริมความมั่นใจ
โอบกอดเมื่อลูกรู้สึกกลัว เป็นต้น
3. การให้รางวัล
ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพง เพียงดอกไม้สักช่อ ตุ๊กตาสักตัว หรือการ์ดหนึ่งแผ่น
ที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกดีๆ ก็พอค่ะ ให้ในโอกาสพิเศษจริงๆ ไม่ควรให้พร่ำเพรื่อ
ขยายผลไปถึงเรื่องอื่นๆ นอกจากการเรียนและกิจกรรมที่โรงเรียนบ้างก็ดีค่ะ
โลกของลูกจะได้กว้างขึ้น หรืออย่างงานใดที่เราเห็นว่าลูกใช้ความพยายาม
และทุ่มเทกับสิ่งนั้นมากเป็นพิเศษ แม้ผลจะออกมาสำเร็จหรือไม่ เราก็ควรให้รางวัล
เพราะความสำคัญที่แท้จริงคือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการที่เขาได้พยายาม
มากกว่าจะดูที่ผลของการกระทำนั้น
4. ร่วมกิจกรรมกับลูก
เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะในโรงเรียน ที่บ้าน หรือที่อื่นๆ
ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมของลูก และมีส่วนร่วมไปกับเขา
เพิ่มความกล้าให้เขารู้ว่า ไม่มีอะไรเกินความสามารถหากตั้งใจทำ
หรือหากอยากทำอะไร ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้วให้ทำไปไม่ต้องกลัวพลาด
กลัวผิด เพราะไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นพ่อกับแม่จะอยู่ใกล้ๆ เขาเสมอค่ะ
กำลังใจ...จะให้ดีต้องถูกจุด
คุณแม่คนหนึ่งให้ดอกไม้ช่อใหญ่กับลูกสาว ในงานแสดงละครของโรงเรียน
ลูก : "แม่ให้หนูทำไม หนูไม่ได้เล่น เพราะคัดตัวไม่ผ่านนะ"
แม่ : "แม่ให้รางวัลในความพยายามของลูกที่ตั้งใจซ้อมอยู่เป็นเดือน
แม้หนูไม่ได้แสดงแต่ก็ยังมีน้ำใจมาดูเพื่อนๆ แสดงนี่จ๊ะ แม่ว่าหนูเป็นนางเอกตัวจริงเลยละ"
ในปีการศึกษาหน้าลูกสาวจึงได้แสดงละครสมใจ เพราะไม่ละทิ้งความตั้งใจ
นั่นคือพลังจากกำลังใจที่แม่ให้ในวันนั้น นั่นเองค่ะ... อาจดูหวานเกินจนหลายคนขัดเขินที่จะทำ
แต่เชื่อเถอะว่าผลที่ได้ไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ ทั้งนี้จะให้ได้ผล ต้องให้กำลังใจอย่างถูกจุดด้วยนะ
วิธีการต่างๆ ในการให้กำลังใจลูก นำมาประยุกต์รวมกันได้ ตามแต่เทคนิคที่จะคิดกันไป
โดยหลักแล้วต้องให้อย่างจริงใจค่ะ เพราะหากให้ไปแบบขอไปที หรือตัดความรำคาญไปซะอย่างนั้น
หรือให้มากเกินจริงอย่างไม่มีเหตุผล ย่อมส่งผลลบกับลูกมากกว่าบวกค่ะ
เพราะแม้คุณจะมีเจตนาดีบอกลูกว่า หนูเต้นให้สวยๆ นะ พรุ่งนี้แม่อาจจะไปดู
แต่สายตาไม่ละจากจอคอมพิวเตอร์เลย ลูกไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่คุณพูด
พานน้อยใจไปอีกว่าคุณเห็นความสำคัญของงานมากกว่าตัวเขา
มีเทคนิคมาแนะกันนิดว่า การให้กำลังใจควร...
- ให้ถูกเรื่อง ถูกเวลา
- การให้จะได้ผลสัมฤทธิ์เมื่อเราให้ในสิ่งที่ตรงกับความต้องการของผู้รับ
เรื่องกำลังใจก็เช่นเดียวกัน ควรให้ในจังหวะที่ลูกต้องการ
ดังนั้นควรสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกว่าช่วงใดหัวใจดวงน้อยเริ่มอ่อนแรง
ก็คอยเติมพลังให้แข็งแรงขึ้น เช่นเมื่อลูกต้องเริ่มทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเขามักจะขาดความมั่นใจ
หรือเหตุการณ์ที่ต้องเจอกับผู้คนเยอะๆ โดยเฉพาะคนแปลกหน้า เพียงจับมือลูกบีบเบาๆ
แล้วกระซิบว่า ไม่ต้องกลัวแม่อยู่ข้างๆ นี่แล้ว ...เท่านี้ก็ช่วยลูกฝ่ากำแพงความกลัวไปได้แล้ว
แต่ถ้าในช่วงเวลาที่เขาต้องการคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเองแล้วละก็ ต้องปล่อยเขาค่ะ
อย่าเข้าไปล่วงล้ำอาณาเขตเขา หากเข้าไปยุ่งบ่อยๆ เด็กจะไม่รู้จักโตเพราะมีแม่คอยโอ๋อยู่ตลอด
เพียงคอยดูอยู่ห่างๆ และเตรียมพร้อมเสมอเมื่อลูกขอความช่วยเหลือก็น่าจะพอทำได้ค่ะ
- มีเหตุผล ความหมายและเป้าหมาย
- ควรให้เพราะใจอยากให้ อย่าให้เพราะหน้าที่ หรือเพียงพูดขึ้นมาลอยๆ และไม่มีการกระทำรองรับ
อย่างที่เรามักจะเข้าใจสับสนระหว่าง การชม กับ การยอ นั่นละค่ะ การชมให้ความรู้สึกด้านดี
เป็นการย้ำว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นดีแล้ว ถูกแล้ว แต่การยอมนั้นมักเกินจริง
บางครั้งอาจสร้างความกดดันให้เด็กโดยไม่ตั้งใจ เช่น ลูกแม่เก่งที่สุดในโลกเลย
...เป็นการแสดงความคาดหวังเกินไป ลูกก็จะไม่รู้ว่าเก่งอะไร ทำไมถึงเก่ง
แต่ที่รู้อย่างเดียวคือ ต้องไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง พานให้ไม่กล้าทำในสิ่งที่ไม่ถนัด
เพราะกลัวจะทำได้ไม่ดี กลายเป็นการสร้างความกดดันให้เด็กโดยไม่ตั้งใจไปซะนี่
- สม่ำเสมอ ไม่พร่ำเพรื่อ
- โดยเฉพาะการให้รางวัล อาจเป็นดาบสองคมได้ ดังตัวอย่างของเด็กคนหนึ่งที่ไม่ชอบทำการบ้าน
คุณแม่และคุณครูก็เลยให้ของรางวัลเพื่อจูงใจให้เด็กทำการบ้าน ต่อมาเด็กใช้เป็นข้อต่อรอง
ว่าจะไม่ทำการบ้านหากไม่มีรางวัลให้ กลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ไปอีก
ดังนั้นควรให้กำลังใจทุกครั้งเมื่อลูกต้องการด้วยวิธีการที่เหมาะสม
อย่างการไม่ยอมทำการบ้านของลูก ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่อยากทำมากกว่า
ลูกอาจเพียงต้องการให้แม่มานั่งอยู่ด้วยใกล้ๆ เท่านั้นก็เป็นกำลังใจให้เขาแล้วค่ะ
- พื้นฐานความคิดเชิงบวก
- ระวังอย่าให้เจตนาดีของคุณกลับมาทำร้ายลูกได้ เมื่อคุณพยายามให้กำลังใจลูกแบบว่า
"แม่คาดไม่ถึงเลยนะว่าหนูจะชนะได้ เห็นมีคนเก่งกว่าตั้งเยอะ แต่แม่ก็ดีใจนะ"
เมื่อลูกฟัง แม้จะรู้ว่าแม่ชมแต่ก็คงอดน้อยใจไม่ได้หรอกค่ะว่า คุณประเมินความสามารถของเขาต่ำไป
ผิดกับลูกอีกคนที่ถึงแพ้กลับได้กำลังใจจากแม่ว่า "ถึงจะแพ้ก็ไม่เป็นไรนะ
แม่ยังภูมิใจที่เห็นลูกตั้งใจซ้อมมาตลอด ครั้งหน้ายังแข่งใหม่ได้นะจ๊ะ"
หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงบุคคลที่สาม ไม่ควรกล่าวว่า "ลูกแม่เก่งกว่าเด็กคนนั้นตั้งเยอะ
ครั้งนี้เขาคงจะชนะเพราะดวงน่ะ" อย่างนี้แม้ดูเหมือนจะหวังปลอบใจลูก
แต่เชื่อเถอะว่าไม่เกิดผลดีเลยคะ
เด็กในวัยนี้หากได้กำลังใจอย่างถูกจุด และสม่ำเสมอ เมื่อโตขึ้นเขาจะเรียนรู้ว่า
กำลังใจสร้างได้ด้วยตัวเอง เพราะเขาซึมซับและเชื่อมั่นในความสามารถที่มีอยู่ตามศักยภาพที่เป็นจริง
แล้วนำไปสู่การนับถือและรู้คุณค่าในตัวเอง (self-esteem) อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของวัยรุ่นได้ต่อไปค่ะ
แม้ 'กำลังใจ' จะเป็นเรื่องของความรู้สึกเล็กๆ แต่มีพลังมหาศาล ไม่เชื่อก็ลองทำดูนะคะ
แล้วจะพบว่าลูกเราเก่งและดีกว่าที่คิด เพราะได้กำลังใจดีนี่เองค่ะ
(update 23 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มิถุนายน 2547 ]
|