สูญเสียลูก เพราะวัยซน

วันนี้จะขอเปลี่ยนจากเรื่องราวในเชิงสังคมมาเป็นประเด็นความเจ็บป่วยของเด็ก จากกรณีที่เด็กชายอายุแปดขวบมีเลือดออกในสมอง มีข้อมูลว่ามีการกระทบกระทั่งกันจนกลายเป็นคดีดัง แต่สิ่งที่จะเอามาคุยกันคงเป็นเรื่องอุบัติเหตุในช่วงวัยเด็ก

จากกรณีที่เกิดขึ้น เด็กน้อยมีการสานตัวของเส้นเลือดในสมองผิดปกติมาตั้งแต่เกิด ซึ่งอาจมีในใครก็ได้ และเมื่อเกิดการกระแทกเลยทำให้เส้นเลือดแตกได้ ซึ่งการกระแทกเกิดจากอุบัติเหตุล้มเองหรือถูกเพื่อนๆ กระแทกจากการเล่นที่รุนแรง จากกรณีนี้สังคมเรียนรู้อะไรบ้าง นอกจากการอยากรู้ว่าเด็กนักเรียนตีกันจริงหรือ

อุทาหรณ์จากกรณีนี้คือเรื่องของการดูแลเด็กที่ไม่สบายว่าทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเด็กเป็นอะไร หมอได้รับทราบกรณีคล้ายๆ แบบนี้หลายครั้ง ถ้าเอากรณีที่มีเส้นเลือดสานตัวกันผิดปกติเช่นนี้ นับเป็นรายที่สี่ในประสบการณ์ผ่าศพ โดยเริ่มจากรายแรกเป็นเด็กเก้าขวบมีเรื่องเล่นซนทะเลาะกับเพื่อน ไม่มีใครทราบว่ารุนแรงหรือไม่ ตอนเย็นเมื่อเด็กกลับบ้านก็บ่นว่าปวดหัว พ่อแม่ไม่ได้รู้ว่าอาการรุนแรงจึงไม่เอะใจ ในที่สุดเด็กน้อยก็กลับโคม่าไปเลย

ลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องสุดวิสัยก็จริง แต่มีจุดใดที่น่าจะนำมาเป็นประโยชน์ต่อการดูแลเด็ก เพราะนอกจากกรณีนี้หมอเคยได้รับเรื่องเด็กอายุเก้าขวบมีอาการไข้ ไอ หอบจนเสียชีวิต คุณหมอสงสัยว่าจะเป็นโรคร้ายแรงจึงขอชันสูตรศพ ซึ่งกลายเป็นว่าเมล็ดละมุดอุดหลอดลม ทำให้เด็กน้อยหายใจด้วยปอดข้างเดียวจนเกิดภาวะแทรกซ้อนเสียชีวิต

ตอนที่เด็กน้อยถูกนำส่งโรงพยาบาลนั้น ผู้เป็นแม่เล่าว่าไปงานบวชมา เด็กๆ วิ่งออกนำหน้าไปก่อน เมื่อแม่มาถึงบ้านก็พบว่าเด็กนั่งหอบ ก็เลยพาไปหาพยาบาลที่อนามัยอำเภอ ซึ่งก็ได้รับการส่งตัวต่อมายังโรงพยาบาลจังหวัด คุณหมอเอกซเรย์ดูก็พบว่ามีความผิดปกติในปอด จึงนัดส่องกล้องดูในหลอดลม แต่เจ้ากรรมอุปกรณ์เครื่องมือชุดตรวจของเด็กเกิดเสีย ทำให้ไม่สามารถตรวจอะไรได้ เด็กน้อยมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว คุณหมอที่รักษาคิดไปว่าเด็กน้อยเป็นโรคที่พบไม่บ่อยจึงขออนุญาตผ่าพิสูจน์ศพ

หมอเป็นผู้ผ่าพิสูจน์ศพก็พบเมล็ดละมุดอยู่ในหลอดลมข้างขวา ปิดท่อหลอดลมสนิท ปอดข้างขวาจึงแฟบ ดูแล้วก็เสียดาย เพราะถ้าอุปกรณ์ไม่เสียก็จะสามารถรู้ได้ว่าเด็กน้อยเป็นอะไร แล้วคีบเมล็ดผลไม้ออกได้ จากการประมวลย้อนหลังทำให้รู้สึกไปว่าเด็กน้อยคงกลัวผู้ใหญ่จะดุ ก็เลยไม่กล้าเล่าเรื่องราวให้ฟัง

อุบัติเหตุในเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด แต่เด็กมักจะไม่ค่อยใส่ใจเพราะห่วงเล่น กลัวผู้ใหญ่ดุก็เลยไม่ยอมเล่า แต่สิ่งที่เด็กๆ ต่างจากผู้ใหญ่ก็คือไม่เสแสร้ง ปวดหัว ปวดท้อง ก็คือปวดจริงๆ ไม่ได้แกล้ง และโรคในเด็กก็มีไม่มากนักวัยสี่ขวบถึงสิบขวบ มักเป็นอุบัติเหตุจากการเล่นมากที่สุด

จากกรณีของเด็กชายอายุ 8 ขวบที่เป็นข่าวนั้น คุณหมอผู้รักษาเจอรอยแตกของกะโหลกศีรษะ ซึ่งแสดงว่าต้องมีการกระแทกเกิดขึ้น และเมื่อคุณครูยืนยันว่าตั้งแต่เด็กเข้าห้องเรียนตอนเช้าจนถึงบ่ายก็ไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้นแน่นอน รอยแตกจึงน่าจะเกิดจากการกระแทกก่อนเข้าห้องเรียนตอนเช้า แต่เมื่อเด็กไม่ได้เล่าเหตุการณ์ให้ครูฟัง คุณครูจึงไม่อาจรู้ว่ามีการกระทบกระทั่งกัน และถ้าข้อมูลโรคประจำตัวไม่มีไปยังที่ครูดูแลที่ห้องพยาบาล ย่อมยากที่จะรู้ได้ว่าต้องระวังติดตามเป็นพิเศษ

ทุกวันนี้จำนวนนักเรียนต่อครูมีมากจนเกินกำลังที่จะดูแลได้ทั่วถึง แถมตำแหน่งของการบรรจุก็ไม่เอื้อให้มีพยาบาลเป็นผู้ดูแลเด็กได้ ทำให้ยิ่งขาดระบบที่จะดูแลเด็กเจ็บป่วย อุบัติเหตุในเด็กวัยเรียนเกิดขึ้นได้ง่ายด้วยความซน ความไม่รู้ของเด็กๆ บวกกับเครื่องเล่นมีสภาพไม่ปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงเรียน เช่น ประตูรั้วทำด้วยเหล็กอัลลอย ซึ่งมีน้ำหนักมากจนล้มทับเด็ก ชิงช้าหลุด ปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง เพราะเด็กๆ สมัยนี้ก็เล่นค่อนข้างโลดโผน เตือนยาก แถมสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเปลี่ยนไปสมัยหมอเป็นเด็กจะมีพี่โตๆ ช่วยคุณครูคอยดูแลน้องเล็ก ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มความระมัดระวังแล้ว ข้อดีก็คือฝึกนิสัยให้มีความเอื้ออาทรต่อกัน แทนที่พี่ๆ จะตั้งแก๊งข่มขู่น้องๆ กลายเป็นต้องคอยห่วงใยดูแลน้องๆ ส่วนเด็กๆ เองก็จะมีความเกรงใจรุ่นพี่ แต่สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่เหลือวัฒนธรรมแบบนี้เท่าไหร่นัก

การฝึกให้ดูแลซึ่งกันและกันจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด สมัยที่หมอเรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เด็กนักเรียนจะถูกปลูกฝังสำนึกที่เห็นอะไรที่อาจเป็นอันตรายต่อคนอื่นก็จะรีบแก้ไข ถ้าทำเองไม่ได้ก็ให้รีบบอกคุณครู ซึ่งคุณครูสมัยก่อนค่อนข้างต่างจากสมัยนี้มาก ครูจะมีความเป็นครูรักลูกศิษย์ ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองก็ให้ความเคารพเกรงใจ เดี๋ยวนี้กลายเป็นการเน้นผู้มีอุปการคุณกันมากเกินไป

นอกจากการดูแลซึ่งกันและกันแล้ว กิจกรรมกีฬาที่ต้องบังคับให้เด็กๆ ทุกคนมีทักษะเพราะหากเล่นไม่เป็นอาจตายได้ กีฬาที่ว่ามีชนิดเดียวคือกีฬาว่ายน้ำ เพราะหากตกน้ำก็จะได้ช่วยเหลือตัวเองให้รอดได้

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน เพราะความไม่รู้ คิดเพียงความสนุกสนานก็อาจประสบอุบัติเหตุได้ อีกเรื่องที่ก็เป็นเห็นกันมากมาย ผู้ใหญ่ปล่อยให้เด็กขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่งกันทั้งๆ ที่บางคนอายุยังไม่ถึงช่วงของการทำใบขับขี่เลย ความคะนองทำให้บิดกันน่ากลัวจริงๆ หมอได้ผ่าศพเด็กที่ขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่งมาก็มาก แหลกเหลวมากบ้าง น้อยบ้าง ซึ่งเคยลองเดินตามเข้าไปในความคิดของเขาก็ให้รู้สึกว่า ทำไมเขาถึงคะนองจนไม่กลัวความตายกัน หมอเองเวลาขี่มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานจะไม่กล้าขี่เร็วมาก เพราะเบรกยากแถมปัดง่ายเวลาเจอก้อนหินหรือทราย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

แถบชานเมืองที่หมอทำงานอยู่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นรุนแรงน่ากลัว เพราะนนทบุรี ปทุมธานีนี้ถือเป็นเมืองใหญ่ ผู้คนอาศัย มาก เป็นเมืองกำลังขยาย หมอได้เห็นอุบัติเหตุการจราจรหนักๆ บ่อยมากจากความคึกคะนอง แถมเวลาตรวจเลือดมักพบว่าเมามากกว่า 50% ที่สำคัญมีเด็กตกเป็นเหยื่อของอุบัติเหตุอยู่ค่อนข้างมาก

เด็กวัยรุ่นยังหาเงินเองไม่ได้ แต่ก็ดูจะมีพฤติกรรมฟุ่มเฟือยเกินตัว ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ คึกคะนองชอบแข่งรถ ฉุดสาว

สำหรับอุบัติเหตุจราจรโดยเฉพาะกรณีของมอเตอร์ไซค์มีการศึกษาพบว่าผู้ตายมักอายุน้อย รถที่ใช้เป็นรถยืมเขามาเป็นรถเก่า คนขี่มักไม่มีใบขับขี่ ชอบขี่ในที่ห้ามขี่ หรือฝ่าฝืนกฎจราจร และมักเมา ฟังแล้วก็ต้องบอกว่าใช่เลย อุบัติเหตุของไทยก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ

อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บในเด็กเกิดจากปัจจัยของเด็กเอง และจากผู้ใหญ่ซึ่งมีความตระหนักและใส่ใจน้อยลง

จากกรณีที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างแรกคือกรณีเด็กนักเรียนแปดขวบที่มีการกระแทกที่ศีรษะ ซึ่งบังเอิญไปตรงกับจุดอ่อนที่มีเส้นเลือดผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เลือดค่อยๆ ออกทีละนิด จึงทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาปวดหัวเนื่องจากเลือดออกในสมอง ในที่สุดจึงไม่สามารถผ่าตัดได้ทัน

จากการที่หมอได้มีส่วนเข้าร่วมในการแกะรอยการแตกของเส้นเลือด ก็เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องของอุบัติเหตุจากการเล่นกันในหมู่เด็กๆ แต่พ่อแม่ของเด็กมีความสะเทือนในที่ไม่ได้รับรู้อะไรเลย ดูจะมีแต่การพยายามปัดความรับผิดชอบอารมณ์ไม่พอใจจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ผู้คนพากันกังวลเรื่องการใช้กฎหมาย เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจึงพากันป้องกันตัวเอง จนลืมบทบาทหน้าที่ในเชิงของมนุษยธรรม เพราะอุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งคงต้องมีการชดเชยแน่นอน ดูจากกรณีคนไข้ที่มาโรงพยาบาลของรัฐในวันหยุดแล้วไม่มีแพทย์มาดูแล เนื่องจากทางโรงพยาบาลจัดให้มีแพทย์ปฏิบัติการเพียงคนเดียว หากแพทย์ติดภารกิจผ่าตัดคนไข้ในห้องผ่าตัด จนไม่อาจออกมาดูแลผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉินได้ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น คงไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณหมอโดยตรง แต่ทางโรงพยาบาลคงต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่นอน ทุกวันนี้มีการออกกฎหมายที่ดูแลชดเชยค่าเสียหาย ในกรณีที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในหน่วยงานของรัฐ โดยให้หน่วยงานที่เป็นนิติบุคคลเป็นผู้รับผิดชอบ แทนที่จะให้ผู้เสียหายฟ้องร้องตรงต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง หน่วยงานนั้นต้องจ่ายเงินชดเชย

ดังนั้นอุบัติเหตุในโรงเรียนก็สามารถใช้หลักการทางกฎหมายคล้ายกัน เพื่อที่จะให้ทางโรงเรียนคลายความกังวลเรื่องชดเชย หันมาดูแลแก้ปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้นกันอย่างเต็มที่ จะดีกว่า


(update 19 เมษายน 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 94 มกราคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600