การรณรงค์เด็กไทย ไม่กินหวาน


เด็กไทยเป็นโรคอ้วน 10%
เด็กไทยเป็นเบาหวานมากขึ้น
เด็กไทยเป็นโรคฟันผุ ถึง 90%

ทราบไหมว่า สาเหตุสำคัญก็คือ การกินน้ำตาลหรืออาหารหวานมากเกินไป ในปัจจุบัน คนไทยบริโภคน้ำตาลสูงขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคน้ำตาล เริ่มกลายเป็นปกติวิสัยของคนไทย ทำให้เราได้รับน้ำตาลมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำตาลที่เราบริโภคกันในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ได้อยู่ในขนมหวานแต่เพียงอย่างเดียว แต่แฝงอยู่ในอาหารทั่วๆ ไป อาทิ ผัดก็ใส่น้ำตาล แกงเผ็ดก็ใส่น้ำตาล แกงส้มก็หวาน น้ำพริกก็หวาน และยังมีเครื่องดื่มต่างๆ ประเภทน้ำหวาน น้ำอัดลมที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมอยู่ในปริมาณมาก

ในปี 2546 นี้จึงมีองค์กรหลายๆ แห่ง ร่วมมือกันจัดโครงการรณรงค์ เด็กไทยไม่กินหวานขึ้น ซึ่งก็คงมีกิจกรรมต่างๆ ออกไปสู่ประชาชน เพื่อให้เด็กไทยของเรามีสุขภาพดีขึ้น

น้ำตาล อาหารที่ให้พลังงาน
จริงๆ แล้วน้ำตาลเป็นอาหารจำพวกที่ให้พลังงาน ฉะนั้นเมื่อเรารู้สึกอ่อนเพลีย จึงอยากทานอะไรที่มีรสหวานเพราะจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที แต่พลังงานที่ได้จากน้ำตาลเป็นพลังงานว่างเปล่า (Empty calories) ซึ่งหมายถึง อาหารที่ให้พลังงาน แต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ยิ่งน้ำตาลที่ได้รับการฟอกสีออกไปมาก แร่ธาตุในธรรมชาติก็จะถูกกำจัดออกไปหมด เหลือแต่คาร์โบไฮเดรตเพียงตัวเดียว ฉะนั้นเมื่อติดนิสัยกินหวานมากๆ เลยทำให้อ้วนง่ายและเกิดโรคเบาหวานตามมา

อาหารหวาน ทำให้เสี่ยงฟันผุและโรคปริทันต์
โรคฟันผุเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่กับคราบอาหาร จะเปลี่ยนสารอาหารแป้งและน้ำตาลให้เป็นกรด ซึ่งจะไปทำลายแร่ธาตุ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อฟัน ทำให้เคลือบฟันที่อยู่ด้านนอกสุดเกิดเป็นรู กินเข้าไปถึงชั้นเนื้อฟัน และสามารถลุกลามเข้าไปในโพรงฟัน เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปวดฟันได้ เมื่อเรากินอาหารพวกแป้งและอาหารหวาน ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคฟันผุ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินจุกินจิบไม่เป็นเวลา เพราะเชื้อจุลินทรีย์ก็จะมีอาหารมาก เจริญเติบโตได้ดี และจะผลิตกรดออกมาทำลายฟันได้มาก

ในขณะเดียวกันเชื้อจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียยังทำให้เกิดเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์อักเสบได้ด้วย แบคทีเรียซึ่งสะสมอยู่บริเวณคอฟัน ซอกฟัน เจริญเติบโตขึ้น จากการใช้สารอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล แล้วปล่อยสารพิษ (toxin) ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเหงือก และถ้าหากการทำลายลุกลามต่อไป จนถึงกระดูกและอวัยวะอื่นๆ ที่รองรับรากฟัน ก็จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบหรือที่เรียกว่ารำมะนาด ในระยะนี้เหงือกจะอักเสบมาก มีหนองและมีฟันโยกได้

อาหารสำหรับสุขภาพช่องปาก
จากหลักฐานทางวิชาการสามารถสรุปได้ว่า น้ำตาลเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการทำให้เกิดโรคฟันผุ ซึ่งน้ำตาลในอาหาร แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ น้ำตาลธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหาร เช่น น้ำตาลในนมหรือผลไม้ และน้ำตาลสกัด เช่น น้ำตาลทรายซึ่งสกัดจากอ้อย น้ำตาลสกัดนี้มีผลต่อการเกิดฟันผุสูงกว่าน้ำตาลในธรรมชาติ

ฉะนั้นเพื่อเป็นการต้านฟันผุ และการเกิดโรคเหงือกอักเสบ จึงจำเป็นต้องควบคุมและลดอาหารพวกแป้งและน้ำตาล แต่การจะไม่ให้กินอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเลย ก็คงจะไม่ได้ เพราะแป้งและน้ำตาลเป็นแหล่งให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งจำเป็นต่อชีวิตของเรา การกินอาหารก็ต้องกินให้ครบทุกหมวดหมู่ ทั้งพวกข้าว แป้ง น้ำตาล พวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ไขมันจากสัตว์ จากพืช รวมทั้งผักและผลไม้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เราควรปรับพฤติกรรมการกินอาหาร พวกแป้งและน้ำตาล ให้ถูกต้องเหมาะสมและได้ประโยชน์เต็มที่โดย
  • ให้เลือกกินอาหารธรรมชาติ ไม่แปรรูป ให้เลือกกินอาหารที่ไม่เหนียว ไม่ติดฟันง่าย ให้ทานข้าวกล้อง ขนมปังผสมธัญพืชแทนข้าวขัดขาว ขนมปังขาว เป็นต้น

  • ลดจำนวนครั้งในการกินอาหารที่มีน้ำตาลผสม จำกัดการกินอาหารหวานให้อยู่เฉพาะในอาหารมื้อหลักเท่านั้น เพราะการกินอาหารที่มีน้ำตาลบ่อยๆ จะทำให้สภาวะในช่องปากเป็นกรด สมดุลของการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุจะเสียไป ทำให้มีโอกาสฟันผุได้มากขึ้น

  • ลดปริมาณน้ำตาลที่ใช้ผสมในอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ชา กาแฟ ฝึกทานอาหารรสหวานน้อยลง จนสามารถทานอาหารได้โดยไม่ต้องมีรสหวาน

  • เลี่ยงการกินอาหารที่ละลายช้า หรืออาหารที่ต้องอมอยู่ในปากนานๆ เช่น ลูกอมชนิดต่างๆ ขนมถุงชนิดกรอบที่ทำจากแป้ง

  • ทานผักสดให้มาก เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว แครอทและทานผลไม้ที่ไม่หวานมาก เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ หลังอาหาร เพื่อช่วยในการทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วย
    หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็ควรแปรงฟัน กำจัดเศษอาหารที่เหลือตกค้างในปากให้สะอาด วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น หรือย่างน้อยก็บ้วนปากแรงๆ ให้สะอาดหลังอาหารทุกมื้อ

  • สำหรับเด็ก ต้องไม่ปล่อยให้เด็กดูดนมหลับคาปาก น้ำตาลในนมที่ตกค้างอยู่ในปากตลอดคืน จะทำให้ฟันผุได้ ควรให้เด็กดื่มน้ำตามหลังจากการรับประทานน้ำเชื่อมลดไข้ แก้ไอเพื่อป้องกันน้ำตาลไม่ให้ตกค้างอยู่ในปาก ไม่ควรให้เด็กอมข้าวเป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ก็ควรพยายามให้เด็กลดการอมลูกกวาด ทอฟฟี่ และกินช็อกโกแลตลงบ้าง แต่การห้ามขาดคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่อาจให้เด็กบ้วนปาก หรือแปรงฟันหลังการกินขนมหวานต่างๆ ทุกครั้ง

  • ที่สำคัญควรจะแนะนำให้เด็กๆ กินให้เป็น กินอาหารให้ถูกส่วน ดูแลให้เขาดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องทุกวัน แปรงฟันให้ถูกวิธีมีประสิทธิภาพ ถ้ามีการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากดี โอกาสเกิดฟันผุก็น้อย และขณะเดียวกันถ้ามีการใช้ฟลูออไรด์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับฟัน โอกาสเกิดฟันผุก็จะน้อยด้วย ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ เป็นวิธีที่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะได้ใช้ทุกวันด้วยตนเอง จึงสะดวกและสามารถป้องกันฟันผุได้ผลด้วย
ดังนั้น หากเราต้องการมีสุขภาพช่องปากที่ดีแล้ว ต้องรู้จักสร้างเสริมพฤติกรรมที่ดี ทั้งเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาดอย่างทั่วถึง การใช้ฟลูออไรด์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ลดการบริโภคน้ำตาล ชนวนของการเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งจะทำให้เด็กไทยไม่อ้วน และเป็นโรคเบาหวานน้อยลงด้วย


(update 24 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600