เด็กไทยยุคใหม่ (ต้อง) ไม่กิน หวาน


จะเป็นไปได้มากน้อยสักแค่ไหน ถ้าต่อไปอาหารแวดล้อมรอบตัวเด็กไทยยุคใหม่จะปลอดรสชาติ "หวาน" ไม่ว่าจะเป็นนม อาหารเสริม หรือขนมขบเคี้ยว รวมทั้งน้ำอัดลม และลูกอมต่างๆ

ทุกครั้ง ที่คุณพ่อคุณแม่กำลังจะลงมือปรุงก๋วยเตี๋ยวสักชามหนึ่ง เคยใส่น้ำตาลสัก 4-5 ช้อนชาบ้างหรือเปล่าคะ หรือเวลาจะชงกาแฟหอมๆ ดื่มสักหนึ่งแก้วจะเหยาะน้ำตาลเข้าไปสัก 2-3 ช้อนชาเป็นอย่างต่ำ ตัวอย่างที่ว่านี้เรากำลังจะบอกคุณๆ ผู้อ่านค่ะว่า นั่นคือพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ติดรสชาติ "หวาน" เข้าให้แล้ว ซึ่งพฤติกรรมนี้นี่เองที่ชักนำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคฟันผุ โรคหวัด และโรคติดเชื้ออื่นๆ ตามมา

ในทำนองเดียวกัน ถ้าพฤติกรรมติด "หวาน" เริ่มเปลี่ยนจากในผู้ใหญ่ กลายเป็นเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กโดยเฉพาะ หนึ่งในนั้นมีลูกรักตัวน้อยของคุณรวมอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน โรคร้ายต่างๆ ที่มาพร้อมกับรสชาติหวานก็พร้อมจะรุมประดังประดามาเรื่อยๆ จะทำยังไงกันดี!

ถ้าคุณๆ ยังหาคำตอบไม่ได้ กลุ่มรณรงค์ผู้จัดทำ "โครงการเด็กไทยไม่กินหวาน" โดยการทำงานทั้งฝ่ายทันตแพทย์ นักโภชนาการ กุมารแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ ฯลฯ เขามีคำตอบง่ายๆ ฝากมาแนะนำกันต่อค่ะ แต่ก่อนอื่นเราอยากให้คุณๆ ผู้อ่านทราบถึงที่มาที่ไปของโครงการฯที่ว่านี้เสียก่อนว่า สถานการณ์การติดรสชาติ "หวาน" ในเด็กไทยขณะนี้ทวีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนแล้วคะ

เด็กไทยกินหวานมากขึ้นเกือบ 3 เท่า
ลองทายดูซิว่า เด็กไทยสมัยนี้กินน้ำตาลวันละประมาณกี่ช้อนชา 8 9 หรือ 10
คำตอบก็คือเด็กสมัยนี้กินน้ำตาลมากขึ้นกว่าเดิมเกือบ 3 เท่าตัว ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ว่า เด็กไม่ควรกินน้ำตาลเกินวันละ 6-7 ช้อนชา ก็เท่ากับว่าในวันหนึ่งๆ เด็กได้รับน้ำตาลประมาณ 18 ช้อนชาเชียวค่ะ ซึ่งตัวเลขที่มากถึงขนาดนี้คุณๆ พอจะนึกภาพต่อได้ไหมคะว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับลูกๆ ของเรา และเด็กไทยต่อไปในอนาคต

" โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคฟันผุ โรคหวัด และโรคติดเชื้อต่างๆ" อย่างไรล่ะค่ะ ที่จะเข้ามาคุกคามได้อย่างง่ายดายนัก และต้นตอของโรคภัยเหล่านี้ก็เริ่มต้นมาจากพฤติกรรมการกินของเรา ที่เป็นแบบอย่างให้ลูกเลียนแบบ รวมทั้งการสรรหาอาหารเหล่านี้มาป้อนลูกเราตั้งแต่เล็กแต่น้อยนั่นแหละค่ะ
ติด "หวาน" เพราะนมและอาหารเสริม
น.พ.จิตติวัฒน์ สุประสงค์สิน หนึ่งในนักวิชาการประจำ "โครงการเด็กไทยไม่กินหวาน" ขยายความให้เราฟังค่ะว่า เด็กไทยสมัยนี้เริ่มมีปัญหาฟันผุ รวมทั้งเกิดภาวะโรคอ้วน และโรคเบาหวานกันมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะเด็กบ้านเราพออายุ 4-6 เดือน ก็เริ่มต้นดูดนมขวดด้วยนมรสหวานกันแล้ว ต่อมาเมื่อถึงวัยต้องกินอาหารเสริม ก็ได้รับอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลเข้าไปอีก ทำให้โรคฟันผุ โรคอ้วน และโรคเบาหวานเกิดขึ้นกับเด็กยุคใหม่กันมากขึ้น โดยที่ตัวของพ่อแม่เองก็แทบไม่รู้ตัวเลยค่ะว่า เรากำลังผลักดันลูกของเราให้ก้าวไปสู่โรคภัยต่างๆ อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

" มีงานวิจัยเขาศึกษาออกมาว่า เด็กช่วง 0-3 ปี ถ้าได้เริ่มกินหวานเข้าไปแต่แรกแล้ว ต่อไปเขาจะเริ่ม 'ติด' คือถ้าไม่ได้กินจะรู้สึกหงุดหงิด แต่ถ้าได้กินแล้วจะมีความสุข การติดในรสหวานอย่างนี้จะทำให้พัฒนาไปสู่การกินอาหารที่มีรสชาติจัดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หวานจัด มันจัด และเค็มจัด ซึ่งการกินอาหารที่มีรสชาติจัดๆ จะทำให้เด็กที่กินยากอยู่แล้วผอมลง เพราะความหวานจะไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างฮอร์โมนบางตัวซึ่งจะไปยับยั้งความอยากอาหารให้มีน้อยลง ส่วนในเด็กที่อ้วนอยู่แล้ว เมื่อกินอาหารรสชาติหวานจะยิ่งอ้วนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนยับยั้งไม่อยู่"

นอกจากนั้นพฤติกรรมการกินแบบนี้จะช่วยเร่งให้ลูกของเราเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากขึ้นในอนาคตด้วยค่ะ
ติด "หวาน" เพราะลูกอม ขนมขบเคี้ยว
เด็กเมื่อพ้นวัยที่ต้องกิน "นม" และ "อาหารเสริม" แล้ว ใช่ว่าความเสี่ยงจากการกินอาหารที่มีรสชาติหวานจะน้อยลงตามไปด้วยนะคะ เพราะด่านต่อไปที่ลูกน้อยวัยอนุบาล และวัยประถมของเราต้องเผชิญก็คือ ลูกอม ขนมขบเคี้ยว และน้ำอัดลมค่ะ ซึ่งทั้งหมดดูเหมือนจะกลายเป็นอาหารที่คู่กันกับเด็กๆ ในยุคปัจจุบันไปแล้ว

เรื่องการกินอาหารดังกล่าว ท.ญ.สุณี วงศ์คงคาเทพ ทันตแพทย์หญิงจากกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัยเคยกล่าวไว้ในงานสัมมนาเรื่อง "เกณฑ์แบ่งระดับความเสี่ยงของขนมที่เชื่อมโยงกับโรคฟันผุในเด็กไทย" ไว้ว่าเด็กไทยส่วนใหญ่มักนิยมกินขนมกรุบกรอบที่ทำมาจากแป้งมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงไปก็เป็นขนมจำพวกตัวดูด มันฝรั่ง น้ำหวานที่เป็นสีๆ และน้ำอัดลมตามลำดับ ซึ่งขนมทั้งหมดล้วนมีน้ำตาลซูโครสเป็นส่วนประกอบ มากบ้างน้อยบ้างลดหลั่นกันไป

ครั้นเมื่อเด็กเล็กๆ กินบ่อยๆ ในปริมาณที่มาก พฤติกรรมแบบนี้จะเร่งให้ฟันของลูกผุก่อนกำหนดได้ และเมื่อลูกกลายเป็นเด็กฟันหลอไปแล้ว โรคติดเชื้อในช่องปากจะเกิดขึ้นและลามไปสู่การติดเชื้อในอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้ง่ายค่ะ เช่น โรคต่อมน้ำเหลืองโต โรคลมพิษ โรคหวัดเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ

ดังนั้น บทสรุปของวงสัมมนาในวันนั้นจึงลงความเห็นว่า พ่อแม่ควรจำกัดให้ลูกได้กินขนมขบเคี้ยว ลูกอม ขนมหวาน และน้ำอัดลมไม่เกิน 3 ครั้ง/วัน และถ้าจะให้ดีควรกินหลังอาหารเพื่อลดภาวะการเกิดฟันผุ นอกจากนั้นเวลาปรุงอาหารให้เด็กเล็กๆ พยายามอย่าใส่น้ำตาลลงไป หรือถ้าจำเป็นต้องใส่ ควรใส่ในปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ
เมื่อลูกไม่กิน "หวาน"
อาจมีคำถามที่ยังคงค้างคาใจคุณพ่อคุณแม่อีกหลายอย่างหลายประการใช่ไหมคะว่า ถ้าไม่ให้ลูกดื่มนม หรือกินอาหารเสริมที่มีรสหวาน รวมทั้งลูกอม ขนมหวานๆ แล้วพอจะมีทางเลือกอื่นๆ ให้กับเขาอีกหรือไม่
ขอนำคำตอบบางส่วนที่คุณหมอจิตติวัฒน์ สุประสงค์สินได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาบอกเล่ากันค่ะ
รสชาติขนาดไหนที่เรียกว่า "หวาน"
ถ้าจะถามผมว่า "หวาน" ในทีนี้ครอบคลุมเรื่องอะไรผมจะเน้นไปที่ความหวานในรสชาติ คือให้พ่อแม่พยายามหลีกเลี่ยงอาหาร หรือสิ่งที่มีรสหวานในเด็กเล็ก ยกเว้นกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ในส่วนของความหวานที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ผลไม้ที่มีรสชาติหวานๆ อย่างกล้วย เป็นต้น
แต่ในส่วนของอาหารที่เราปรุงแต่งขึ้นมา ไม่ควรจะเติมรสชาติหวานซึ่งในที่นี้ก็คือ น้ำตาลเข้าไป เพราะถ้าตั้งแต่ต้น เด็กได้รับความหวานเข้าให้แล้ว เขาจะเริ่มติด คือ รสหวานจะไปกระตุ้นให้เขาเกิดความอยากความหวานขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ ในคราวต่อไป ทำให้เด็กกลายเป็นคนรับประทานอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวานจัด เค็มจัด มันจัด
ถ้าที่บ้านกินรสจืด พอออกไปนอกบ้านยังมีโอกาสติดหวานอีกไหม
ถ้าเด็กเริ่มต้นด้วยอาหารที่มีรสชาติจืด หรือปราศจากน้ำตาลใดๆ เด็กเขาจะติดรสชาติ "จืด" ดังนั้นเวลาออกไปนอกบ้านแล้วต้องเจอกับอาหารรสชาติ "หวาน" กว่าที่บ้าน เขาอาจจะติดรสหวานได้ แต่โอกาสจะช้ากว่าเด็กที่กินหวานที่บ้านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราปูพฤติกรรมตอนเด็กให้เขาอย่างดี และแข็งแรง ต่อไปก็ยากที่เขาจะติดีรสหวานเหมือนเด็กคนอื่นๆ

ถ้าจะให้เลิกกินนมผงสำเร็จรูปและอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำตาล แล้วมีทางเลือกอื่นๆ อีกหรือไม่

ทางทีมงานนักวิจัย รวมทั้งผู้ผลิตสินค้านมผงสำเร็จรูป และอาหารเสริมสามารถรวมตัวกัน ประสานการทำงานเพื่อลงมือค้นคว้าวิจัยหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ไม่ใส่น้ำตาล โดยทีมนักวิจัยลงมือปฏิบัติเปลี่ยนแปลงสูตรนมหรืออาหารเสริมขึ้นมาใหม่ ขอเพียงผู้ผลิตสินค้าช่วยเหลือเราทางด้านเงินทุน สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก และทั้งหมดก็เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของเด็กไทยในยุคต่อไป
สู่เส้นทางปลอดรสชาติ "หวาน"
ในส่วนนี้น.พ.จิตติวัฒน์ สุประสงค์สิน นักวิชาการประจำ "โครงการเด็กไทยไม่กินหวาน" เสนอแนะผ่านมาทางเราค่ะว่า ถ้าครอบครัวไหนไม่อยากให้ลูกติดรสชาติ "หวาน" ตั้งแต่เล็กๆ ก่อนอื่นควรเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ลูกได้ดื่มนมผงสำเร็จรูป ที่เติมน้ำตาลซูโครสเข้าไป

พอลูกเข้าสู่วัยที่ต้องกินอาหารเสริมแล้ว เราควรเลือกอาหารที่มีความหวานตามธรรมชาติ เช่น กล้วย มากกว่าอาหารเสริมสำเร็จรูปที่มีรสชาติหวาน และเมื่อลูกเข้าสู่วัยอนุบาล การปรุงอาหารต่างๆ ไม่ควรใส่น้ำตาลเข้าไปเลย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะธรรมดาแล้วลูกจะได้รับน้ำตาลจากการกินข้าว ก๋วยเตี๋ยว มะกะโรนี หรืออาหารจำพวกแป้งเพียงพออยู่แล้วค่ะ

สำหรับเด็กโตขึ้นมาหน่อย เราอาจจำเป็นต้องจำกัดการกินขนมขบเคี้ยว ลูกอม น้ำอัดลม หรือขนมหวานอื่นๆ โดยมีข้อแม้เรื่องเวลากินว่าต้องเป็นช่วงหลังอาหาร หรือจำกัดปริมาณที่กินไม่ให้มากเกินไป

" ที่สำคัญควรให้ลูกรู้สึกว่าของหวานๆ ทุกประเภทคือขนม ดังนั้นเวลาจะกินต้องมีข้อจำกัด เช่น ถ้าจะกินไอศกรีมก็ไม่ต้องกินขนมกรุบกรอบ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อจำกัดนี้เหมาะจะใช้กับเด็กวัยเล็กๆ
พอเด็กอายุ 3 ปี ขึ้นไปแล้ว พ่อแม่ควรจะต้องให้ความรู้กับลูกควรกินอะไรหรือไม่ควรกินอะไร อย่างไหนมีประโยชน์อย่างไหนไม่มีประโยชน์เพื่อสร้างพฤติกรรมการกินที่ดีให้ติดตัวไปตลอด รวมทั้งเป็นข้อมูลสำหรับลูกในการตัดสินเลือกกิน เพราะต่อไปเขาจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่า จะกินขนมหวานๆ หรือไม่"
เรื่องการติดรสชาติ "หวาน" ในเด็กไทยยุคใหม่สามารถบรรเทาเบาบางลงได้อย่างแน่นอนค่ะ ขอเพียงให้คุณแม่ยุคใหม่ทั้งหลายพยายามเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการให้นมผงสำเร็จรูปที่อุดมไปด้วยน้ำตาล

นอกจากนั้นก่อนจะอนุญาตให้ลูกกินขนมหวานๆ จำพวกขนมขบเคี้ยว ลูกอม หรือน้ำอัดลม ควรมีข้อจำกัดบางประการให้เขาด้วย เพื่อฝึกวินัยในการกินที่ดีให้กับเขาต่อไปอย่างไรละค่ะ


(update 16 เมษายน 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 242 มีนาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600