ผิวต้องขาวเนียนเรียบไร้สิว รักแร้ต้องขาวพร้อมยกแขนโชว์ได้ทุกเวลา
ฟันจะยื่นจะเหยินหรือไม่ไม่สน ยังไงยิ้มแล้วต้องเห็นฟันเหล็กเป็นพอ
หุ่นต้องผอมเพรียวบางได้รูป ต้อง
ต้อง
ต้อง
ฯลฯ
ทุกอย่างคงลงตัวแน่ล่ะค่ะ ถ้าเผอิญเกิดมาพร้อมลักษณะที่เข้ากับเทรนด์สมัยนิยม
แต่ถ้าไม่ล่ะ เด็กๆ ต้องดิ้นรนขนาดไหน พ่อแม่ต้องควักกระเป๋ากันเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่
เพียงเพื่อให้ลูกเป็นได้อย่างที่ใครๆ เขาเป็นกัน คิดแล้วเหนื่อยแทนจังค่ะ
ที่พูดมาเนี่ยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น หรือมีให้เห็นกันในหนูๆ วัยอนุบาลหรอกนะคะ
เพราะเด็กวัยนี้ยังสุขสนุกกับการวิ่งเล่น คบเพื่อนตามประสาเด็กๆ อยู่ ไม่ค่อยได้ใส่ใจกับรูปร่าง
หน้าตาตัวเอง และคนอื่นๆ เท่าไหร่ แต่ที่ต้องพูดถึงเพราะอีกหน่อยไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่า
จะเกิดมีให้เห็นหรือเปล่า ก็กระแสบริโภคนิยมนับวันจะมาแรง และรุกล้ำความเป็นเด็กเข้าไปทุกที
จนบางครั้งรู้สึกเหมือนๆ กับว่า เด็กๆ ถูกดึงให้กระโดดข้ามวัยเด็กไปสู่วัยสาวเร็วเกินไป
อย่างที่ให้เด็กมาอวดโฉมประชันกันในชุดว่ายน้ำจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันให้ครึกโครมนั้น
ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ใหญ่ที่เขาจัด เขาคิดอะไรกันอยู่ แต่ที่แน่ๆ คิดว่า
เด็กตกเป็นเครื่องมือทางการค้าของผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว
แน่นอนค่ะ เราห้ามกระแสสังคมไม่ได้ ดังนั้น เลยอยากเชิญชวนให้คุณพ่อคุณแม่หันกลับมาที่บ้าน
มาสร้างภูมิคุ้มกันไว้ที่ตัวเรา และลูกของเราดีกว่าค่ะ ภูมิคุ้มกันที่จะเป็นเกราะช่วยให้ลูกเราเติบโตไปเป็นเด็กวัยรุ่น
ผู้ใหญ่ ที่รู้จักและหาคุณค่าของตัวเองจากภายใน โดยไม่คล้อยไปตามกระแสอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ก็คือการสร้างความพึงพอใจในตัวเองในทุกๆ ด้านให้เกิดขึ้นในจิตใจลูก แม้แต่เรื่องง่ายๆ
ใกล้ตัวอย่างร่างกายของตัวเอง
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกเข้าวัยรุ่น หรือโตไปกว่านี้เลย เราสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วัยอนุบาลนี่ล่ะค่ะ
เพราะเป็นวัยที่ปลูกฝัง และเรียนรู้อะไรได้ง่าย แล้วเมื่อเริ่มปลูกฝังและสม่ำเสมอในการปฏิบัติแล้ว
พอถึงวัยที่เขาเติบโตเป็นวัยรุ่น ความรู้สึกนี้ก็จะงอกงาม และแข็งแรงมากพอที่จะทานกระแสเหล่านั้น
ได้ดีทีเดียวค่ะ
สร้างคุณค่าไว้ในใจลูก
พ่อแม่ต้องยืนอยู่บนความเชื่อมั่น เป็นตัวของตัวเอง
และเป็นต้นแบบของการนิยมชมชอบในสิ่งที่ถูกต้อง
- พ่อแม่ต้องแสดงออกถึงความพึงพอใจในความเป็นตัวเองให้ลูกรู้สึกได้
- ชื่นชมผู้คน เด็กๆ เพื่อนๆ ของลูก ตัวลูกเอง หรือแม้กระทั่งดารา
ตัวละครในการ์ตูน รายการทีวี จากความประพฤติ การกระทำที่ดี น่ารัก น่าเอ็นดู
- เป็นแบบในเรื่องการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล
สอนให้รู้ เข้าใจ และเคารพในความแตกต่าง หาโอกาสให้ลูกได้ไปสัมผัสกับผู้คนที่แตกต่างจากตัวเขา
แตกต่างทั้งอายุ เพศ วัฒนธรรม เช่น พาไปเที่ยวงานประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวแบบโฮมสเตย์
ไปร่วมกิจกรรมสาธารณะที่มีผู้คนหลากหลาย ไปช่วยเหลือผู้คนที่ด้อยโอกาสกว่า
เขาจะค่อยรู้ไปเองว่าในโลกเรามีคนที่แตกต่างหลากหลายจากตัวเองและได้ฝึกให้ลูกเป็นเด็กที่รู้จักปรับตัวกับผู้คน
สถานการณ์ สถานที่ที่แตกต่างได้ง่าย
สอนคุณธรรมอื่นๆ เช่น การแบ่งปัน มารยาท การควบคุมอารมณ์ ความอดทน ความซื่อสัตย์
การรู้จักแพ้ ชนะ ฯลฯ ตามที่วัยของเขาจะรับได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
เพราะเรื่องเหล่านี้จะเป็นส่วนช่วยให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ และซึบไปได้ว่า
การจะเป็นที่ยอมรับของใครได้ ไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างหรือสิ่งของตามอย่างที่ใครๆ มี หรือเป็นกัน
แต่เราเป็นที่ยอมรับของใครๆ ได้ด้วยการประพฤติดีกับคนอื่น แล้วอย่าลืมนะคะ ทุกครั้งที่ลูกทำได้
ชื่นชม และบอกให้เขารับรู้ด้วย
หาความถนัดด้านอื่นให้ลูก ส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ฝึกฝนตามความสนใจ
และความสามารถอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เอาไว้อวดว่าลูกฉันมีดี เจ๋งเหนือลูกใคร
หรือฮิตไปตามกระแส แต่มีไว้ให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเองจากความสามารถที่มีอยู่ในตัว
อย่าใช้ลักษณะทางกาย เช่น ตัวเล็ก ตัวโต สูง เตี้ย อ้วน ผอม ดำ ขาว ตาหยี ฯลฯ
มาเป็นเงื่อนไขในการทำกิจกรรมกับเด็กตลอดเวลา เช่น ตัวเล็กต้องได้ก่อน
เป็นพี่ต้องยอมน้องหรือรับผิดเสมอ เข้าแถวที่โรงเรียนคนตัวสูงไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลังเสมอไป
แต่ให้ใช้จุดเด่นที่แตกต่างเหล่านั้นแสดงให้เด็กเห็นว่าเราสามารถใช้สิ่งเหล่านั้นมาเอื้อเฟื้อ
และช่วยเหลือกันได้ ทำนองเดียวกันกับราชสีห์กับหนูนั่นแหละ
สถานการณ์บั่นทอนคุณค่าในจิตใจลูก
เหตุการณ์เหล่านี้ บางทีก็เป็นตัวสร้างความไม่พึงพอใจในตัวเองให้เกิดกับเด็กๆ
ได้โดยที่คุณเองอาจไม่ทันได้นึกถึง
อาการเห่อลูกคนเล็กเกินเหตุ ของคุณหรือผู้ใหญ่ในบ้าน เข้าใจแหละว่าเด็กตัวเล็กอย่างเก่งก็ร้องกวน
ไม่ได้รู้วิธีดื้อซนเหมือนเจ้าตัวโต แถมยังดูจิ้มลิ้มชวนหลงอยู่ไม่น้อย เลยพากันชื่นชมความน่ารักน่าชัง
จนลืมหัวจิตหัวใจเจ้าคนพี่ไป หลายครั้งเลยได้ยินหัวอกคนพี่ร่ำๆ ออกมาว่า "อยากมีผมงอนๆ
หรือ มีบุ๋มๆ ที่แก้ม (ลักยิ้ม) หรือ
เหมือนน้องบ้าง" นั่นก็เพราะอยากให้ใครๆ หันกลับมาชื่นชมสนใจเหมือนก่อน
ถ้าเจ้าคนโตต้องเผชิญกับเรื่องนี้ไปนานๆ นอกจากจะลดทอนความพอใจในตัวเองแล้ว
ยังทำให้ลูกมีพฤติกรรมถดถอย เช่น กลับไปกินนมขวด ขอดูดนมแม่ พูดไม่ชัด
อุจจาระปัสสาวะรดทั้งๆ ที่ผ่านพัฒนาการช่วงนี้ไปแล้ว หรือไม่ยอมกินข้าวเอง
ก็ในเมื่อมีอย่างที่น้องมีไม่ได้ ก็ทำพฤติกรรมอย่างที่น้องทำ พ่อแม่
ใครๆ จะได้กลับมาสนใจเหมือนเดิม
หยอกเอินแบบล้อเลียน หยิบลักษณะบางอย่างของลูกมาเป็นจุดล้อเลียนแบบไม่ได้ตั้งใจ
ทั้งที่ใจจริงแล้วเรียกเพราะความเอ็นดู แต่บางทีมันกระทบใจลูกนะคะ เช่น หมูน้อย
ไอ้อ้วนของแม่ น้องแห้ง เป็นต้น ช่วงที่ต้องให้กำลังใจ และให้ความเข้าใจกับลูกมากหน่อย
ก็ตอนฟันคู่หน้าร่วงเปิดโชว์ช่องปากน้อยๆ นี่ล่ะ (ประมาณ 5-6 ขวบ บางคนอาจเร็วหรือช้ากว่านี้)
บางทีเด็กไม่ได้รู้สึกอายหรอก แต่พอโดนทักเข้าหน่อยเลยพาลไม่อยากยิ้มเอาเลยก็มี
อย่าสร้างภาระให้ลูก เพราะพ่อแม่ผู้ใหญ่บางคนชอบเห็นเด็กเล็กๆ อ้วนจ้ำม่ำ น่ารักดี
เลยปล่อยปละไม่ดูแล ฝึกหัดนิสัยการกินที่ไม่เหมาะให้ลูกทั้งที่เป็นวัยทองของการฝึกหัด
พอความน่ารักช่วงวัยเล็กๆ ผ่านไป และนิสัยการกินอยู่ยังไม่ถูกต้องเหมาะสม
ลูกก็ต้องเผชิญกับปัญหาอ้วนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แล้วถ้าเขาอ่อนไหวกับสายตาของคนรอบข้าง
เขาก็จะหันไปพึ่งยาลดความอ้วนอย่างที่วัยรุ่นเดี๋ยวนี้นิยมกัน
ความรู้สึกรัก และพึงพอใจในตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นจากการพร่ำบอก
แต่เกิดจากการได้สัมผัส ซึมซับจากสิ่งแวดล้อม คุณจึงเป็นคนสำคัญที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ช่วยให้ลูกรัก
และพอใจในความเป็นตัวเองได้ดีที่สุด เริ่มกันตั้งแต่วัยนี้เลยดีมั้ยคะ
(update 26 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 94 สิงหาคม 2546 ]
|