จะกระตุ้นให้ลูกอยากรู้อยากเห็นต้องมีเทคนิคค่ะ
และทำอย่างพอเหมาะ อย่าเคี่ยวเข็ญ
เพื่อนดิฉันคนหนึ่งเธอเป็นครูค่ะ เป็นครูที่ไม่เคยคิดจะลาออกไปทำงานที่รายได้ดีกว่า
หรือเรียกร้องว่าคุณครูควรจะได้เงินเดือนมากกว่าอาชีพอื่น เธอบอกว่า จนแบบนี้ละสมกับเป็นครูในอุดมคติ
เพราะความจนติดดินทำให้เธอสัมผัสได้ว่าลูกศิษย์ตัวน้อยของเธอที่ดูหงอยๆ เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่ได้โง่
แต่อาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง ทำให้รู้ว่าคนทุกคนต้องการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง
เด็กเรียบร้อย เด็กเกเร เมื่อใดที่ตอบสนองถูกจุด ทุกคนดีขึ้นได้
เธอชอบการเป็นครู และบอกว่าชอบสอนเด็กประถม เพราะกำลังเป็นวัยอยากรู้อยากเห็น
เล่าอะไรให้ฟังก็จะตั้งอกตั้งใจฟังตาแป๋ว และมีคำถามตลกๆ มาถามเธอเสมอ
ดิฉันดีใจแทนเด็กๆ จริงๆ เพราะเธอเป็นครูที่เข้าอกเข้าใจลูกศิษย์วันซนของเธอดี
ผิดกับครูประถมส่วนใหญ่ที่มักจะมองเด็กวัยนี้ว่าหมื่นทะโมน ช่างจ้อ ลุกลี้ลุกล้น ไม่ก็เหม่อลอยฝันกลางวัน
แล้วครูก็ใช้เวลาไปกับการจัดระเบียบห้องจนไม่มีเวลาสนองตอบความอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ
ความอยากรู้อยากเห็นค่อยๆ ฝ่อไปจากใจเด็กในที่สุด วัยที่กำลังเปี่ยมไปด้วยพลังกลายเป็นหนูเชื่องๆ
ตามแต่ครูจะสั่งให้ทำ
ดิฉันเปิดตำราว่าด้วยพัฒนาการของเด็กวัยประถมต้น เขาบอกว่า วัยนี้เป็นวัยที่เด็กมองโลกด้วยสายตาที่ตื่นเต้น
เร้าใจ สงสัยใคร่รู้ไปเสียหมด ชอบเรื่องการผจญภัย เป็นวัยแห่งการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ
(ฝรั่งเรียกช่วงวัยนี้ว่า Discovery Years) เป็นวัยที่เข้าสู่โลกของการเรียนรู้
ทีนี้อยู่ที่ว่า ผู้ใหญ่จะช่วยเปิดประตูแห่งการเรียนรู้ให้ลูกได้กว้างแค่ไหน หรือจะปิดประตูเสียตั้งแต่เริ่มต้น
ดิฉันอยากให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า เราจะหวังพึ่งโรงเรียนช่วยไขประตูความอยากรู้อยากเห็น
ให้ลูกเราไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ เพราะโรงเรียน คุณครูต้องดูแลเด็กจำนวนมาก
ไม่สามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นที่เด็กแต่ละคนมีแตกต่างกันไปได้ทุกคน
พ่อแม่นี่ละซึ่งใกล้ชิดลูกของตัวมากที่สุด รู้จักลูกมากที่สุด เป็นผู้หล่อเลี้ยง ใส่ปุ๋ยความอยากรู้อยากเห็นของลูกให้เติบโตงอกงาม
กลายเป็นความรอบรู้ความสามารถได้มากที่สุด
จะเปิดประตูความอยากรู้อยากเห็นสู่โลกแห่งการเรียนรู้ ทั้งสมอง กาย และใจ พ่อแม่ช่วยได้ดังนี้ค่ะ
- สนใจฟังในสิ่งที่ลูกพูดหรือถาม พยายามตอบ หรือตั้งคำถามกลับเพื่อให้ลูกไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
- จัดหาสื่อเสริมความรอบรู้ เช่น หนังสืออ่านเสริมต่างๆ ที่มีภาพประกอบและการนำเสนอน่าสนใจ
รายการสารคดีต่างๆ ซีดีรอมความรู้ ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์
- พาไปแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีหลากหลาย อาทิ พิพิธภัณฑ์เด็ก พิพิธภัณฑ์มด
พิพิธภัณฑ์พืช พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ฯลฯ วัด สถานที่ทางประวัติศาสตร์ หอศิลป์
(ติดตามได้จากคอลัมน์แหล่งเรียนรู้ ของ tk&f ค่ะ) การแสดงนิทรรศการ เป็นต้น
- ส่งเสริมให้ลูกมีงานอดิเรกและมีเวลาเล่นมากๆ ไม่ใช่เล่นเกมนะคะ (ถ้าลูกติดเกมเสียแล้ว จะไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น)
เล่นของเล่นต่างๆ เล่นรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ และเล่นกลางแจ้ง เราจะสังเกตเห็นความถนัด
ความสนใจของลูกได้จากเล่นหรืองานอดิเรกของเขานี่ละค่ะ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์หลายๆ
คนต่อยอดความสนใจมาจากการเล่นในวัยเด็ก
- สังเกตว่าลูกกำลังสนใจอะไร แล้วรีบสนับสนุน ส่งเสริมต่อยอด เช่นเห็นลูกกำลังสนใจแมลง
ก็หาหนังสือเกี่ยวกับแมลงมาให้ดู หรือพาไปพิพิธภัณฑ์มด ชวนดูสารคดีเกี่ยวกับแมลง เป็นต้น
- อ่านหนังสือเรียนของลูก แล้วดูว่าเราจะช่วยเสริมการเรียนรู้ของลูกในเรื่องที่เรียนได้อย่างไรบ้าง
เช่น ลูกกำลังเรียนเรื่องตาวเคราะห์ ก็พาลูกไปท้องฟ้าจำลอง ดูสารคดีหรือหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสาตร์เสริมความเข้าใจ
- ชื่นชมในสิ่งที่เขาทำ แม้จะเป็นเรื่องเล่นๆ เช่น งานศิลปะ งานประดิษฐ์ ฯลฯ หรือจะลงมือทำ/เล่นกับลูกด้วย
(แต่อย่าทำแทนนะ) ก็ยิ่งสนุกไปกันใหญ่
- จะกระตุ้นให้ลูกอยากรู้อยากเห็นต้องมีเทคนิคค่ะ และทำอย่างพอเหมาะ อย่าเคี่ยวเข็ญ
จัดหาข้าวของเสริมการเรียนรู้ให้ลูกมากเกินไป ควรเสริมความสนใจลูกทีละเรื่อง เช่น ตอนนี้สนใจแมลง
ก็ค่อยๆ ให้เรียนรู้ต่อยอดเรื่องแมลงไปก่อน ดูจังหวะเหมาะว่าจะเชื่อมโยงเรื่องแมลงกับเรื่องอื่นๆ อย่างไร
เช่น แมลงกับเคมีในร่างกาย แมลงกับระบบนิเวศ แมลงกับพืช เป็นต้น
- อยากให้ลูกอยากรู้อยากเห็น พ่อแม่ต้องอยากรู้อยากเห็นด้วย (ไม่ใช่ 'สอดรู้สอดเห็น' นะ) มีหูตากว้างไกล
เขามีอะไรที่ไหน (จะได้พาลูกไปดู) รักการเรียนรู้ รักการอ่าน ซึ่งจะช่วยลูกได้มากในเรื่องการให้คำตอบ
แนะแหล่งความรู้ให้ลูกไปค้นหาต่อ
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ สำคัญอยู่ที่คุณพ่อหรือคุณแม่คนใดคนหนึ่งควรมีเวลาร่วมสนุกกับโลกของการเรียนรู้ของลูกด้วยนะคะ
บางบ้านจัดหาวัสดุอุปกรณ์เสริมความรู้ให้เพียบ แต่ไม่มีเวลาอ่านหนังสือกับลูก หนังสือแพงๆ ที่อุตส่าห์สรรหามาให้เลยแทบไม่ได้เปิด
ของเล่นเสริมทักษะและการเรียนรู้ที่มีอยู่ ลูกไม่รู้จะเล่นกับใคร ไม่สนุก หยิบจับครั้งเดียวแล้วไม่เหลียวแลอีก
พ่อแม่ที่ไม่มีเวลาใกล้ชิดลูก จะไม่รู้หรอกว่าลูกกำลังสนใจอะไร...
... เมื่อไม่รู้ แล้วจะต่อยอดความสนใจของลูกได้อย่างไรจริงไหมคะ
(update 13 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 103 ตุลาคม 2547 ]
|