ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ต เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของเราในหลายๆ ด้าน
หนึ่งในนั้นคือด้านการศึกษา ที่มีการนำประโยชน์ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนี้มาใช้
เพื่อเอื้อกับการจัดการศึกษาที่เน้นตอบสนองความสนใจของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
จัดกระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เปิดช่องทางและโอกาสทางการศึกษาให้กว้างขึ้นในทุกระดับ...
เกิดเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ที่เราเรียกกันว่า e-learning นั่นเองค่ะ
เปิดโลกกว้างกับ e-learning
e-learning ย่อมาจาก electronic learning คือการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต
อินทราเน็ต เอ็กเทอร์เน็ต ดาวเทียม วีดีโอเทป แผ่นซีดี ฯลฯ แต่ปัจจุบันมีการใช้ความหมายที่เฉพาะเจาะจง
ให้เข้าใจตรงกันว่า e-learning คือการเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นการเรียนทางไกลในรูปแบบของห้องเรียนเสมือนจริง
ที่มีลักษณะสำคัญคือ
- Anywhere Anytime เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
- ผู้เรียนมีอิสระเต็มที่ จะเลือกเรียนเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้โดยมีบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ตอบสนองการสื่อสารได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบหากเทียบกับการเรียนในห้องเรียนปกติ
ที่ต้องมีการกำหนดเวลาสถานที่แน่นอน เป็นการขยายฐานการศึกษาไปยังกลุ่มผู้เรียนได้กว้างขึ้น
- Multimedia ใช้สื่อผสมนำเสนอเนื้อหา
- เนื่องจากบรรยากาศการเรียนที่ผู้เรียนต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงคนเดียว
วิธีการนำเสนอบทเรียนจึงต้องน่าสนใจ... ปัจจุบันเนื้อหา e-learning ทั่วๆ ไปที่เห็นเป็นข้อความประกอบภาพกราฟฟิก
เหมือนอ่านหนังสือเป็นอีบุกส์นั้น จะดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้น้อยกว่าการนำเสนอแบบเคลื่อนไหว
ครบทั้งภาพ เสียง และมีการโต้ตอบได้ ดังนั้นการผลิตสื่อ e-learning จึงต้องเน้นให้การเรียนการสอนนั้นมีความเสมือนจริงมากที่สุด
โดยอาศัยการนำเทคโนโลยีการผลิตสื่อมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันมีที่นิยมอยู่ 4 แบบ คือ
- 1. Streaming Media การเรียนการสอนโดยใช้วิดีโอเป็นสื่อ มีเอกสาร
พาวเวอร์พอยต์ประกอบแล้วส่งไปยังระบบเครือข่าย ผู้เรียนดาวน์โหลดไปเรียนไป มีภาพวิดีโอ
ครูผู้สอน พูดบรรยาย สามารถเลื่อนเนื้อหาได้ตามต้องการ มีแบบทดสอบในตัว
เหมาะกับวิชาที่อาศัยการบรรยาย สรุปรายละเอียดเนื้อหาเป็นหลัก
- 2. Macromedia Flash ใช้สร้างสื่อ Interactive เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ อาจจะทำเป็นเกม
วิธีการสร้างค่อนข้างยาก จะเสียเวลามาก เหมาะกับหลักสูตรที่มีการเวิร์กชอป การปฏิบัติ
เน้นการเรียนแบบมีส่วนร่วม เช่น วิชาเคมีที่ต้องผสมสารเคมี ทำให้เห็นว่าผสมตัวนี้แล้วได้อะไร
เกิดค่าอะไรเกิดขึ้น จะมีการสร้างภาพจำลองให้เห็นได้ เป็นต้น
- 3. Broadband Technology -- เป็นชนิดของความเร็วสูง สื่อสามารถส่งผ่านไปยังผู้เรียนได้สะดวก รวดเร็ว
ครบถ้วนในลักษณะ vdo conference ทั่วไป เหมือนเรียนทางไกล ต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูง
- 4. Simulation การสร้างสถานการณ์จำลอง ให้ผู้เรียนเห็นภาพได้ชัดขึ้น
ต้องใช้การคิดร่วมกันของหลายฝ่ายทั้งผู้ผลิตหลักสูตรและผู้ผลิตสื่อมาช่วยกันดีไซน์รูปแบบว่า
เนื้อหาแบบไหนจะใช้เทคโนโลยีแบบใดผู้เรียนจึงจะเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น
ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ควบคู่กันได้ค่ะ ดังนั้นการจะเลือกเรียนหลักสูตรใด
ก็ต้องพิจารณาถึงรูปแบบการนำเสนอที่เสริมกันนี้ด้วยนะคะ
- Non-linear เข้าถึงเนื้อหาได้ตามความต้องการ
- ให้ผู้เรียนควบคุมการเรียนด้วยตนเอง เลือกเรียนได้ตามจังหวะความสนใจ
และลำดับเนื้อหาตามพื้นฐานความรู้ความถนัดของตนได้ เช่น หลักสูตรมี 10 บท
หากบทที่ 1 ผู้เรียนมีพื้นความรู้อยู่แล้ว จะข้ามไปเรียนบทต่อไปเลยก็ได้
- Interaction มีช่องทางการติดต่อสื่อสารสะดวก
- สื่อสารโต้ตอบกับเนื้อหาบทเรียนได้ โดยผ่านกิจกรรมการทำแบบฝึกหัด
แบบทดสอบที่สามารถตรวจสอบความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง และมี link ไปยังห้องสมุดออนไลน์
หรือแหล่งสืบค้นข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนได้
- สื่อสารโต้ตอบกับผู้อื่นได้ เพื่อปรึกษา ซักถามข้อสงสัย แสดงความคิดเห็นต่างๆ
ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนหรือกับเพื่อนๆ ผ่านการเขียนข้อความใน webboard คุยกันใน chatroom
หรือ ICQ การส่งจดหมายทาง e-mail การประชุมอภิปรายด้วย vdo conference ฯลฯ
- Immedia Response แสดงผลตอบกลับได้ทันที
- ในการทดสอบ ประเมินผล การวัดผล ทั้งก่อนและหลังการเรียน เพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น
ต้องมีการออกแบบให้ประมวลผลกลับมาให้รู้ได้ในทันที
บันได 5 ขั้น สู่บทเรียนออนไลน์
การเลือกเรียนหลักสูตร e-learning ต้องเข้าใจธรรมชาติของการเรียนออนไลน์
ว่ามีรูปแบบต่างจากการเรียนในห้องเรียนปกติ ผู้เรียนต้องควบคุมบทเรียนด้วยตัวเอง
และพูดคุยมีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อนๆ โดยผ่านเครื่องมือสื่อสารในรูปแบบต่างๆ...
ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรเข้ามามีบทบาทช่วยลูกในการตัดสินใจเลือกเรียน e-learning โดยคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้
1. เตรียมความพร้อม
อันดับแรกต้องมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ โดยใช้สเปกเครื่องพื้นฐานทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีสเปกเครื่องสูง
ส่วนโปรแกรมเสริมสามารถดาวน์โหลดในอินเตอร์เน็ตได้... ผู้เรียนต้องมีความสนใจและถนัดการใช้คอมพิวเตอร์
ใช้อินเทอร์เนตเพื่อการสื่อสารได้คล่องแคล่ว จัดสรรเวลาเรียนลงตัว สถานที่เหมาะสม ไม่มีเสียงอึกทึก
มีแสงสว่างเพียงพอและเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งจะอยู่ประมาณ 200-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการจัดทำ
ปริมาณ และระยะเวลาเรียนของหลักสูตรนั้นๆ แม้จะถูกกว่าเมื่อเทียบกับการเรียนกวดวิชา เรียนพิเศษ
แต่ก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมด้วย
2. ค้นหาแหล่งเปิดสอน e-learning
หลักๆ คือใช้ search engine หาจากในอินเทอร์เนตหรือจากแหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ของสถาบันการศึกษา
หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งของภาครัฐและเอกชน หาดูหลายๆ แห่งเพื่อมาเปรียบเทียบกัน
ในขั้นแรกควรพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของหน่วยงานเป็นหลัก เพื่อตรวจสอบถึงที่มาของเนื้อหานั้นๆ
ต่อไปว่าได้มาตรฐานหรือไม่
3. พิจารณาระบบการบริหารจัดการหลักสูตร
ระบบการบริหารจัดการหลักสูตร หรือที่เรียกว่า ELS Electronic Learning System ที่มีประสิทธิภาพนั้น
ย่อมทำให้เรามั่นใจในหลักสูตรที่จะเรียนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
แต่มีจุดประสงค์หลักคล้ายกันคือเน้นในการเรียน e-learning นั้นเหมือนเรียนอยู่ในห้องเรียนมากที่สุด
จึงต้องคำนึงถึงเรื่องของการสร้างหลักสูตร การทดสอบและประเมินผล การสร้างเนื้อหา ตัวช่วยเหลือ
และการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล เช่น บางแห่งมีระบบที่ช่วยให้ผู้ปกครองติดตามผลการเรียนของผู้เรียนได้ตลอดเวลา
เพียงใส่ user name และ password ก็จะรู้ได้ว่าลูกเข้าเรียนจริงไหม เรียนถึงไหน ผลการเรียนเป็นยังไง เป็นต้น
จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะช่วยลูกดูว่าแต่ละแห่งมีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะกับการเรียนรู้ของลูก
อาจสอบถามจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงหรือถามจากผู้มีประสบการณ์เรียน e-learning มาก่อนก็ได้
4. เลือกหลักสูตร
เมื่อรู้ว่ามีที่ไหนแล้ว ต่อไปก็มาดูว่ามีหลักสูตรที่เราสนใจหรือเปล่า โดยหลักสูตรที่เปิดสอนส่วนใหญ่
ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเริ่มจากระดับมัธยม อุดมศึกษา วัยทำงาน ไปจนถึงชาวต่างชาติ มีตั้งแต่วิชาพื้นฐานทั่วไปในระดับมัธยม
ภาษาต่างประเทศ คอมพิวเตอร์ หลักธุรกิจพื้นฐานการแต่งเพลง การแปล การเขียนสารคดี วิชาชีพเฉพาะด้านอื่นๆ ฯลฯ
แต่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ หลักสูตรด้านภาษาและคอมพิวเตอร์
ควรพิจารณารายละเอียดของหลักสูตรนั้นๆ ให้ตรงกับความต้องการ ว่าเป็นระยะสั้นหรือยาว
(เฉลี่ยประมาณ 2-6 เดือน) มีกี่บทกี่ตอน เทคโนโลยีที่ใช้นำเสนอเหมาะสมกับบทเรียนไหม
โดยส่วนใหญ่จะมีตัวอย่างบทเรียนให้ทดลองเรียกก็ควรใช้สิทธิ์นั้น
เพื่อจะได้แน่ใจว่าถ้าเรียนแล้วจะได้รับประโยชน์เต็มที่ และควรดูว่ามีสัดส่วนวิธีการเรียนเป็นแบบไหน
เช่นบางแห่งให้เรียน e-learning 100% เต็ม แต่บางหลักสูตรอาจแบ่งเป็น e-learning 70% และอีก 30% เป็นการจัดอบรม
อภิปรายแบบห้องเรียนปกติ รวมไปถึงการประเมินผล ทั้งการทดสอบในอินเทอร์เน็ตและในห้องเรียน
เพราะบางหลักสูตรอาจมีการจัดสอบพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการใบวุฒิบัตรรับรอง แต่บางหลักสูตรอาจไม่มี เป็นต้น
นอกจากนี้การทราบที่มาของหลักสูตรก็สำคัญ รู้ว่าใครเป็นผู้ออกแบบเนื้อหา มีที่มาที่ไปอย่างไร
จะนำไปสู่การตัดสินใจเลือกหลักสูตรที่ถูกต้อง... ในที่นี้จึงขอนำกระบวนการผลิตหลักสูตรของศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่ง
จุฬาฯ มาเป็นตัวอย่างนะคะ... เริ่มด้วยการคัดเลือกอาจารย์หรือวิทยากรที่มีความถนัดตรงกับหลักสูตรมาเขียนเนื้อหา
และทำงานร่วมกับนักออกแบบสื่อ ช่วยกันวิเคราะห์ออกมาเป็นบทเรียนว่าเนื้อหาแบบนี้เหมาะกับการนำเสนอแบบไหน
พอได้แล้วก็นำไปจัดองค์ประกอบผลิตออกมาเป็นสื่อการสอนให้วิทยากรตรวจสอบ
พอผ่านก็นำไปทดสอบใช้งานจริงกับกลุ่มเป้าหมายประมาณ 30 คนเข้ามาทดสอบว่าบทเรียนนั้นๆ
ได้ผลหรือไม่ ดีไม่ดีอย่างไร พอผ่านก็ออกไปเป็นสื่อที่สมบูรณ์ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องมาปรับแก้และทดสอบอีกครั้ง
ซึ่งในการผลิตสื่อ e-learning นี้ใช้เวลา 3 เดือน 1 ปี และอัปเดตให้ทันสมัยทั้งเนื้อหาวิชาและเทคโนโลยีเป็นรายเดือน
5. ลงทะเบียนเรียนออนไลน์
เมื่อเลือกได้ว่าจะเรียนอะไรหรือได้ทดลองเรียนจนแน่ใจว่า หลักสูตรนั้นเหมาะสมกับตัวเองแล้ว
ต่อไปก็ถึงขั้นตอนการสมัคร ปัจจุบันจะเน้นความสะดวก รวดเร็ว เป็นสำคัญ เพียงกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มใบสมัครที่มีให้
ระบุวิธีการชำระเงินที่สะดวกมีให้เลือกหลายแบบทั้งหักบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต หรือ ธนาณัติ
เมื่อสมัครและมีการตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ทางหน่วยงานที่เปิดสอน e-learning นั้นๆ
จะจัดส่ง user name และ password ให้ทาง e-mail เพื่อใช้เข้าบทเรียน ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินการควรไม่เกิน 1 วัน
หลังจากตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นในเว็บไซต์ควรระบุสถานที่ เบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานให้ชัดเจน
เมื่อสมัครแล้ว บทบาทก็จะตกอยู่กับผู้เรียนเป็นสำคัญแล้วทบทวน และประเมินผล
เนื่องจากการขอสอบเพื่อรับใบวุฒิบัตรรับรองการผ่านหลักสูตรนั้นยังมีข้อจำกัดบางอย่าง
และในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับรองมาตรฐานของ e-learning นี้โดยตรง
ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ในการเรียน e-learning อาจดูจากผลประเมินในแบบทดสอบที่ทำในบทเรียน
และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหลัก เช่น เรียนคอร์สภาษาแล้วมีทักษะทางภาษานั้นๆ ดีขึ้นหรือไม่ เป็นต้น
หากมองโดยรวมแล้ว e-learning ดูจะมีข้อได้เปรียบกว่าการเรียนแบบปกติตรงทีเรียนอะไร ที่ไหน
เมื่อไหร่ แบบตามใจฉัน แต่ก็ยังมีสิ่งพึงระวังที่มักมาพร้อมกับทุกเรื่องที่เป็นกระแสนิยมของสังคมเสมอ
คือคุณภาพของหลักสูตร และมาตรฐานของการประเมินผล
แม้ปัจจุบันกลุ่มหลักที่เข้ามาเรียน e-learning จะเป็นวัยทำงานที่ต้องการเสริมทักษะเฉพาะด้านก็ตาม
แต่ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะขยายไปยังกลุ่มนักเรียนนักศึกษามากขึ้นเห็นได้จากการเปิดหลักสูตรติวเอ็นทรานซ์ออนไลน์
ของจุฬาฯ ที่รวมข้อสอบเอ็นทรานซ์ทั้ง 11 รายวิชามาให้ลองทดสอบได้ฟรี ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก
และส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาตามหลักสูตรใหม่
ที่เน้นให้ครูมีบทบาทการผลิตสื่อการสอนที่สร้างสรรค์และกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน
ซึ่ง e-learning เป็นสื่อเสริมประกอบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพหากมีการจัดการที่เหมาะสม
...จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสังคมยุคโลกไร้พรมแดนนี้ที่จะกล่าวว่า e-learning เป็นช่องทางการเรียนรู้แห่งยุคสมัยนะคะ...
(update 13 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 100 กรกฎาคม 2547 ]
|