ตั้งแต่ภารดรฟีเวอร์เป็นต้นมา คนที่บ้าน
หมายถึงพ่อของลูกกับเจ้าลูกชายนั่นละค่ะ
ก็ถืออำนาจของเสียงส่วนมาก (2 ใน 3) ยึดพื้นที่หน้าจอทีวี เฝ้าดูแต่กีฬาฮาเฮประสาคอเดียวกัน
วันหนึ่งเจ้าลูกชายบ่นกับพ่อว่า
" พ่อว่ามั้ย คนไทยนี่เก่งแต่เล่นกีฬาเดี่ยวๆ เนอะ ที่เล่นเป็นทีมไม่เห็นเอาไหน"
" คนไทยไม่เก่งเรื่องทีมเวิร์กหรอก อยากจะเก่งซะคนเดียว ไม่เด่นไม่ดังก็ไม่เล่นด้วย" พ่อผสมโรง
" แล้วตัวเองไม่ใช่คนไทยรึไง" ฉันประชดเข้าให้ หมั่นไส้มานานแล้ว
พ่อลูกคู่นี้
เป็นทีมเวิร์กกันดีนัก!!
ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า คำว่า 'ทีมเวิร์ก' นี่สำคัญไปทุกที่ทุกสถานการณ์
ไม่ใช่แค่ในสนามกีฬาเท่านั้นนะ แม้แต่อยู่ร่วมกันในครอบครัวอย่างนี้ พ่อกับลูกชายเขาเป็นทีมเวิร์กที่ดี
ก็หายห่วง หรือบ้านไหนพ่อกับแม่จับมือกันเป็นทีมเวิร์ก ต่างคนต่างทำบทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างดี
ช่วยเหลือ ใส่ใจกัน รับรองว่าต้องเลี้ยงลูก (ลูกของเรา
ไม่ใช่ลูกฟุตบอลนะคะ) ได้ดีแน่ๆ
ดูเหมือนว่า การรู้จักทำงานเป็นทีมเวิร์กจะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตของคนเรา
ดูอย่างเจ้าลูกชายนายเดี่ยวนั่นสิคะ ปีนี้ขึ้นม.1 การเรียนยุคปฏิรูปฯ ที่เป็นแบบ child-center
ทำให้มีการบ้านเป็นงานกลุ่มมากขึ้น เจ้าเดี่ยวบ่นพึม เพื่อนๆ ไม่ยอมช่วยทำงานเลย
" ไม่เป็นทีมเวิร์กเลยแม่ เดี่ยวทำอยู่คนเดียว"
" แล้วทำไมไม่แบ่งงานให้เพื่อนๆ เขาไปทำคนละอย่างล่ะ"
" ก็แบ่งแล้ว แต่มันทำไม่ได้เรื่องนี่แม่"
" การทำงานเป็นทีม มันไม่ได้อย่างใจเราไปทุกอย่างหรอกน่า"
เห็นมั้ยคะว่า การจะกะเกณฑ์ให้คนหลายๆ คนมาทำงานเป็นทีมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เพราะแต่ละคนก็แตกต่างกันทั้งนิสัยใจคอ ความสามารถ ความถนัด
แล้วเมื่อมาอยู่ด้วยกันก็เหมือนจับปูใส่กระด้ง
แบบนี้ถ้าอยู่ในวัยเรียน ยังพอมั่วๆ ถูๆ ไถๆ ไปได้ แต่ถ้าออกไปทำงานแล้วนี่สิ ขืนยังทำงานเป็นทีมกับเขาไม่ได้
แย่แน่ๆ ความสามารถในการทำงานเป็นทีม เป็นคุณสมบัติข้อแรกๆ ที่คนทำงานแทบทุกประเภทต้องมีค่ะ
เพราะถึงเก่งอย่างไร แต่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาในการทำงานมากมาย
จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องใส่ใจค่ะแม้ว่าลูกจะเรียนเก่ง เป็นที่หนึ่งของห้องก็ตาม
เพราะในโรงเรียนมักไม่ค่อยเน้นเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เวลาครูสั่งให้เด็กแบ่งกลุ่มกันทำงาน
ก็ไม่ได้สอนก่อนว่าการทำงานเป็นทีมเป็นอย่างไร เลยเกิดปัญหาว่าเด็กคนไหนรับผิดชอบดี
ก็ต้องรับไปทำคนเดียว หรือเด็กเก่งบางคน เพื่อนทำไม่ถูกใจ กลัวได้คะแนนน้อย
ก็เอางานมาทำเองซะคนเดียว ความตั้งใจที่จะให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นทีมจึงไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ถ้าที่โรงเรียนไม่สอนเรื่องนี้ พ่อแม่ต้องสอนค่ะ ไม่ใช่สอนปากเปล่านะคะ
เป็นเรื่องที่ต้องฝึกกันอยู่เรื่อยๆ ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ
- ฝึกให้รู้จักแบ่งงานกับผู้อื่น
ฝึกกันง่ายๆ ด้วยการทำงานบ้านร่วมกับพ่อแม่ พี่น้องนี้ละค่ะ
ว่าแต่ว่าคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้จะมีเวลาทำงานบ้านกับลูกหรือเปล่าเท่านั้น
แล้วถ้ากลัวว่าพี่น้องจะเกี่ยงงานกัน ก็เรียกลูกทุกคนมาทำงานร่วมกันกับพ่อหรือแม่ก่อน
เช่น แม่ขัดห้องน้ำด้านนี้ พี่ขัดด้านโน้น น้องขัดอีกด้าน
ต่อไปค่อยให้ลูกทำกันเอง
และแบ่งงานตามกำลังหรือความถนัดของเด็กแต่ละคน เช่น พี่ขัดพื้นห้องน้ำ
น้องช่วยขัดอ่างล้างหน้า เป็นต้น
บ้านที่มีลูกหลายคนจะได้เปรียบกว่าในการสอนลูกเรื่องทำงานเป็นทีมค่ะ
เมื่อลูกชินกับการที่ทุกคนในบ้านทำงานร่วมกันแล้ว ค่อยให้พี่น้องแบ่งงานกันเอง
เช่น พี่คนโตหุงข้าวทำกับข้าว คนกลางยังทำไม่เป็นก็ล้างจาน น้องเล็กยังเล็กอยู่แต่ก็ช่วยล้างผักได้ เป็นต้น
เมื่อลูกทำได้ดี ก็ชมเขาด้วยนะคะ
ลูกจะได้เรียนรู้ว่างานนั้นมีไว้แบ่งกันทำ ไม่ใช่เป็นภาระของคนใดคนหนึ่ง
และการช่วยกันทำงานเป็นเรื่องสนุก ไม่หนักเหนื่อย และที่สำคัญได้เรียนรู้ว่าควรแบ่งงานกันอย่างไร
รู้ว่าจะต้องแบ่งงานกันอย่างไรแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การทำงานเป็นทีมราบรื่นค่ะ
สมาชิกในกลุ่มจะต้องคิดร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมกันก่อน พยายามให้ลูกเรียนรู้ว่าจะต้องเปิดโอกาสให้คนอื่น
ได้ออกความคิดเห็นด้วย ตัวอย่างเช่น วันอาทิตย์นี้มอบหมายให้ลูกช่วยกันทำอาหาร
ก็แนะลูกให้ถามความคิดเห็นของทุกคนดูก่อนว่าใครอยากจะกินอะไรกันบ้าง แต่จะทำทั้งหมดก็มากไป
ก็ต้องมาพิจารณาร่วมกันว่ารายการไหนจะทำหรือไม่ เพราะอะไร ถ้าไม่ทำ
เป็นไปได้มั้ยที่จะทำในวันหยุดคราวหน้า ซึ่งจะทำให้ได้รับความพอใจกันทุกฝ่าย
สอนให้ลูกรู้ว่าในการแสดงความคิดเห็นของเรานั้น ย่อมมีทั้งคนเห็นด้วยและขัดแย้ง
แต่ก็ต้องใช้เหตุผลในการตัดสินใจและต้องยอมรับกฎกติกาที่ตั้งร่วมกัน เช่น
จะทำอาหารแค่ 4 อย่างเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องตัดรายการที่บางคนเสนอไป เป็นต้น
เชื่อว่าในชีวิตการทำงานของคุณพ่อหรือคุณแม่นั้นมีประสบการณ์มากมาย
เล่าให้ลูกฟังเรื่องการทำงานเป็นทีม การจัดการกับความขัดแย้งภายในทีมงาน
การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานกลุ่ม หรือยกเอาเหตุการณ์รอบตัวมาเป็นตัวอย่างในเรื่องของทีมเวิร์ก
อย่างเช่น ถ้าดูทีวี มีการถ่ายทอดคอนเสิร์ต ก็ชี้ให้ลูกเห็นว่า เขาต้องมีทีมงานมากมาย
แต่ละคนก็มีความสำคัญต่างๆ กันไป แม้แต่คนทำความสะอาด
แล้วเขาจะทำงานให้ดีได้ต้องประสานการทำงานกันอย่างดี
- ฝึกสื่อสาร สร้างอารมณ์ขัน
ในการทำงานเป็นทีม หรือทำงานกลุ่ม บ่อยครั้งลูกอาจจะบ่นอึดอัดใจ ไม่พอใจเพื่อนร่วมกลุ่ม
แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร เรื่องแบบนี้ต้องฝึกค่ะ ฝึกลูกให้แสดงความคิดเห็นบ่อยๆ
กระตุ้นให้ลูกคิดหาเหตุผลโต้แย้งในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย หรือยืนยันในความคิดของตัวเอง
ฝึกด้วยคำพูดทำนองว่า
"ลูกคิดว่ายังไง" "ทำไมถึงคิดยังงั้นล่ะ" "ทำไมไม่เห็นด้วยล่ะ"
"ถ้าไม่ทำอย่างที่แม่บอก ลูกคิดว่าจะทำยังไงดี" และสอนลูกให้รู้จักต่อรอง พบกันครึ่งทาง
อีกอย่างที่สำคัญ สอนลูกให้รู้ว่าอารมณ์ขันจะช่วยแก้ไขคลี่คลายความขัดแย้งในทีมงานได้ดี
ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ถ้าไม่มีการคลี่คลาย ก็จะทำให้เกิดความร้าวฉาน จนทำงานไม่สำเร็จ
- รู้จักขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
ลูกของคุณพ่อคุณแม่แบกรับภาระงานกลุ่มไว้คนเดียว
อาจจะเพราะไม่รู้จักเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ก็ได้ค่ะ
โดยเฉพาะคนพูดน้อยหรือพูดไม่ค่อยเป็น ขี้เกรงใจคน ลองดูนะคะ ว่าลูกเป็นอย่างนี้หรือเปล่า
ถ้าใช่ แนะวิธีพูดขอให้เพื่อนช่วยงาน เช่น "เรามาแบ่งงานกันทำดีกว่า จะได้ไม่เหนื่อย"
"เธอพิมพ์งานเร็ว ช่วยพิมพ์หน่อยนะ"
หรือถ้าดูท่าว่าเพื่อนๆ จะไม่ยอมช่วยเลย
ก็พูดกันตรงๆ ว่า "นี่งานกลุ่มนะ จะให้เราทำคนเดียวได้ยังไง" ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักยืดหยุ่น
เพื่อนบางคนอาจจะขาดแคลนอุปกรณ์ในการทำงาน ก็อาจให้งานอย่างอื่นซึ่งอาจจะดูเหมือนสบายกว่าเพื่อน
ก็ต้องยืดหยุ่นบ้าง ไม่จำเป็นว่าจะต้องแบ่งงานให้เท่ากันเดี๊ยะทุกคน
การรู้จักทำงานเป็นทีม นับวันจะเป็นคุณสมบัติที่การทำงานยุคใหม่ต้องการมากขึ้นทุกที
ฝึกลูกเสียแต่วันนี้นะคะ วันหน้าความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมค่ะ
(update 8 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 94 มกราคม 2547 ]
|