การที่ลูกอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น คือความปรารถนาพื้นฐานสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเรียนทุกคนนะคะ
แต่คุณจะทำอย่างไร หากผลการเรียนในสมุดพกตอนปลายเทอมแจ้งว่า ลูกคุณไม่ผ่านในหลายวิชา
อะ...อ๊ะ อย่าเชียวนะ อย่าเพิ่งไปตีโพยตีพายเอากับลูกว่าลูกไม่ฉลาด ขี้เกียจ หรือไม่ใส่ใจในการเรียน
เพราะนั่นอาจไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง พานจะให้ลูกหมดกำลังใจไปเปล่าๆ ลองหันมาสังเกตกระบวนการเรียนรู้ของลูกกันดีกว่า
เริ่มจากถามไถ่ถึงปัญหาการเรียนของเขา ถ้าลูกยังอธิบายไม่ได้ คราวนี้ลองไปดูที่สมุดการบ้าน
หากพบว่าลูกเขียนผิดแบบเดิมบ่อยๆ มีรอยลบสกปรกเลอะเทอะ เขียนสลับระหว่างพยัญชนะหัวเข้าและหัวออก
เช่น ถ เขียนเป็น ภ เขียนกลับด้านแบบที่ต้องใช้กระจกเงาส่องอ่าน หรือแก้โจทย์ปัญหาเลขต่างๆ ไม่ได้ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าลูกคุณอาจมีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า LD ได้ค่ะ
สัญญาณบอกลูกเป็น LD
LD หรือ Learning Disabilities คือความบกพร่องด้านการเรียนรู้ ที่แสดงออกมาในรูปของปัญหาการอ่าน
การเขียน การสะกดคำ การคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง
ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ปัจจุบันมีเด็กไทยที่เข้าข่ายมีปัญหาการเรียนรู้
จนส่งผลให้อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้นี้แล้วกว่า 600,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.6 ของประชากรวัยเรียนทีเดียวค่ะ
เด็ก LD มีระดับสติปัญญา (IQ) ปกติหรือสูงกว่าปกติได้ในบางคน จึงไม่ใช่หรือไม่เหมือนกลุ่มเด็กบกพร่องทางสติปัญญานะคะ
เด็ก LD จึงสามารถเรียนรู้ได้ หากได้รับการเลี้ยงดูโดยวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็ก LD นี้
จะไม่มีเป็นแบบสูตรสำเร็จ แต่ต้องอาศัยการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคลไป
เพราะบางครั้งพฤติกรรมหรืออาการบางอย่างก็ไปซ้อนทับกับลักษณะของเด็กที่ขาดความพร้อมด้านอื่นๆ ได้
อย่างกรณีการเขียนตัวหนังสือใหญ่เท่าหม้อแกง เขียนไม่ตรงบรรทัด บังคับลายมือตัวเองไม่ได้
อาจเป็นลักษณะที่ซ้อนกับเด็กที่กล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง ดังนั้นเมื่อฝึกการใช้กล้ามเนื้อให้แข็งแรงแล้ว
ถ้าไม่ใช่เด็ก LD ก็จะเขียนเป็นปกติ แต่ถ้าเป็น LD ก็จะยังคงเขียนแบบเดิม ทั้งที่กล้ามเนื้อมือแข็งแรงแล้ว เป็นต้น
นอกจากนี้เด็ก LD บางคนอาจมีอาการสมาธิสั้นร่วมด้วย
ดังนั้นในขั้นต้นต้องรู้ว่าเด็กเป็น LD จริงหรือไม่ เป็นแบบใด อยู่ในระดับไหนให้ได้ก่อน
จึงจะนำไปสู่การค้นหาว่าเด็กคนนี้จะเรียนได้ดีในวิธีการแบบไหน ซึ่งควรเป็นการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญนะคะ
LD มีหลายด้าน
โดยปกติกระบวนการทำงานของสมองจะประกอบด้วยการรับสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัส
ผ่านกระบวนการแปลความแล้วจึงมีการตอบสนอง สำหรับเด็ก LD แล้ว ประสาทสัมผัสของเด็กกลุ่มนี้ไม่มีปัญหา
คือหูได้ยิน ตามองเห็น แต่จะมาบกพร่องตรงกระบวนการแปลความหมายในสมอง
ทำให้แสดงผลตอบสนองออกมาอย่างผิดปกตินั่นเองค่ะ
หากจะสังเกตเด็กเล็กๆ ว่าเป็น LD หรือไม่ อาจดูว่าลูกสับสนเรื่องทิศทางไหม แยกซ้าย ขวา บน ล่าง ได้หรือเปล่า
เล่าเรื่องเรียงลำดับก่อนหลังได้ไหม ซึ่งถ้าทำไม่ได้ก็มีโอกาสเข้าข่ายเป็น LD ค่ะ แต่ปัญหาใหญ่ของเด็ก LD
จะเกิดขึ้นเมื่อลูกเข้าเรียน เพราะเด็กจะมีปัญหาด้านการเรียนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจแบ่งความบกพร่องได้ 4 ด้านคือ
ด้านการเขียนและสะกดคำ
- เด็กจะลากเส้นวนๆ ซ้ำๆ ไม่แน่ใจว่าจะเขียนหัวเข้าหรือหัวออก
เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น น-ม, ภ-ถ, ต-ค, b-d, 6-9
- เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
- เขียนเรียงลำดับ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนทีละตัวได้
- เขียนพยัญชนะกลับกัน คล้ายมองกระจกเงา
- สะกดคำผิด เช่น บดบาด (บทบาท) แพด (แพทย์)
- เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวหนังสือเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ไม่มีช่องไฟ
- จับดินสอแน่นมาก ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายๆ ครั้ง
ด้านการอ่าน
- อ่านช้า ลำบากในการอ่าน จะต้องสะกดคำก่อนจึงจะอ่านได้
- อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
- อ่านเดาจากอักษรตัวแรก เช่น บาท เป็นบทที่, เมื่อนั้น เป็น บัดนั้น เป็นต้น
- อ่านข้าม อ่านเพิ่ม อ่านสลับคำ เช่น กรน อ่านเป็น นรก, กลม เป็น กมล เป็นต้น
- ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
- จับใจความสำคัญหรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้
ด้านการคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์
- ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข แยกแยะหลักหน่วย สิบ ร้อย พัน... ไม่ได้
- นับเลขไปข้างหน้าหรือนับย้อนหลังไม่ได้
- จำสูตรคูณไม่ได้
- เขียนตัวเลขสลับตำแหน่งกัน เช่น จาก 12 เป็น 21
- เอาตัวเลขน้อยลบออกจากตัวเลขมาก เช่น 35-8 = 27 เด็กจะเอา 5 ลบออก 8
เพราะมองว่า 5 เป็นเลขจำนวนน้อย แทนที่จะมองว่า 5 เป็นตัวแทนของ 15
- ยุ่งยากในตีความโจทย์ปัญหา แม้จะเป็นโจทย์ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนก็ตาม
- จะคำนวณเลขจากซ้ายไปขวา แทนที่จะเป็นขวาไปซ้าย
- ไม่เข้าใจเรื่องเวลา
ด้านปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์
- บ่ายเบี่ยง หลีกเลี่ยงการอ่าน การเขียน อ้างว่าทำสมุดการบ้านหาย
- ดื้อเงียบ ครูสั่งการบ้านก็ไม่ทำ จนมองว่าเด็กขี้เกียจ ไม่มีสมาธิในการเรียน
- เมื่อทำผิดมักกล่าวโทษว่าครูสอนไม่ดี เพื่อนชอบแกล้ง
- รู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้ ไม่อยากไปโรงเรียน
- ความจำสั้น สอนวันนี้ พรุ่งนี้ลืมแล้ว
- รู้สึกด้อย ขาดความมั่นใจในตัวเอง จากการถูกมองว่าไม่เอาถ่าน
- มักตอบคำถามเป็นปฏิเสธ เช่น ไม่รู้ ไม่ทราบ ทำไม่ได้
- บางคนอาจทำตัวเป็นตัวตลกในห้องเรียนเพื่อกลบเกลื่อนความบกพร่องของตน
- อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ หงุดหงิดง่าย ไม่อดทน
- หากถูกจ้ำจี้จ้ำไชมากๆ อาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว
- ไม่รู้สึกขำในคำพูดที่ตลก
- ไม่ลึกซึ้งในความหมายของคำ และความรู้สึกที่ผู้เขียนสื่อต่อผู้อ่าน
นี่เป็นเพียงตัวอย่างความบกพร่อง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจได้จากการสังเกตเวลาสอนการบ้านลูก
คุยกับลูก และครูประจำชั้น แล้วมาประเมินว่าลูกเข้าข่ายเป็น LD หรือไม่
เพื่อจะได้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงการแก้ไขในรายละเอียดต่อไปค่ะ
เพราะเด็กแต่ละคนมีจุดบกพร่องที่ต่างกัน
และแม้ว่าแพทย์ระบุชัดว่าลูกคุณเป็น LD ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ
เพราะมีการยืนยันในหลักวิชาการแล้วว่าเด็ก LD สามารถเรียนรู้ได้
เด็ก LD ก็เก่งได้
แม้จะเรียกว่าเป็นเด็กที่บกพร่องด้านการเรียนรู้ แต่เด็ก LD ก็ยังเรียนรู้ได้นะคะ
ไม่อย่างนั้นเด็กที่เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะอ่านหนังสือไม่ออก อย่างไอน์สไตน์
คงไม่ประสบความสำเร็จเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องได้หรอก
การช่วยเหลือเด็ก LD ที่สำคัญก็คือ การจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละรายนั่นเอง เด็ก LD
แต่ละคนจะมีสไตล์การเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน ต้องเลือกใช้การเรียนในช่องทางที่เขาสามารถรับได้ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการสอน
และการประเมินผล ให้ตรงจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น
ดังกรณีตัวอย่างที่ ศ.ศรียา นิยมธรรม ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มศว.ให้ไว้ว่า...
ในเด็ก LD ที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน ถ้าให้มาทำข้อสอบแบบเป็นตัวเลือก 100 ข้อ เขาจะอ่านและกามั่วเลย
เพราะเขาจะเห็นเป็นตัวหนังสือกระโดดอยู่ อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่อยากอ่าน
ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องมามองที่จุดประสงค์ว่าข้อสอบนี้จะวัดความสามารถในการอ่านของเด็ก หรือวัดความเข้าใจในเนื้อหา
หากเป็นอย่างหลัง ก็อาจเปลี่ยนวิธีการสอบมาเป็นอ่านให้ฟังแทนที่จะให้เด็กอ่านเอง เด็กก็จะตอบได้
ซึ่งในเด็กบางคนการเรียนรู้จากการฟังและใช้ภาพประกอบจะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้
นี่เองคือโจทย์สำคัญสำหรับครูและผู้ปกครอง ที่จะต้องช่วยเหลือการเรียนรู้ของลูก
เพราะเมื่อเด็กได้รับการดูแลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างเหมาะสม เด็กจะเริ่มสนใจอ่านเขียนมากขึ้น
อย่างไรก็ตามเรารู้แล้วว่า เด็ก LD มีความบกพร่องเฉพาะเรื่องเรียน ดังนั้นในทักษะด้านอื่นๆ
เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ เด็กจึงยังสามารถพัฒนาได้ หากมีการส่งเสริมที่ถูกทาง
แม้ความบกพร่องทางการเรียนรู้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
แต่สามารถเรียนรู้เพื่อเอาชนะข้อบกพร่องที่มีอยู่นี้ได้ค่ะ
ลูกจะก้าวข้ามกำแพงแห่งอุปสรรคนี้ไปได้หรือไม่ นอกจากขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองและการได้รับการดูแลที่ถูกต้องแต่เนิ่นๆ แล้ว
ในส่วนความรัก ความเข้าใจและกำลังใจของครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ...แล้วจะพบว่าปฏิหาริย์นั้นมีจริง
(update 31 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 101 สิงหาคม 2547 ]
|