ทารกกับการเดินทางที่ปลอดภัย


ถ้าจะต้องเดินทางไปไหนมาไหนโดยพ่วงเจ้าตัวน้อยแรกเกิดไปด้วย เห็นทีพ่อแม่ต้องหาความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความปลอดภัยของลูกทารกด้วยครับ

คุณแม่ที่กำลังจะได้เห็นหน้าลูกน้อยในไม่ช้า คงขะมักเขม้นกับการเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ในบ้าน ด้วยการจัดซื้อข้าวของส่วนตัวให้ลูกรัก เช่น เบาะที่นอน หมอน ขวดนม มุ้งกันยุง หรือของเล่นกระตุ้นพัฒนาการต่างๆ แต่ประเด็นหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักมองข้าม รวมทั้งหนังสือคู่มือการเลี้ยงเด็กหลายเล่มไม่ได้กล่าวถึง หรือแม้แต่คุณหมอคุณพยาบาลก็มักลืมที่จะแนะนำ ก็คือ เรื่องของการเตรียมตัวให้เกิดการเดินทางที่ปลอดภัยของทารก

กลับบ้านหลังคลอด…การเดินทางครั้งแรกของลูกอ่อน

การเดินทางครั้งแรกของทารกจากโรงพยาบาลสู่บ้านอันอบอุ่น มักจะเริ่มต้นขึ้นจากคุณพ่อคุณแม่จัดการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดสวยให้ใส่ก่อนออกจากโรงพยาบาล ใส่หมวก ถุงเท้า ถุงมือ แล้วห่อตัวด้วยผ้านุ่มสวย คุณหมอคุณพยาบาลจะแนะนำการเลี้ยงดูที่ถูกวิธี บอกกลุ่มอาการที่ต้องระวังและรีบกลับมาหาหมอโดยด่วน เช่น ไข้ ไม่ดูดนม ซึมไม่ร้อง ตัวเย็น เป็นต้น

หลังจากเรียบร้อยแล้วคุณพยาบาลก็จะเรียกรถเข็นมารับคุณแม่โดยให้คุณแม่อุ้มลูกน้อยในท่านอนแนบหน้าอกไว้ ก่อนที่จะส่งคุณแม่ขึ้นรถที่คุณพ่อมาจอดรอรับแล้ว หรือบางรายก็กลับโดยแท็กซี่ คุณแม่บางคนนั่งหน้า บางคนเลือกนั่งหลัง โดยส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงว่าตำแหน่งใดปลอดภัยสำหรับเด็กมากกว่ากัน แต่ไม่ว่านั่งตำแหน่งใดคุณแม่ก็มักจะต้องอุ้มลูกน้อยไว้กับมือของตัวเอง

ไม่มีคำแนะนำใดจากโรงพยาบาลว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ปลอดภัยหรือไม่ มีความเสี่ยงหรือไม่ ถูกวิธีที่ควรจะเป็นหรือไม่ บางรายมีความเสี่ยงสูงกว่ารายที่กล่าวมาคือ แม่ต้องอุ้มทารกน้อยแล้วนั่งซ้อนบนมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน โดยที่โรงพยาบาลก็ไม่เคยมองเห็นว่าเป็นปัญหาเลย

การกลับบ้านครั้งแรกของเด็กแบบที่เล่ามานี้ มีข้อเสียหลายประการคือ หนึ่งอาจเกิดการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจรในระหว่างการเดินทาง เพราะการอุ้มเด็กไว้กับมือนั้น ไม่ใช่การยึดเหนี่ยวเด็กที่ถูกวิธี เมื่อเกิดการชนของรถยนต์ เด็กจะเคลื่อนไหวต่อเนื่องไปตามทิศทางเดิมโดยมีความเร็วเท่ากับความเร็วของรถ เด็กจะหลุดออกจากมือแม่ที่อุ้มได้ง่าย กระแทกกับสิ่งกีดขวางด้านหน้า กระแทกกับส่วนอื่นในรถ หรือหลุดออกนอกรถยนต์ได้

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือภาพการกลับบ้านครั้งแรกของทารกแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ หรือไม่เอาใจใส่ต่อการสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บ ทั้งผู้ที่เลี้ยงดูเด็กโดยตรง คือคุณพ่อคุณแม่ ทั้งผู้มีหน้าที่ให้ความรู้คือคุณหมอ คุณพยาบาล ถ้ามองให้กว้างออกไปอีก อาจมองได้ถึงเจตคติที่มีความละเลยต่อความปลอดภัยในเด็กในระดับสังคม ทั้งๆ ที่ทุกคนรู้ถึงอันตรายจากการโดยสารรถยนต์ และรู้ว่าต้องมีระบบยึดเหนี่ยวผู้โดยสารไว้เพื่อลดอันตราย ถึงกับมีการออกกฎหมายเข็มขัดนิรภัยแล้ว

แต่การโดยสารรถยนต์ของเด็ก ไม่มีหน่วยงานใดพยายามที่จะทำให้เป็นกฎเพื่อบังคับประชาชนให้ปฏิบัติ กฎระเบียบสังคมนี้เองที่ทำให้เกิดภาพที่น่าเป็นห่วงอยู่ในวันนี้ คือภาพที่คุณพ่อและคุณแม่คาดเข็มขัดนิรภัย แต่ลูกน้อยไม่มีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของเขาเลย

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในกรณีการกลับบ้านครั้งแรกอย่างไม่ถูกวิธีนี้ คือเป็นภาพที่บ่งบอกถึงอุปสรรคอันใหญ่หลวงในการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยให้แก่เด็ก หากเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือบุคคลที่สนใจเรื่องความปลอดภัย และเด็กเองต้องปฏิบัติกิจกรรม ที่มีความมุ่งหมายเพื่อความปลอดภัยเป็นนิจศีลแล้ว เด็กก็จะเติบโตเป็นคนที่มีจิตสำนึกในความปลอดภัย แต่หากบุคคลตัวอย่างรอบข้างละเลย เด็กเองไม่ได้เรียนรู้และปฏิบัติ เขาก็จะเติบโตเป็นคนที่ขาดจิตสำนึก ที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับตนเอง ให้กับผู้อื่นรอบข้าง และให้กีบสังคมด้วย

ดังนั้นเราน่าจะมาปรับทั้งความรู้และการปฏิบัติของเรากันใหม่ เพื่อเตรียมรับลูกน้อยในวันแรกที่เขาจะออกจากโรงพยาบาล

ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก : นวัตกรรมช่วยลดการบาดเจ็บและการตายในเด็ก

สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้จักเมื่อคิดถึงความปลอดภัยของเด็กทารกในการเดินทางคือ ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (child seat) ที่นั่งนี้นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลในการลดการตายของเด็ก จากการเดินทางด้วยรถยนต์อย่างมาก ประเทศพัฒนาทั้งในสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และยุโรปตะวันตก ได้มีคำแนะนำและมีกฎหมายบังคับใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กมานานหลายปีแล้ว

ในสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมทั้งการให้คำแนะนำและแนวทางการลดการบาดเจ็บ โดยใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กตั้งแต่ปี 1983 ได้มีการศึกษาที่พบว่า ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กนี้จะลดความเสี่ยง ต่อการตายในเด็กทารกถึงร้อยละ 69 และเด็ก 1-4 ปี ร้อยละ 47 ขณะเดียวกันจะลดความเสี่ยง ต่อการตายในเด็กอายุมากกว่า 5 ปีได้ร้อยละ 45 และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงร้อยละ 50

มีการศึกษาผลจากอุบัติเหตุรถชนรุนแรงในเด็กอายุน้อยกว่า 11 ปี จำนวนถึง 5,972 คน พบว่าเด็กที่ไม่ได้รับการยึดเหนี่ยวไว้จากที่นั่งพิเศษหรือเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกวิธี จะตายในอุบัติเหตุที่รุนแรงเป็น 2 เท่าของเด็กที่ถูกยึดเหนี่ยวไว้อย่างถูกวิธี

ได้มีการศึกษาที่ประเทศกรีกในเด็ก 0-4 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์ และถูกนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล พบว่าความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บของเด็ก ที่ไม่ได้ใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเท่ากับ 3.3 เท่าเทียบกับเด็กที่อยู่ในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก จากการวิเคราะห์ของผู้วิจัย ประมาณว่า 2 ใน 3 ของการบาดเจ็บในเด็กจะถูกป้องกันได้ ถ้ามีการบังคับใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กในรถ


อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการลดการบาดเจ็บขึ้นกับวิธีการใช้ที่ถูกต้องด้วย หากใช้ผิดวิธีจะเกิดผลเสียได้

ที่นั่งพิเศษสำหรับทารก…เลือกให้เหมาะกับอายุและขนาด

ที่นั่งพิเศษนี้มีหลายแบบ การใช้ต้องใช้ให้เหมาะสมกับอายุและขนาดของเด็ก สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี หรือน้ำหนักน้อยกว่า 10 กก. ต้องใช้ที่นั่งสำหรับทารก หรือที่เรียกว่าเปลทารก (infant seat) (รูปที่ 1) หรือที่นั่งสำหรับทารกและเด็กเล็ก (convertible seat) (รูปที่ 2) ที่สามารถใช้กับเด็ก 1-5 ปีได้ด้วย แต่ต้องใช้บนเบาะหลังและหันหน้าไปทางด้านหลังเท่านั้น

การนั่งหันหน้าไปทางด้านหลังรถนี้จะช่วยลดการเจ็บจากการเบรกกะทันหันและชนสิ่งกีดขวางด้านหน้า ซึ่งกลไกการชนดังกล่าวจะทำให้ศีรษะเด็กทารกซึ่งมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว สะบัดไปทางด้านหน้าเท่ากับความเร็วของรถในขณะรถเบรกและสะบัดไปทางด้านหลังเมื่อรถมีการชนกระแทก การสะบัดนี้จะทำให้เกิดการหักของกระดูกต้นคอและกดทับไขสันหลังได้


ถุงลมนิรภัย ข้อห้ามที่นั่งเด็กเบาะหน้า

การใช้ถุงลมนิรภัยอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ มีรายงานโดยศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (Center for Disease Control) ถึงการตายของเด็กอายุ 3 สัปดาห์ – 9 ปี ที่เกิดจากถุงลมนิรภัยจำนวน 26 รายในเวลา 4 ปี เด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี จึงไม่ควรให้นั่งด้านหน้าข้างคนขับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีถุงลมนิรภัย และเป็นทารกที่ใช้ที่นั่งพิเศษ

ในสหรัฐฯ ได้มีการศึกษาอุบัติเหตุรถยนต์ที่มีเด็กอายุน้อยกว่า 11 ปีอย่างน้อย 1 คนในรถ และเป็นอุบัติเหตุที่มีความรุนแรงอย่างน้อยมีผู้บาดเจ็บ 1 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลพบว่า 13 ใน 130 ราย มีเด็กนั่งอยู่ด้านหน้าข้างคนขับ เด็ก 9 ใน 13 รายนี้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง และ 5 ใน 9 รายนี้ เป็นอุบัติเหตุที่มีความเร็วต่ำ (delta V <20 mph) และการบาดเจ็บน่าจะเกิดจากมีถุงลม 3 ใน 5 รายนี้เสียชีวิต อีก 2 รายบาดเจ็บรุนแรง Giguere รายงานเด็ก 3 รายอายุ 10, 4, 3 ปีที่มีการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอ และไขสันหลังจากถุงลม ในอุบัติเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วที่ 20-40-60 กม./ชม. ดังนั้นจึงไม่ควรให้เด็กนั่งข้างคนขับ กรณีที่มีความเสี่ยงอันตรายสูงสุดคือการใช้ที่นั่งสำหรับเด็กทารก บนที่นั่งด้านข้างคนขับและมีถุงลมสำหรับผู้นั่งข้างคนขับ

นั่งเบาะหลังปลอดภัย ลดความเสี่ยง 5 เท่าตัว

ได้มีการศึกษาที่ประเทศกรีกในเด็ก 129 รายอายุ 0-11 ปีที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์ และถูกนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล พบว่าความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บของเด็กที่นั่งด้านหน้า และไม่ได้ใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเท่ากับ 5 เท่าเทียบกับเด็กที่นั่งด้านหลัง และไม่ได้ใช้ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเช่นกัน

จากการศึกษาฐานข้อมูล FARS ในปี 1988-95 โดยเปรียบเทียบความเสี่ยงของเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ที่นั่งด้านหน้าและด้านหลัง พบว่าผู้นั่งด้านหลังมีความเสี่ยงต่อการตายลดลงร้อยละ 35 ในรถที่ไม่มีถุงลม และลดลงร้อยละ 46 ในรถที่มีถุงลมสำหรับผู้นั่งข้างคนขับ

ปลอดภัยตั้งแต่แรกเกิด…เรื่องใหญ่ต้องช่วยกัน

ได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมารดาให้มีความสนใจในการจัดการให้ลูก ได้โดยสารรถยนต์อย่างปลอดภัยโดยใช้ที่นั่งพิเศษนี้พบว่า การสอนอบรมโดยทางโรงพยาบาล แก่แม่ทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ที่นั่งเด็กมากขึ้น ร้อยละ 30 ในระยะสั้น (6 สัปดาห์) แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวได้ ในการศึกษาที่โรงพยาบาลมีการให้ยืมที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งการให้ซื้อในราคาถูก จะส่งผลให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้ทั้งในระยะสั้นและยาว

ดังนั้นโรงพยาบาลใหญ่ 4 แห่งในกรุงเทพมหานครคือ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลวชิระ และโรงพยาบาลเลิดสินจึงได้ร่วมมือกันทำการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงความรู้ พฤติกรรม และเจตคติของมารดาหลังคลอด เมื่อได้รับการสอนเรื่องอุบัติเหตุจราจร การสาธิตการติดตั้ง และการให้ยืมที่นั่งพิเศษสำหรับทารกนี้เพื่อกลับบ้านจากทางโรงพยาบาล การวิจัยนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมของครอบครัวและระบบบริการของโรงพยาบาล และจะนำไปสู่การเดินทางอย่างปลอดภัยแก่ทารกไทยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ


(update 17 มีนาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 245 มิถุนายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600