คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมีลูกอยู่ในวัยเตรียมอนุบาล จะเห็นว่าเด็กวัยนี้ชอบอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของตนเอง
เช่น อาจจะเล่นสมมติว่าตนเองเป็นหมอ ทำท่าทางตรวจคุณตาคุณยายอย่างแข็งขัน
หรือเอาชุดอุลตราแมนมาใส่แล้วทำท่าทางเตะต่อยเหมือนที่เขาเห็นในทีวี
ส่วนเด็กผู้หญิงก็อาจจะเอาตุ๊กตาหมีมากอด ทำท่าป้อนนมให้ เปลี่ยนผ้าอ้อม
เหมือนเป็นคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูก บางคนอาจจะเล่นทำกับข้าว ยกจานมาเสริฟคุณพ่อคุณแม่
และบอกคุณแม่ว่า ระวังนะคะข้าวผัดกำลังร้อนๆ ลองชิมดูซิคะ (ทำเสียงและท่าทางเหมือนคุณแม่เปี๊ยบเลย)
ซึ่งพฤติกรรมการเล่นสมมติของลูกนี้อาจจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ในช่วงอายุ 1-2 ปีแล้ว เช่น
เด็กอาจทำท่าเอาช้อนเปล่าป้อนข้าวตนเอง และทำท่าทางอร่อย แต่จะเป็นช่วงวัยเตรียมอนุบาลนี้เอง
ที่การเล่นสมมติหรือการสร้างจินตนาการจะเกิดขึ้นอย่างมากที่สุด
องค์ประกอบที่สำคัญในการเล่นสมมติหรือการสร้างจินตนาการ จะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. Props คือวัตถุหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเล่นสมบัติ เช่น ถ้วนกาแฟ
เด็กอาจจะเล่นสมมติว่ากำลังดื่มกาแฟจากถ้วยจริงๆ เหมือนคุณพ่อ
หรืออาจจะทำมือแกล้งทำเป็นถือถ้วยดื่มกาแฟ (ทั้งๆ ที่ไม่มีถ้วย)
2. Plot ส่วนใหญ่ในการเล่นสมมติของเด็กมักจะมีการสร้าง story line
เป็นเค้าโครงเรื่องอย่างง่ายๆ ซึ่งมักจะเป็นการเลียนแบบที่เด็กเห็นอยู่ทุกๆ วัน รอบๆ ตัวของเขา
เช่น เล่นเป็นคุณครูที่โรงเรียนหรือเล่นเป็นพ่อแม่ เล่นเป็นหมอหรือพยาบาล ฯลฯ
ในบางครั้งอาจเป็นเค้าโครงเรื่องจากหนังสือนิทานที่อ่านหรือจากละครโทรทัศน์ที่ดูอยู่ทุกวัน
3. Roles คือบทบาทที่เล่นเลียนแบบของจริง เช่น เล่นเป็นตำรวจวิ่งไล่จับผู้ร้าย
เล่นเป็นหมอตรวจคนไข้ ฯลฯ หรือเล่นจากจินตนาการ เช่น เล่นเป็นอุลตราแมน
หรือเป็นซินเดอเรลลา เป็นต้น
พลังแห่งจินตนาการ
พอเริ่มเข้าวัยเตรียมอนุบาล เด็กเริ่มพ้นออกจากอกพ่อแม่ เช่น ไปเล่นกับเด็กอื่นข้างบ้าน
ไปโรงเรียน ไปสนามเด็กเล่น ฯลฯ ซึ่งอาจไปเจอกับสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น ถูกเพื่อนแกล้ง ถูกครูดุ
ไม่มีคนเข้าใจ ฯลฯ เด็กเองอาจไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร
เมื่อไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่แถวนั้นคอยช่วยเหลือ
ดังนั้นเด็กจึงมีกลไกในตัวเองที่จะช่วยแก้ไขปัญหาหรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับตนเอง
โดยการสร้างจินตนาการและการเล่นสมมติ เช่น สมมติว่าตนเองใหญ่โตและมีอำนาจ เป็นตำรวจ
เป็นซูเปอร์แมน ที่จะจัดการกับสิ่งที่ตนเองไม่ชอบได้ ทำให้ตนเองรู้สึกปลอดภัยขึ้น
พระเอกในใจของเด็กที่เด็กรู้สึกว่าเก่งและมีอำนาจ อาจไม่ใช่อุลตราแมนหรือซูเปอร์แทนเสมอไป
ส่วนใหญ่พระเอก (หรือนางเอก) ในใจของเด็กคือคุณพ่อคุณแม่ของเด็กเอง
เด็กได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำสิ่งต่างๆ ได้หลายอย่างในชีวิตประจำวัน
ซึ่งเด็กอยากทำได้อย่างนั้นบ้าง เด็กๆ จึงชอบที่จะเล่นสมมติเป็นตัวคุณพ่อหรือคุณแม่
เช่น เล่นเป็นคุณพ่อไปทำงาน หรือคุณแม่ทำกับข้าว ฯลฯ
การเล่นสมมติทำให้เด็กได้คลายความเครียดในบางครั้ง เช่น
เด็กที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลเนื่องจากต้องทำผ่าตัด อาจจะเล่นสมมติว่าตนเองเป็นหมอทำการผ่าตัดตุ๊กตา
หรือเด็กที่เพิ่งมีน้องใหม่เข้ามาในบ้านหลังจากคุณแม่ไปคลอดน้องที่โรงพยาบาล
และทุกคนให้ความสนใจ เห่อน้องใหม่กัน เด็กเองเกิดความสับสนในบทบาทของคนเอง
อาจมีความรู้สึกอิจฉาน้องบ้าง ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็ก ในการปรับตัวเมื่อมีน้องใหม่
ก็อาจจะเล่นโดยเอาตุ๊กตามาสมมติว่าเป็นน้องเล็ก แล้วมาโยนเหวี่ยงทิ้ง
ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นและเข้าใจเด็ก ก็จะสามารถช่วยให้เด็กได้ปรับตัวเข้ากับการมีน้องใหม่ได้
โดยการให้เวลากับเขามากขึ้น และอาจจะใช้ตุ๊กตาตัวเดียวกันนั้นเป็นสื่อในการแสดงความรักน้อง
เช่น ให้เขาอุ้มป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม ฯลฯ แทนที่จะดุเด็กว่าทำไมเอาตุ๊กตามาโยนลงกับพื้น เป็นต้น
การเล่นสมมติตามจินตนาการของเด็กทำให้เด็กได้รู้สึกว่า
1. ตนเองมีความเข้มแข็ง และมีความมั่นใจมากขึ้น (stronger and more confident)
และจะช่วยลดความเครียดหือความกลัวที่ตนเองมีอยู่
2. Happiness คือมีความสุขกว่า active กว่า มีความก้าวร้าวน้อยกว่าเด็กที่เล่นสมมติไม่เป็น
3. Self-entertainment เช่น ขณะกำลังรอคอยคุณแม่แต่งตัว เขาได้เล่นสมมติตามจินตนาการจนเพลิน
ทำให้ไม่หงุดหงิดมาก
4. Roots of sensitivity การเล่นบทบาทที่สมมติเป็นคนอื่นๆ ทำให้มีความเข้าใจในบทบาทของแต่ละคน
ทำให้เข้าใจและเห็นใจคนอื่นๆ มากขึ้น
5. Creativity ทำให้เด็กได้ลองคิดในมุมกว้างที่หลากหลาย เช่น เล่นเป็นคนดี คนไม่ดี
คนจน ขอทาน ฯลฯ ทำให้เด็กเริ่มมีทัศนะคติต่อโลกรอบตัวเขาในแง่มุมที่กว้างขึ้น
นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านทักษะอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น
พบว่าเด็กที่ได้มีโอกาสเล่นตามจินตนาการของตนเองบ่อยๆ จะมีทักษะในการคิด (Thinking skills) ดีกว่า
มีสมาธินานกว่า และมีไอเดียใหม่มากกว่าเด็กที่อยู่เฉยๆ ดูแต่ทีวี ฯลฯ อาจจะเป็นเพราะว่า
เด็กที่ชอบเล่นตามจินตนาการมักจะเป็นเด็กที่มีแววฉลาดกว่าเด็กทั่วไปโดยตัวของตัวเองอยู่แล้ว
หรืออาจจะเป็นว่าการเล่นตามจินตนาการมีความยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัวเด็กเองเมื่อโตขึ้น
ดังนั้นในแง่ของการพัฒนาการของเด็กวัยเตรียมอนุบาลแล้ว
การให้เด็กได้มีโอกาสเล่นสมมติตามจินตนาการของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ
และเป็นประโยชน์กับเด็กเองเป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่จึงควรเข้าใจ
และเปิดโอกาสให้เขาได้เล่นตามจินตนาการของเขาบ้าง
เด็กหญิงกับเด็กชายจะมีการเล่นสมมติแตกต่างกันไหม?
คำตอบคือการเล่นของเด็กหญิงกับเด็กชายจะมีความแตกต่างกันบ้าง กล่าวคือ
เด็กหญิงแทบทุกคนจะเล่นเป็นแม่ ซึ่งจะช่วยให้เขาสามารถแยกแยะบทบาทของการเป็นเพศแม่ (sexual identity)
ได้ชัดเจนขึ้นประมาณ 1 ใน 3 จะชอบเล่นเป็นเจ้าหญิง คุณครู นางฟ้า แต่ก็จะมีประมาณ 1 ใน 4
ที่ชอบเล่นแบบผจญภัยโลดโผนบ้าง เช่น เป็นซูเปอร์แมน สไปเดอร์แมน อุลตราแมน
หรือเป็นตำรวจ บ้าง
เด็กชายมักจะเล่นเป็นฮีโร่ที่มีความแข็งแกร่ง เช่น ซูเปอร์แมน อุลตราแมน ฯลฯ
ประมาณร้อยละ 40 จะเล่นเป็นพ่อ แต่มักจะไม่ได้มีการแสดงบทบาทอะไรมากนอกจากเดินไปเดินมา
แต่โดยทั่วไปแล้วการเล่นนี้มักจะเกี่ยวกับภัยคุกคามหรือสิ่งที่อาจจะเป็นอันตราย เช่น
มีสัตว์ประหลาดกำลังจะมาจับเด็กๆ ไปกิน พวกเราต้องออกไปต่อสู้ ทำร้ายเจ้าสัตว์ประหลาด
เตะมันให้กระเด็น ยอมแพ้ไปเลย และเขาก็สามารถปกป้องคนอื่นๆ จากสัตว์ประหลาดได้
ซึ่งการที่เด็กชายได้เล่นเป็นฮีโร่ มีความเข้มแข็ง และแข็งแรง
ทำให้เด็กเรียนรู้บทบาทของการเป็นเพศชายได้ชัดเจนดีขึ้น
พบว่าทั้งเด็กหญิงและเด็กชายจะชอบเล่นบล็อคตัวต่อ หรือเลโก้ทำเป็นบ้าน
สะพาน ขับรถ ฯลฯ เหมือนๆ กัน และในบางครั้งจะพบว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงหรือชาย
จะมีการเล่นสมมติที่เปลี่ยนบทบาทไปจากเพศของตน (cross roles) เช่น เด็กหญิงแต่งตัวทำท่าทางเป็นพ่อ
หรือเด็กชายแต่งตัวทำท่าทางเป็นแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ โดยไม่ได้หมายความว่า
เด็กในวัยนี้จะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเพศของตน เพราะเป็นการสมมติดูตามจินตนาการของตน
ในบทบาทของคนอื่น (try out different adult role) แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตว่า
เด็กจะชอบเล่นบทบาทของเพศตรงข้ามมากไปและค่อนข้างบ่อยๆ
ก็ให้ชักชวนเขาให้ลองเล่นในบทบาทอื่นตามเพศของเขา และเก็บอุปกรณ์อื่นๆ
ที่เขาใช้ในการเล่นเป็นเพศตรงข้ามออกเพื่อช่วยให้เขาได้มี sexual identity ที่ถูกต้องต่อไป
นอกจากการเล่นสมมติโดยใช้ตนเองเป็นหลักแล้ว ยังพบว่าเด็กในวัยนี้มักจะมี"เพื่อนล่องหน"
หรือ เพื่อนในจินตนาการ (Imaginary friends) ของเขาอยู่กับเขาด้วย เพื่อเป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้ชิด
ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว (companionship) เพื่อให้เด็กได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ
แต่ทำไม่ได้ หรือเป็น "แพะ scapegoat" ไว้ให้เขาได้โทษความผิดให้ เช่น
เด็กอาจจะเอาตุ๊กตาตัวโปรดของเขามายื่นให้คุณแม่ แล้วบอกว่า "คุณแม่ครับ
เจ้าจุกนี่ละครับที่ทำแจกันของคุณแม่ตกแตก คุณแม่ตีเจ้าจุกได้เลยครับ" ฯลฯ
หรือบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะแปลกใจที่ลูกสามารถอยู่เล่นคนเดียวในห้องได้
เพราะเขาเองมีเพื่อนเล่นด้วยกับเขา นั่นคือ เพื่อนในจินตนาการนั่นเอง
ซึ่งพอเด็กอายุมากขึ้นกว่านี้และมีวุฒิภาวะมากขึ้น เพื่อนในจินตนาการของเขาก็จะหายไปเอง
คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะเข้าใจ และให้การต้อนรับเพื่อนในจินตนาการของเขาด้วย
โดยไม่ต้องกังวลว่าลูกจะมีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า
คุณพ่อคุณแม่ควรจะสนับสนุนให้ลูกได้มีโอกาสเล่นสมมติตามจินตนาการของเขา
ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนสามารถที่จะเล่นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่จะสนับสนุนและเข้าใจลูกหรือไม่ คุณสามารถช่วยลูกได้
โดยช่วยจัดหาอุปกรณ์ในการเล่นและสนับสนุนให้เด็กได้ฝึกใช้จินตนาการของเขามากยิ่งขึ้น
ซึ่งคุณทำได้โดย
1. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง อาจเป็นหนังสือนิทาน หนังสือเกี่ยวกับจินตนาการ
เช่น นิทานพื้นบ้านของไทย นิทานอีสป นิทานของวอลท์ดีสนีย์ แฮร์รี่พอตเตอร์ ฯลฯ
และเล่นบทสมมติของตัวละครบางอย่างในเรื่องกับลูก
2. แต่งเรื่องนิทานเล่าให้ลูกฟังเอง หรือเล่าเรื่องสมมติขึ้นเองให้ลูกฟังก่อนนอน
และลองให้ลูกหัดแต่งหัดเล่าเรื่องสมมติของเขาเองบ้าง (ผลัดกันเล่า)
3. เสนอฉากหรือไอเดียในการเล่นสมมติให้ลูก เพราะประสบการณ์ของลูกยังมีน้อย
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองออกความเห็นบ้าง จะทำให้เล่นได้สนุกขึ้น เช่น สมมติเป็นคนขับเรือดำน้ำ
มุดลงไปใต้โต๊ะ (=ลงไปในทะเลลึก) จะเจออะไรบ้างเอ่ย เจอฉลาม ก็ลองให้ลูกทำท่าฉลามจะกัดคน
เจอปลาหมึกยักษ์ เอาหนวดปลาหมึกมาจับคนมากิน ฯลฯ
เช่น เอาก้านกล้วยมาทำเป็นม้า
ขี่ม้าเลียบค่าย หรือเอาไม้กวาด (ใหม่และสะอาด) มาทำเป็นไม้กวาดบินของงานฮาโลวีน
หรือตามเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์ หรือเอาบล็อคเลโก้มาต่อเป็นเครื่องบิน เรือ ฯลฯ
ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกในวัยเตรียมอนุบาลของคุณให้ได้มีโอกาสเล่น
ตามจินตนาการของตนเองเช่นนี้ ก็จะมีความหมายต่อลูกมากกว่าการพยายามหาซื้อของเล่นพิเศษๆ
ที่มีราคาแพง แต่เด็กเล่นเดี๋ยวเดียวก็เบื่อ และไม่ได้เสริมจินตนาการของเขาเท่าไรนัก
(update 28 เมษายน 2004)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545-มกราคม 2546 ]
|