" มึงมานี่เลย มานั่งตรงนี้...แล้วมึงสำนึกผิดซิว่ามึงตียังไง!" เสียงคุณพ่อคนหนึ่งดังขึ้นข้างหลังผม
ผมกับภรรยานั่งบนสนามหญ้า ผมกำลังอ่านหนังสือบนตัก ภรรยากำลังกินขนม ไม่ได้เจตนาจะฟังแต่ก็ได้ยิน
" กูสอนอะไรมึง แล้วมึงทำอะไร มึงว่าออกมาเป็นข้อๆ เลย' คุณพ่อคนเดิมยังดุต่อ น้ำเสียงโมโหเจือผิดหวัง
เด็กเงียบ...
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่สนามหญ้าเล็กๆ ข้างๆ คอร์ตเทนนิส ในสนามกีฬาเจ็ดร้อยปี จังหวัดเชียงใหม่
เป็นรายการแข่งขันเทนนิสเยาวชนรายการหนึ่ง
เด็กเพิ่งแพ้ออกมา
อย่าเพิ่งทราบเลยนะครับว่า คุณพ่อเคยสอนลูกว่าอย่างไร และลูกทำอะไรผิดคำพ่อสอน
เรื่องที่จะคุยกันวันนี้คือความคาดหวัง
ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังในด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือการเรียนหนังสือ
ถูกแล้วครับที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคาดหวัง ไม่คาดหวังอะไรเลยก็เกินไป มักได้ลูกที่เฉื่อยแฉะไม่เอาอะไรสักอย่าง
จบลงตรงที่ลูกก็เบื่อตัวเองเพราะไม่มีอะไรสักอย่าง
แต่คาดหวังมากเกินไปก็เป็นโทษ ประเด็นคือ คุณพ่อคุณแม่จะเดินทางสายกลางได้อย่างไร?
เริ่มที่การเรียนก่อน กติกาของประเทศนี้คือหากเรียนไม่เก่งต้องยากจน เป็นกติกาที่แย่มากและโหดร้ายมาก
แต่ก็เป็นความจริงของประเทศนี้ พูดให้อินมากขึ้นนี่คือ REALITY ของประเทศนี้
คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ก็เป็นปุถุชน ชีวิตไม่ได้มีอุดมการณ์มากมาย เพียงแค่รักลูก
อยากให้ลูกได้ดี มีเงินใช้ ชีวิตไม่ลำบาก เพราะฉะนั้นจึงต้องกดดันให้ลูกเรียนเก่งตามสมควร
บังคับให้อ่านหนังสือ ส่งเสียเงินทองให้ลูกกวดวิชา ทั้งหมดนี้เพื่อลูกทั้งสิ้น ซึ่งไม่ผิด
คุณพ่อคุณแม่คาดหวังและกดดันลูกได้ตามสมควรครับ แต่ถ้าลูกไปไม่ไหวก็แปลว่าไปไม่ไหว
ถึงขั้นตอนนี้ต้องรู้จักหยุดกดดันลูก เลิกคาดหวัง มองหาความสามารถพิเศษด้านอื่นของลูก
ด้วยวิธีนี้เด็กๆ มักเรียนหนังสือได้เต็มศักยภาพ
หมายความว่าเขาไปไกลที่สุดเท่าที่เขาจะไปได้ น้ำมันมีเท่านั้นจะให้ไปได้ไกลแค่ไหนกันเล่า
อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ไม่เห็นดีเห็นงามกับกติกาการศึกษาในปัจจุบัน
อะไรแก้ได้แก้ อะไรเปลี่ยนได้เปลี่ยน เพื่อให้เด็กๆ เรียนหนังสืออย่างมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่
คุณพ่อคุณแม่บางท่านเห็นเด็กเรียนไม่เก่งก็หันเหลูกให้เอาดีทางกีฬา
กีฬาเป็นเรื่องดี ประโยชน์สูง โทษน้อย แต่แล้วด้วยความพลั้งเผลอหรือด้วยอะไรก็ตาม
กีฬาก็สร้างโทษให้แก่เด็กๆ จนได้
คุณพ่อคุณแม่บางท่านทราบว่าเด็กของตนไปไม่รอดในการศึกษาแน่นอน
จึงอัดฉีดลูกให้เป็นช้างเผือกด้านกีฬา แต่เป้าหมายนั้นเหมือนเดิม
คือคาดหวังให้ลูกเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยด้วยโควตานักกีฬา
จึงเกิดปรากฏการณ์กดดันลูกในอีกลักษณะหนึ่ง
เพราะจุดประสงค์ของคุณพ่อคุณแม่มิใช่ต้องการให้เด็กมีน้ำใจนักกีฬา ร่างกายแข็งแรง
หรือมีงานอดิเรกติดตัว จุดประสงค์ของท่านทั้งสองมิใช่เป็นเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
แต่ท่านทั้งสองมีเป้าหมายให้เด็ก 'ประสบความสำเร็จ' ด้านกีฬา
เมื่อเด็กทำผิดคาดก็ต้องกดดันกัน
บางท่านมิได้คาดหวังให้เป็นช้างเผือกเพื่อหวังผลเข้ามหาวิทยาลัย แต่ก็คาดหวังให้ลูกเป็นที่หนึ่งเพื่อชื่อเสียง
เงินรางวัล หรือแม้กระทั่งเป็นนักกีฬาอาชีพ ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นไปเพราะความรักลูก
แต่ก็บิดผันจุดมุ่งหมายที่แท้ของการกีฬาไปไกล
เมื่อเด็กทำผิดคาดก็ต้องกดดันกัน
ถึงว่า The End does not justify the Mean. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงลูก
วิธีเลี้ยงและผลลัพธ์สุดท้ายต้องมีความสำคัญพอๆ กัน การเลี้ยงลูกย่อมมิใช่ 'จะเลี้ยงวิธีไหนก็ได้ขอให้ผลลัพธ์ดีก็เป็นพอ'
แต่ต้องคำนึงถึงวิธีเลี้ยง และกระบวนการที่เด็กกำลังพัฒนาด้วย
กล่าวคือ หากทั้งสามคนคือพ่อแม่ลูกมีความสุขด้วยกันระหว่างที่ลูกๆ เติบโตขึ้นทุกวัน มั่นใจได้เลยครับว่า
ผลลัพธ์ต้องออกมาดี
กดดันบ้าง ปล่อยเขาบ้าง หาสายกลางที่ทุกคนมีความสุข เด็กๆ มักเรียนดี กีฬาเก่งโดยไม่รู้ตัว
เพราะเด็กจะทำดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะทำได้
ซึ่งคนปกติทุกคนทำได้!
แต่ถ้าเลี้ยงลูกด้วยความทุกข์ หาสายกลางไม่พบและกดดันลูกให้เป็นเลิศโดยมิทันระวังว่าบนหนทางสู่ความเป็นเลิศนั้น
เด็กที่มีทุกข์ย่อมไม่สามารถเปล่งศักยภาพได้เต็มที่
เป็นไปได้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ได้รับอะไรตอบแทน แม้แต่อย่างเดียว
จะทราบได้อย่างไรว่าสายกลางคืออะไร
คำตอบนี้บ้านใครบ้านมันครับ จะรู้ได้เมื่อคุณพ่อคุณแม่สละเวลาอยู่บ้านและคลุกคลีตีโมงกับลูกๆ มากพอ
...ท่านจะทราบเองว่าเท่าไรจึงเป็นสายกลางสำหรับบ้านของท่าน
(update 15 กันยายน 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 102 กันยายน 2547 ]
|