หากเราสอนลูกให้รู้จักเข้าช่วยเหลือผู้อื่น ให้ความร่วมมือกับผู้อื่นทำสิ่งดีๆ
เขาจะได้พัฒนาหลายๆ ด้านด้วยกัน ได้พัฒนาทักษะสังคม ได้ความภูมิใจ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า
เพราะได้ทำตัวเป็นประโยชน์ ได้รู้จักความสุขจากการให้
สิ่งดีๆ ที่เราอยากเห็นคงเกิดขึ้นไม่ได้ในสังคมนี้ หากขาดคนร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ..
ลองนึกดูสิคะ ถ้าเราอยากให้ถนนหนทางบ้านเมืองของเราสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย
แต่คิดว่าคนกวาดถนนเท่านั้นเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ เราไม่จำเป็นต้องช่วยเก็บขยะไปทิ้งหรอก
แล้วคนอื่นๆ ก็คิดอย่างนี้ด้วย ขยะจะไม่มีวันหมดไปได้
ก็เพราะเรามัวแต่คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ หรืออย่างที่ชอบพูดกันว่า ธุระไม่ใช่
ซึ่งบางทีเราไม่ได้ตั้งใจจะ 'แล้งน้ำใจ' หรอกนะ เพียงแต่เราตกอยู่ในหลุมพรางของกระแสการเก่งแย่งแข่งขัน
ที่กำลังมาแรงในสังคมยุคใหม่ อะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเรา เราก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้เสียเวลา
(เป็นเงินเป็นทอง)
อย่าให้ความคิด 'ธุระไม่ใช่' แบบนี้ติดอยู่กับตัวเราและลูกเราเลยค่ะ
ถึงไม่ได้ 'ทำให้ใครเดือดร้อน' แต่ก็เสียโอกาสที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น
แล้วกับตัวลูกเองที่ต้องเติบโตออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอก ให้เก่งสักแค่ไหน
หากใช้ชีวิตแบบ 'ตัวใครตัวมัน' ก็จะอยู่อย่างยากลำบากทีเดียว
ตรงกันข้าม หากเราสอนลูกให้รู้จักเข้าช่วยเหลือผู้อื่น ให้ความร่วมมือกับผู้อื่นทำสิ่งดีๆ
เขาจะได้พัฒนาอะไรหลายๆ ด้านด้วยกัน อย่างเช่น
- ได้พัฒนาทักษะสังคม อย่างน้อยที่สุดเด็กๆ จะได้พูดคุยทำความรู้จักคนอื่น
ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นซึ่งอาจจะมีทั้งเด็กวัยเดียวกัน หรือเพื่อนหลายเพศหลายวัย
- ได้ความภูมิใจ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า เพราะได้ทำตัวเป็นประโยชน์
- ได้รู้จักความสุขจากการให้ เพราะเมื่อเราช่วยเหลือใคร เราก็จะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ
เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง
- ได้เรียนรู้เรื่องจริยธรรม คุณธรรม โดยไม่ต้องพร่ำสอน เพราะการลงมือช่วยเหลือผู้อื่น
หรือทำอะไรเพื่อส่วนรวมต้องอาศัยการเสียสละ อาจจะทั้งเวลา แรงกาย แรงใจ
และบางครั้งก็เงินทองสิ่งของ แล้วยังให้เราได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกกับผู้อื่น
ได้เข้าไปสัมผัสความทุกข์ยากของเขาได้เห็นอกเห็นใจเขา...
- ได้ประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้พัฒนาทักษะที่มีอยู่ ซึ่งสามารถนำไปใช้กับชีวิตภายภาคหน้าได้
เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหมคะ
ร่วมแรงร่วมใจ ไม่เหลือบ่ากว่าแรง
แต่ว่า... ค่อนข้างยากอยู่สักหน่อยที่จะบอกให้ลูกไปช่วยเหลือคนอื่นหรือช่วยเหลือสังคม
หากปกติเราเองซึ่งเป็นพ่อแม่ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือกับใคร เราอาจจะบอกว่า ก็แหม...
ไม่ได้ตั้งใจจะไม่ร่วมมือหรอกนะ... แต่มันไม่มีเวลาน่ะ เงินก็ไม่ค่อยมี เข้าไปร่วมแล้วเดี๋ยวจะยุ่งยาก
หรือ... ขาดเราสักคนก็คงไม่เป็นไรมั้ง! ...
ลองเปลี่ยนมุมมองกันใหม่ดีไหมคะ มามองว่าการร่วมมือร่วมใจไม่ใช่เรื่อง 'เหลือบ่ากว่าแรง'
...เป็นไปได้ไหม ถ้าไม่มีเวลา ก็ร่วมบริจาคเงิน ถ้าไม่มีเงิน ก็ร่วมแรงร่วมใจ
หรือไปบอกต่อให้คนที่มีกำลังช่วยเหลือมาช่วย หรือมองหาวิธีอื่นๆ
ที่เราพอจะช่วยได้ก่อนจะบอกปัดในนาทีแรก
อย่างเช่นที่สำนักงาน kids&family นี่เองค่ะ (รวมทั้งสื่ออื่นๆ ในเครือรักลูกฯ)
เวลามีเพื่อนๆ พนักงานคนใดเกิดความเดือดร้อน เจ็บป่วย หรือมีปัญหาต้องใช้เงินจำนวนมาก
พี่ๆ น้องๆ ผองเพื่อนก็จะระดมกำลังช่วยกันหาเงินคนละไม้คนละมือ ใครมีเงินก็บริจาคเงิน
ใครไม่มีเงินนำสิ่งของเครื่องใช้ที่ยังสภาพดีมาเปิดตลาดนัดขายกัน ฝ่ายศิลป์ขายภาพโปสการ์ด
ฝีมือตัวเอง บางคนร้องเพลงเปิดหมวก บางคนทำอาหารมาขาย... ได้ทั้งเงินช่วยเหลือเพื่อน
ได้ทั้งความสนุกสนาน
เห็นไหมคะว่า มีตั้งหลากหลายวิธีที่จะร่วมมือร่วมใจทำสิ่งดีๆ
จะเอาวิธีเหล่านี้ไปเล่าให้ลูกฟังเป็นตัวอย่างก็ได้นะคะ แล้วยังมีโอกาสอื่นๆ
อีกที่เราสามารถส่งเสริมลูกให้รู้จักร่วมแรงร่วมใจกับส่วนรวม อย่างเช่น
- เริ่มในบ้านก่อน มีโอกาสเมื่อไรให้ลูกได้เห็นคุณค่าของการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น
ให้ลูกช่วยสอนหนังสือให้น้องอ่านหนังสือให้คุณย่าคุณยายฟัง ช่วยคุณแม่ทำงานบ้าน ฯลฯ
เมื่อลูกทำแล้ว ชมเขาด้วย เพื่อให้เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ
- นอกจากพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีในการให้ความร่วมมือร่วมใจกับส่วนรวมแล้ว
ชวนลูกไปร่วมกิจกรรมของส่วนรวมทุกครั้งด้วย เช่น ชวนลูกไปช่วยจัดงานปีใหม่
หรือทำความสะอาดถนนในหมู่บ้าน ฯลฯ
- ที่โรงเรียน กระตุ้นลูกให้อาสาสมัครทำงานของโรงเรียน เช่น สมัครเป็นกรรมการนักเรียน
กรรมการชมรมต่างๆ ช่วยคุณครูจัดบอร์ดนิทรรศการ ช่วยฝึกสอนรุ่นน้องทั้งทางด้านวิชาการและกิจกรรม
เช่น ดนตรี กีฬา ฯลฯ
- ช่วยเหลืองานสังคม ลองจดรายการงานอาสาสมัครตามที่ต่างๆ เช่น อ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง
เลี้ยงน้องตามสถานสงเคราะห์ รวบรวมข้าวของเครื่องใช้และเงินไปบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ เป็นต้น
มีตัวอย่างอาสาสมัครตัวน้อยมาเล่าให้ฟังค่ะ เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงจัสติน จอนห์สัน
อายุ 10 ปี ในเนบราสก้า สหรัฐอเมริกา วันหนึ่งขณะที่เธอเล่นอยู่ที่สนามเด็กเล่น
ได้เห็นเด็กพิการคนหนึ่งในเก้าอี้รถเข็นนั่งมองเด็กๆ คนอื่นเล่นกัน
เพราะเขาไม่สามารถเข้าไปเล่นปีนป่ายเครื่องเล่นกับเด็กเหล่านั้นได้ จัสตินรู้สึกสงสารเด็กคนนั้นมาก
เมื่อเธอกลับมาบ้าน เธอก็วาดชิงช้าที่เด็กพิการสามารถเล่นได้ และบังเอิญครูสอนเปียโนมาเห็นภาพของเธอเข้า
ก็เลยจัดให้จัสตินได้เข้าไปพูดขยายความคิดนี้ให้คนอื่นฟังที่สโมสรของชุมชนได้ช่วยกันบริจาคเงิน 100 ดอลลาร์
สำหรับดัดแปลงชิงช้าที่จัสตินออกแบบ แต่เงินก็ยังไม่พอที่จะทำอะไรได้ จัสตินจึงเที่ยวขอบริจาคเหรียญนิคเกิล (5 เซนต์)
ที่โรงเรียนได้เงินมาอีก 192 ดอลลาร์ นอกจากนั้นก็ยังไปพูดตามสโมสรต่างๆ อีก เช่น สโมสรไลออนส์
เมื่อรวบรวมเงินได้มากพอ ครอบครัวจอห์นสันได้นำความคิดของลูกสาว
ไปเสนอบริษัทจัดสร้างอุปกรณ์เครื่องเล่นและบริษัทก่อสร้างสนามเด็กเล่น
ซึ่งเป็นที่ประทับใจทีมงานเป็นอย่างยิ่ง แล้วในที่สุดทีมงานก็อาสาสมัครสร้างสนามเด็กเล่น
ที่เด็กพิการสามารถเล่นกับเด็กธรรมดาได้ตามความฝันของหนูน้อยจัสตินนั่นเองค่ะ
... จากจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น และการสนับสนุนของผู้ใหญ่
เด็กน้อยคนนี้ได้เป็นอาสาสมัครผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เกิดความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากคนหมู่มาก
จนเกิดผลงานที่เป็นประโยชน์กับสังคมอย่างน่าชื่นใจค่ะ
ลูกของเราก็อาจจะเป็นอาสาสมัครที่สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ได้คนหนึ่งเหมือนกันนะ
(update 23 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มิถุนายน 2547 ]
|