ตั้งคำถามว่าเด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร บางคนตอบว่าอยากเป็นหมอเพราะน่าจะรวยดี เห็นพ่อแม่บอกอย่างนั้น
บางคนอยากเป็นนักบินเพราะจะได้เดินทางรอบโลก มีบางคนอาจไม่ตอบเพราะยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรดียังคิดไม่ออก
บางคนก็รอให้พ่อแม่คิดให้ก็มี
เคยตั้งคำถามบ้างไหมครับว่า ทำไมบางคนถึงได้เก่งจัง พูดจาอะไรคนเชื่อกันทั้งประเทศหรือทั้งโลก
บางคนทำไมคนจึงให้ความเคารพนับถือกันทั้งประเทศหรือทั้งโลก แต่ทำไมบางคนถึงทำอะไร
ก็ไม่ประสบความสำเร็จซักอย่าง ชีวิตลำบากกว่าแม่อายสะอื้นซะอีก
คำตอบสำหรับคำถามข้างบนอาจมีได้หลายอย่างแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน
ที่คิดน้อยๆ หรือไม่ค่อยจะคิดก็มักจะโยนไปที่เรื่องของโชคชะตา เวรกรรม บุญวาสนา
แล้วแต่ว่าประเด็นไหนตอบแล้วสบายใจกว่ากัน ความเชื่อแบบนี้ก็มีส่วนถูกอยู่บ้างแต่ไม่มากหรอกครับ
เพราะถ้าลองศึกษากันจริงจังแล้วจะพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตโดยโชคช่วยมีน้อยมาก
ประเภทซื้อหวยครั้งเดียวก็ถูกรวยเป็นร้อยล้านหรือยู่ๆ ก็มีคนมารับไปอยู่ในคฤหาสห์
เพราะเพิ่งทราบว่าเป็นทายาทตกยากของเจ้าของคฤหาสน์ ประเด็นแรกมีโอกาสน้อยมาก
ส่วนประเด็นหลังมีแต่ในละครน้ำเน่าครับ
คนที่มีความคิดที่ดีกว่า มักจะอาศัยข้อมูลประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ มาเป็นคำตอบ
ถ้าใครชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติบุคคลสำคัญต่างๆ จะพบว่าแต่ละคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
อาจมีรายละเอียดในชีวิตแตกต่างกันไป แต่มักเริ่มจากการเป็น เด็กที่มีอนาคต มาก่อนเกือบทั้งสิ้น
เด็กบางคนพอคุยด้วยก็พอจะบอกได้แล้วว่าโตขึ้นน่าจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
หรือเป็น คนมีอนาคต ในขณะที่บางคนก็คะเนได้เลยว่าไม่น่าจะรุ่ง
จากการศึกษาประวัติบุคคลสำคัญต่างๆ พบว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนมาก
มักมีลักษณะส่วนตัวที่สำคัญบางประการที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป ลองตรวจสอบดูก็ได้นะครับว่า
ลูกหลานของเรามีลักษณะที่ว่านี้หรือไม่ แม้จะมีไม่ครบถ้วน ผมเชื่อว่าคงมีอนาคตที่ดีแน่นอน
ความใฝ่ฝันเป็นแรงบันดาลที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คนประสบความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก
เริ่มต้นจากการใฝ่ฝันว่าจะมีอนาคตเป็นอะไร บางคนก็ฝันที่จะเป็นวิศวกร บางคนฝันจะเป็นทูต
ในขณะที่บางคนอยากเป็นทหาร ความใฝ่ฝันอาจจะผันแปรและเปลี่ยนแปลงไปได้
แต่การมีความใฝ่ฝันถึงอนาคตเป็นเรื่องที่ดี เหมือนการเดินทางที่มีจุดหมายปลายทาง
มีคำอีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความใฝ่ฝัน ก็คือ ความเพ้อฝัน คนจำนวนไม่น้อยที่แยกไม่ออกระหว่างคำว่า
'ความใฝ่ฝัน' กับ 'ความเพ้อฝัน' ความเพ้อฝันเป็นความคิดที่ไร้สาระ ไม่นำไปสู่อนาคตที่ดี เช่น
อยากเป็นวิศวกรไฟฟ้าทั้งที่เรียนคณิตศาสตร์อ่อนมากแต่ไม่เคยพัฒนาตัวเองเลย
อยากเป็นนักประดาน้ำแต่ไม่ยอมไปหัดว่ายน้ำ คนที่เพ้อฝันมักจะเชื่อโชคลาง เช่น
เชื่อว่าการบนบานศาลกล่าวจะช่วยให้สอบได้
อย่าหวังเลยครับ... พระเจ้าไม่ช่วยคนที่งี่เง่าหรอก
นักเรียนบางคนเรียนจนถึงชั้นมัธยมปลายแล้วยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไรในอนาคต
ไม่เคยใฝ่ฝันอะไรเลย บางคนอาการหนักกว่านั้นอีกคือจะเรียนอะไรต่อก็แล้วแต่ว่าพ่อแม่จะเลือกให้
ผมเห็นนักเรียนแพทย์จำนวนไม่น้อยที่เรียนแพทย์แล้วทุกข์มากเพราะตัวเองไม่ชอบ
แต่พ่อแม่ชอบอย่างนี้จะไปรักษาคนไข้ให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร เพราะตัวเองก็ยังทุกข์หนักอยู่เหมือนกัน
ถ้าใครที่เรียนถึงชั้นมัธยมปลายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ก็ลองหัดคิดดูเองซะบ้างว่าอยากจะเป็นอะไร
แต่ขอให้มันอยู่ในโลกของความเป็นจริงด้วยนะ ไม่ใช่อยากเป็นนักบินอวกาศโดยที่เรียนหนังสือไม่ได้เรื่องเลย
แค่สอบก็ต้องบนพระบนเจ้าไม่รู้กี่วัดต่อกี่วัด อย่างนี้ไม่ไหวครับ
ความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การงานต่างๆ ประสบความสำเร็จ
คนจำนวนไม่น้อยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นโน่นเป็นนี่ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยเชื่อว่าตัวเองจะทำได้
ยิ่งพอมีคนมาพูดถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่จะต้องประสบพบเจอ ก็มักจะท้องใจหรือไขว้เขวเสียก่อน
บางคนยังไม่เคยทดลองทำอะไรด้วยซ้ำก็ยอมแพ้เสียแล้ว
'คนไม่เชื่อมั่นในตัวเอง' กับ 'คนขี้ขลาด' เป็นคนประเภทเดียวกัน จะทำอะไรสักอย่างก็ต้องรอให้คนอื่นทำให้ดูก่อน
บางคนต้องรอให้พ่อแม่ช่วยถึงจะทำได้ คนแบบนี้หมดสิทธิ์ที่จะเป็นผู้นำคนอื่น รุ่งยากครับ
ความมุ่งมั่น ไม่เหมือนกับความใฝ่ฝันหรือความเชื่อมั่น ความมุ่งมั่นเป็นเรื่องของความตั้งใจ
จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จโดยไม่หวั่นกลัวอุปสรรคใดๆ คนเรามีสิทธิ์ฝันกันทุกคนว่าอยากจะเป็นอะไร
แต่มีไม่มากที่เชื่อมั่นว่าตนเองจะทำได้สำเร็จ และหากเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นด้วยแล้ว
ยิ่งเหลือคนไม่มากนักที่จะทำได้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
นักการเมืองที่ครองใจประชาชน หรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของตน
ทุกคนล้วนแต่ต้องผ่านการทดสอบเรื่องความมั่งมั่นมาแล้วทั้งสิ้น
การทำความใฝ่ฝันให้กลายเป็นความจริงเป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นหรือแรงใจค่อนข้างมาก
คนบางคนอยากเป็นวิศวกร แต่ต้องเรียนคณิตศาสตร์ที่ค่อนข้างยากก็เลยถอดใจไม่เรียน
เปลี่ยนใจไปเรียนกฎหมายแทน แต่ก็พบว่าต้องท่องตัวบทกฎหมายอีกมาก ขี้เกียจท่อง เลยไม่เรียน
สรุปว่าเรียนอะไรก็ไม่เห็นดีสักอย่าง
หนูเอ๋ย... ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หรอก แล้วก็ไม่มีของฟรีด้วย
ขนาดปอกกล้วยเขาปากที่ว่าง่ายแล้วยังต้องปอกให้ดีเลย ปอกไม่ดีกล้วยก็เละได้เหมือนกัน
'คนที่ไม่มีความมุ่งมั่น' กับ 'คนขี้เกียจ' จัดอยู่ในกลุ่มคนประเภทเดียวกันนั่นแหละครับ
ถ้าอยากจะสบายตอนนี้ แต่ลำบากในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ก็ได้
ข้อนี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนมีอนาคตเลยทีเดียวครับ ไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้มากความ
เพราะก็เห็นกันอยู่จะๆ แล้วว่า ถ้าไม่ขยันเรียนหนังสือแล้วจะสอบให้ได้คะแนนดีได้อย่างไร
อาจจะมีบ้างแต่รับรองได้ว่าไม่เป็นเช่นนั้นทุกครั้งแน่นอน
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตขยันกันทุกคนแหละครับ เคยได้ยินไหมว่าคนจีนที่อพยพจากเมืองจีน
มาเมืองไทยแบบหอบกันมาแค่เสื่อผืนหมอนใบแล้วร่ำรวยกันถ้วนหน้า ก็เพราะเจ้าความขยันนี่แหละ
ลักษณะทั้ง 4 ประการข้างต้น ถือเป็นคุณสมบัติจำเป็นพื้นฐานของคนมีอนาคต
ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าให้ความยุติธรรมกับทุกคนที่จะแสวงหาได้เอง
ไม่เกี่ยวข้องกับความยากดีมีจน เพียงแต่บางคนต้องใช้ความพยายามมากกว่าหรือน้อยกว่าบางคนเท่านั้นเอง
เพราะเกิดมาด้วยโอกาสที่มีไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่มีอนาคตแล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ้อยมากครับ
คุณสมบัติเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม คนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน ก็ไม่แน่ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต
ยังมีคุณสมบัติอีกหลายประการที่คนมีอนาคตมักจะต้องมีเพิ่มเติม มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่คน
คุณสมบัติเพิ่มเติมที่ควรมีและการกล่าวถึงกันบ่อยๆ ดังต่อไปนี้ครับ
คนเราเป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่กันเป็นกลุ่มหรือเป็นหมู่เหล่า การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จต้องมีคนช่วย
'สัตว์ไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน' เจริญยากครับ
การคบหาเพื่อนเป็นสิ่งที่เราจะต้องเลือกครับ ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือไสยศาสตร์ที่ลึกลับซับซ้อนอะไร
การคบเพื่อนที่ดีหรือที่เรียกว่า กัลยาณมิตร มักจะนำพาชีวิตให้ประสบพบแต่เรื่องดีๆ
ส่วนการคบเพื่อนอัปรีย์ก็มักจะพาไปพบแต่เรื่องเลวร้าย บางคนเสียผู้เสียคนหรือเสียชีวิตแบบไร้ค่า
ลักษณะของเพื่อนที่ดีอธิบายได้ง่ายนิดเดียวว่าก็คือเพื่อนที่ชวนไปทำแต่ความดีนั่นเอง เช่น
ชวนไปเรียนหนังสือ ชวนไปช่วยเหลือสังคม ชวนไปทำกิจการที่มีความเจริญก้าวหน้า
ส่วนเพื่อนที่เลวก็คือเพื่อนที่ชวนไปทำแต่ความเลว เช่น ชวนเที่ยวกลางคืน ชวนไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่น
ชวนไปเสพยาเสพติด
ลองสังเกตดูสิครับว่า คนที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือได้รับความเคารพนับถือมักมีเพื่อนที่ดีทั้งนั้น
มหาบุรุษหรือวีรสตรีไม่มีหรอกครับที่เป็นเพื่อนกับโจรหรือคนชั่ว
- พัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนโตหรือจนตาย ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านประสบการณ์ต่างๆ กันมามากมาย
บางอย่างก็เป็นประสบการณ์ที่ดี บางอย่างก็ไม่ดี คนที่ใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีงามมักจะสนใจพัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ
เช่น เคยชอบเที่ยวกลางคืนแล้วทำให้การเรียนตกต่ำก็เลิกเสีย เคยพูดจาหยาบคายแล้วพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไม่ชอบก็เลิกเสีย
คนที่รู้จักพัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ชีวิตมีความดีงามและเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ
ในขณะที่คนบางคนเคยเกเรอย่างไรก็เกเรอยู่อย่างนั้น หนังสือหนังหาไม่ยอมเรียน คนอย่างนี้เจริญยากครับ
บางคนก็ทำผิดซ้ำซากอยู่นั่นแหละ เช่น รู้ว่าดื่มเหล้าสูบบุหรี่ไม่ดี เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่ดี เพราะจะทำให้เป็นหนี้สิน แต่ก็เลิกนิสัยเสียนี้ไม่ได้เสียที
การประหยัดและมัธยัสถ์เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างหนึ่งของคนมีอนาคต
การประหยัดและมัธยัสถ์เป็น นิสัย อย่างหนึ่งที่ต้องฝึก คนบางคนพ่อแม่รวยมีเงินใช้จ่ายไม่จำกัด
เมื่อพ่อแม่ตายหรือประสบปัญหาเศรษฐกิจก็ปรับตัวไม่ได้เพราะไม่เคยฝึกประหยัดมาก่อน
คนจำนวนไม่น้อยที่มีชีวิตอยู่เพียงแค่ปัจจุบัน ไม่เคยมีการเตรียมตัวสำหรับอนาคตเลย
เพราะคิดยาวๆ ไม่เป็น มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่เคยคิดเก็บสะสมเงินทองไว้ใช้ในอนาคต
เมื่อหาเงินไม่ได้แล้วจึงต้องทุกข์ยากตอนแก่
หลายคนไม่เชื่อว่าความสุภาพ นอบน้อม ถ่อมตน เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นเท่าไรนัก
บางคนคิดด้วยซ้ำว่าเป็นลักษณะของคนรุ่นเก่าที่ไม่พัฒนา คร่ำครึ และตกรุ่น
บ้างก็ว่าเป็นลักษณะของคนในประเทศที่ยังไม่มีพัฒนาเพราะคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ไม่เห็นจะทำตัวอย่างว่าเลย
ขอเรียนว่าความคิดดังกล่าวผิดแน่นอนครับ ไม่ว่าคนในประเทศตะวันตกหรือตะวันออก
ประเทศพัฒนาแล้วหือกำลังพัฒนา ล้วนแล้วแต่อยากพูดคุยกับคนสุภาพ นอบน้อม ถ่อมตนทั้งนั้น
นักเรียนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าความสุภาพอ่อนโยนเป็นความไม่กล้าแสดงออก
ในขณะที่ความยะโสโอหังเป็นการกล้าแสดงออก 'การไม่กล้าแสดงออก' กับ 'ความสุภาพ นอบน้อม ถ่อมตน'
เป็นคนละเรื่องกัน เช่นเดียวกับ 'การกล้าแสดงออก' กับ 'ความยะโสโอหัง' ก็เป็นคนละเรื่องกันเช่นกัน
ในสมัยผมเป็นเด็ก ความอดทนที่ต้องมีกันก็คือความอดทนในการทำงานหนัก
อดทนในการฝึกฝนเล่าเรียน แต่ถ้ากับเด็กในปัจจุบัน สิ่งที่อยากจะบอกก็คือต้องอดทนต่อความอยากให้ได้
เนื่องจากในปัจจุบันมีสิ่งกระตุ้นความอยากไม่น้อยที่จะทำให้ไม่เรียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทต่างๆ
สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตต่างๆ
เช่นเดียวกับความประหยัดมัธยัสถ์ ความอดทนก็เป็นนิสัยที่ต้องได้รับการฝึกอบรมเช่นเดียวกัน
บางคนโตจนจะแต่งงานแต่งการแล้วยังไม่เคยทำงานหนักเลย เพราะพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงทำให้หมด
คนพวกนี้ส่วนมากอนาคตชีวิตคู่มักไม่รุ่งโรจน์ แต่จะรุ่งริ่งมากกว่า ที่เป็นข่าวคราวหย่าร้างก็มีให้เห็นเป็นประจำวัน
คนจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้ความสามารถมาก แต่ทำงานไปไม่เคยเจริญก้าวหน้า
เนื่องจากไม่กล้าแสดงความรู้ความสามารถของตัวเองให้คนอื่นทราบ สังคมไทยถูกสั่งสอนให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว
ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกในการประชุม แต่ชอบนินทาลับหลัง
รัฐบาลพยายามปฏิรูปการศึกษาให้นักเรียนกล้าแสดงออกมากขึ้น จะสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย
เห็นทำมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เห็นเด็กกล้าแสดงออกในทางที่ถูกที่ควรกันสักเท่าไหร่เลย
เช่น กล้ามีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน กล้าไปตีกับนักเรียนต่างโรงเรียน
อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์แล้วเศร้าชะมัดเลย
การกล้าแสดงออกของนักเรียนเป็นเรื่องที่ต้องมีการฝึกฝนกันอีกมาก
แต่ตอนนี้ต้องฝึกครูก่อนนะครับ
ความจริงคุณสมบัติข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยทีเดียว ประเทศที่เจริญหรือพัฒนาแล้วทุกประเทศ
ล้วนแล้วแต่สอนให้คนของตัวเองรู้จักคิดทั้งสิ้น การจะทำให้เด็กไทยซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตรู้จักคิดไม่ใช่เรื่องง่าย
ผมว่ายากกว่าเคลื่อนย้ายภูเขาเสียอีก เพราะต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกหมู่เหล่าเลยทีเดียว
เริ่มจากครูต้องคิดเป็นเสียก่อน การคัดเลือกคนเข้าศึกษาต่อหรือทำงานต้องเลือกจากคนที่คิดเป็นไม่ใช่ท่องจำเก่ง
ความคิดเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของมนุษย์ คนที่คิดเก่ง คิดใหม่ คิดสร้างสรรค์ คิดในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยคิด
ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งสิ้น ส่วนคนที่แม้เพียงแต่คิดตามคนอื่นที่เขาคิดไว้ให้แล้วยังคิดไม่ออก
อย่างนี้รุ่งยากครับ คงต้องเป็นทาสความคิดของคนอื่นเขาไปตลอดชีวิต
การที่คนไทยเรายังทำงานหนักแต่มีรายได้น้อยเมื่อเทียบกับคนทางตะวันตก
ก็เพราะงานที่เราทำไม่ค่อยได้ใช้ความคิด โดยเฉพาะความคิดใหม่ที่ยังไม่มีใครคิด
บางคนอาจจะเถียงว่างานที่ตัวเองทำต้องใช้ความคิดหนักจะตาย แต่ลองคิดดูสิว่าเป็นงานที่คิดใหม่สักเท่าไร
ส่วนมากมักเป็นแค่คิดตามเท่านั้นเอง
ตอนนี้ผมเองก็ขอภาวนาให้ประเทศไทยปฏิรูปการศึกษาสำเร็จ
ให้เด็กไทยและคนไทยทุกคนคิดเป็นโดยถ้วนหน้า คงต้องใช้ไสยศาสตร์แล้วละครับ
เพราะรอมาตั้งนานก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ
(update 12 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา..
life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 103 ตุลาคม 2547 ]
|