อนาคตเด็กไทยฝากไว้กับ ครอบครัวเข้มแข็ง

เด็กไทยคือทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของประเทศ เพราะเขากำลังเจริญเติบโตตลอดเวลา เพื่อมาชดเชยคนรุ่นเก่าที่ต้องเสื่อมสังขารไปตามสัจธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ขณะที่ประชากรเด็กกำลังลดลงเพราะการคุมกำเนิดได้ผล และพ่อแม่แพ้ภัยเศรษฐกิจ พยายามมีลูกน้อยลงๆ จนเหลือครอบครัวหนึ่งมีลูกแค่ 1 คนก็เก่งแล้ว มี 2 คน ก็หน้ามืดเลย ลำบากทั้งทำมาหาเลี้ยงชีพ ภาวะการดูแลลูกและส่งเสียด้านการศึกษา

แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ค่อยจะมีข่าวดีสำหรับเด็กๆ เลย แม้นว่าเราดีใจ ปลื้มกันเมื่อเด็กไทยไปชนะรางวัลคณิตศาสตร์ รางวัลฟิสิกส์ รางวัลเคมี รางวัลชีวะระดับนานาชาติ น่าชื่นใจกับเด็กๆ ที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย แต่เมื่อเชิญบางคนมาสัมภาษณ์เร็วๆ นี้ ที่ UBC 7 สัมภาษณ์เด็กเก่ง 2 คน มีชื่อเสียงมากระดับท็อปของกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าหลักสูตรของเราไม่ได้เอื้อต่อเด็กเลย เมื่อเด็กมีแววที่จะทำชื่อเสียงได้ ก็ต้องมีกลุ่มอาจารย์จากมหาวิทยาลัยลงไปช่วยกันติวเข้มเหมือนเข้าค่ายเลย ซึ่งโรงเรียนประถม มัธยมทั่วประเทศก็เกือบเหมือนกันหมด หลักสูตรไม่เอื้อให้เด็กรู้จักคิด ค้นคว้า มีความกระตือรือร้น และสนุกสนานกับการเรียน จึงต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาโดยด่วนจี๋

เน้นอีกครั้งจากข้อมูลการวิจัยของ พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ จากกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาพัฒนาการด้านสติปัญญา IQ ของเด็ก เมื่อ 5 ปีก่อน เด็กประถมมีไอคิว 92 (ปกติมีค่า 90-110) ถ้าเกิน 110 ก็ฉลาด จัดว่าอัจฉริยะก็ 130 นั่นเทียว เรียกว่าไอคิวเด็กไทยมีค่าใกล้ต่ำสุด (ใกล้สอบตก) อีก 5 ปีต่อมาคุณหมอทำวิจัยในเด็กกลุ่มมัธยม คงคิดว่าเวลาผ่านมา 5 ปี ระบบการศึกษาและครอบครัวช่วยกัน ไอคิวเด็กจะดีขึ้น ปรากฏว่าแย่กว่าเดิมคือเหลือแค่ 87 ยังไม่ถึงปัญญาอ่อน แต่เรียกว่ามีความทึบ คือสมองตื้อทึบ คิดอะไรไม่ค่อยออกและถ้าตามต่อไปอีก 5 ปี ไม่แน่ว่าจะเข้าเกณฑ์ปัญญานิ่ม ปัญญาอ่อนไหม

น่าเป็นห่วงจริงๆ เพราะแต่ละประเทศเขาตั้งเกณฑ์เด็กของเขา ไอคิวเกิน 100 โดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐฯ เขาตั้งเป้าเด็กเขา IQ 110 เช่นเดียวกับญี่ปุ่น อิสราเอล และสิงคโปร์ใกล้ๆ บ้านเรานี้ เขาตั้งเป้าชนิดปักธงไปเลยว่าเขาจะเป็นเกาะแห่งอัจฉริยะ แม้ประชากรเขาน้อยกว่าเรามากมาย เด็กได้รับการสนับสนุนเต็มที่ยังไม่พอ เขายังพยายามอิมพอร์ตเอาคนระดับสมองเข้าประเทศตุนเอาไว้อีก

ได้ทราบว่าคนไทยที่ทำปริญญาเอกอยู่ต่างประเทศได้ รับการทาบทามว่า ถ้าคุณกลับไทยแลนด์แล้วไม่แฮปปี้มาอยู่เมืองของฉันได้เลย ตอบแทนเต็มที่ไม่อั้น เขาพยายามดึงนักวิจัยดังๆ เข้าประเทศ เพราะผลงานวิจัยและพัฒนา (RESEARCH AND DEVELOPMENT) ไม่ได้นำมาแค่ชื่อเสียง แต่สามารถนำเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล ตัวอย่างเห็นชัดคือ เรื่องของคอมพิวเตอร์ซึ่งค้นพบจากการวิจัย ทำเงินให้สหรัฐฯมากมาย การค้นพบยาที่มีประสิทธิภาพนำความร่ำรวยให้ประเทศมหาอำนาจและมาขายยาแพงๆ กับเรา

เราอยากให้เด็กไทยเก่ง เด็กอัจฉริยะ (GIFTED CHILD) มี 3 ใน 100 คน พวกนี้จะเรียนรู้เร็วไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง อยากรู้อยากเห็น ค้นคว้าหาคำตอบ มีแรงบันดาลใจที่เรียกว่า MOTIVATION สูง บางท่านเรียกว่าแรงบันดาลใจใฝ่สัมฤทธิ์ เด็กแบบนี้มีทั่วโลก เช่น ไอน์สไตน์, โมสาร์ต เป็นต้น แล้วแต่ว่าประเทศไหนจะแลเห็นเพชรส่องแสง หรือเหมือนไก่ได้พลอย ไม่รู้จักคุณค่า ไม่สนับสนุนส่งเสริมให้เขาได้เรียนอย่างเหมาะสมกับศักยภาพสมอง บางรายกลับทำลายศักยภาพ กลายเป็นสมองฝ่อด้วยระบบท่อจำเป็นหุ่นยนต์

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมีหน่วยงานดูแลเด็กเหล่านี้อย่างเหมาะสม ให้เขามีโอกาสโดยรัฐฯ สนับสนุน ให้เขามีวิถีชีวิตผสมผสานกับธรรมชาติและขนบประเพณีไทยมีเวลาพักผ่อน เล่นสนุกสนานเหมือนเด็กอื่นๆ ข้อสำคัญคือ รักความเป็นไทย มิฉะนั้นเมื่อเขาเรียนจบ Ph.D. อาจไม่กลับไทยแลนด์ อาจถูกซื้อตัวไปอยู่ประเทศอื่นได้

เราต้องเสริมเด็กทุกระดับ ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กอัจฉริยะหรือเด็กปกติอีกร้อยละ 97 ว่ามีความสามารถระดับแค่ไหน เราก็ต้องช่วยส่งเสริม ถ้าเราทิ้งให้เด็กที่เหลือไอคิวแค่ 87 รับรองว่า ประเทศไปไม่รอดแน่ๆ ค่ะ ยิ่งการเปิดตลาดเสรี ฝรั่งไอคิวสูงๆ มาหลอกเอาง่ายๆ เหมือนสมัยฟองสบู่แตก หรือโซรอสโจมตีเงินบาทระหว่างปี 2540 เราเจ็บแล้วต้องจำไว้ สอนลูกหลานไม่ให้ฟุ่มเฟือย อย่าเห่อตามกระแสฝรั่งบอกมา สอนลูกสอนหลานไม่ให้ฟุ่มเฟือยอย่าเห่อตามกระแสฝรั่งบอกมา รู้จักคิดเอง มีเหตุมีผล ไม่เชื่อตามเขาบอกมา ดังนั้นเด็กของเราต้องฉลาดรอบรู้ ไอคิวเป็น 100 ขึ้นไป จึงจะดีค่ะ

ระยะหลังเรามาเห่อกันเรื่อง อีคิว เอ็มคิว เอสคิว และคิวอื่นๆ เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ โดยเห่อตามฝรั่งอีกเช่นเคย เหมือนทุกๆ กระแสที่ฝรั่งเขาสร้างขึ้น ที่เป็นกระแสตะวันตก (westernization) ไม่ว่าอาหารจานด่วน วัตถุนิยม สินค้าแบรนด์เนม บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่ทำร้านค้าเล็กๆ ของเราจอดหมอ ฝรั่งเขาทำให้เด็ก IQ โดยเฉลี่ยสูงดีแล้ว เขาจึงเน้นอีคิว ซึ่งความจริงอีคิวนั้นเป็นเรื่องที่ทางตะวันออกเราเน้นโดยกำเนิด ทั้งเรื่องจริยธรรม คุณธรรม วัฒนธรรม เพียงแต่การตัดสินใจเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง การพึ่งตนเองเด็กไทยจะอ่อนล้าสักหน่อย แต่เด็กไทยอย่าเห่อตามฝรั่งว่าไอคิวเราดีแล้ว เราต้องพัฒนาทั้ง ไอคิว อีคิว และคิวอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน

สมองเด็กต้องการการพัฒนามากที่สุดในช่วง 0-2 ปี แต่เป็นช่วงระยะที่พ่อแม่ต่างต้องช่วยกันทำมาหากิน ไม่มีเวลาดูแลลูกเพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีงาม หน้าที่ของแม่กลายเป็นของพี่เลี้ยงเด็ก ซึ่งอาจจะไม่โชคดีเสมอไป ถ้าได้พี่เลี้ยงไม่เหมาะสม เด็กจะได้รับตัวอย่างที่ไม่ดี แต่ถ้าทุกหน่วยงานที่มีแม่ลูกอ่อนจัดบริการ ให้มีเนิร์สเซอรี่ดูแลเด็กอ่อน ให้แม่อุ้มมาทุกเช้า เมื่อมีเวลาว่างก็ไปให้นมลูก เป็นระยะๆ ไม่เสียเวลาทำงาน เย็นก็กลับด้วยกัน ความใกล้ชิดพ่อแม่ลูก และครอบครัวเข้มแข็งเป็นปราการสำคัญสำหรับป้องกันสิ่งเลวร้ายหลายอย่างให้ห่างจากลูก โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ในยุคนี้คือ ยาเสพติด ยาอี ยาบ้า ซึ่งมุ่งจะเข้ามามอมเมาเด็กไทยมากเป็นทวีคูณ

เร็วๆ นี้หมอได้ร่วมประชุมกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ใกล้ชิดติดดินกับชุมชน ทุกคนกลุ้มใจมากกับเรื่องยาเสพติด ซึ่งเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ เพราะมุ่งสู่เยาวชนที่เป็นกำลังของประเทศ ตัวเลขผู้เสพยาแล้ว (ส่วนมากเป็นยาบ้า) มีถึง 2 ล้าน 6 แสนคน เป็นผู้ติดแน่ๆ 9 แสนคน (ใกล้ล้านคนแล้ว) ผู้เคยเสพ 1 ล้าน 7 แสน ซึ่งไม่แน่ว่าจะกลับไปเสพอีกหรือไม่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการในการรักษาบอกว่า การเลิกไม่ง่าย มีอยู่รายหนึ่งต้องเข้ารับการบำบัดซ้ำแล้วซ้ำอีกถึง 18 ครั้ง คิดดูว่าพ่อแม่ช้ำชอกแค่ไหน

อีกท่านหนึ่งใกล้ชิดชุมชนในกรุงเทพมหานครกล่าวว่า ยาหาง่ายมาก มีทั่วไปในชุมชนแออัด หาง่ายเหมือนซื้อขนม ท่านเคยออกแบบสอบถามยังเจ้าบ้านระดับตั้งแต่ห้องแถว ทาวน์เฮาส์ หมู่บ้าน และบ้านมีเงิน ถามว่าปัญหาอะไรหนักที่สุดสำหรับครอบครัว คิดว่าคำตอบน่าจะเป็นเรื่องปัญหาดอกเบี้ยลด เศรษฐกิจไม่ดี ตกงาน ฯลฯ กลับพลิกล็อก เกือบทุกบ้านตอบว่า ปัญหายาเสพติดเป็นอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างเรื่องเศรษฐกิจหลายช่วงตัวทั้งๆ ที่บ้านเราก็ยังแย่ด้านนี้

แสดงว่าทุกคนก็รู้ถึงปัญหานี้และกลัวมากว่าจะมามีผลต่อลูกหลาน หรือโดนพวกติดยาทำร้ายเอา ซึ่งผู้ค้ามีการตลาดและอำนาจเงิน มีกลยุทธ์ต่างๆ นานา ตอนแรกก็มุ่งสู่เด็กมีปัญหา เด็กเรียนไม่ดี เด็กครอบครัวแตกแยก เดี๋ยวนี้มุ่งสู่เด็กที่เป็นคนเด่นของโรงเรียน เพื่อจะดึงเด็กอื่นๆ เข้ามา เอาไว้เป็นพวก และบางรายก็เป็นผู้จำหน่ายเอง ฝ่ายตั้งรับก็คอยแก้ปัญหาเพราะอายุเด็กเสพยาจะลดลงไปเรื่อยๆ จนต่ำกว่า 12 ปี ต้องรณรงค์จากเด็กมัธยมสู่ประถม อีกหน่อยต้องรณรงค์ตั้งแต่อนุบาล !!

ไม่มีใครอยากติดยา แต่สาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครทราบ ส่วนมากมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ครอบครัวแตกแยก มีเรื่องกับพ่อแม่ กลุ้มใจเกี่ยวกับการเรียน เกี่ยวกับเพื่อน ตามเพื่อน หรือมีสภาพจิตใจอ่อนแอถูกชักจูงง่าย หรือทำไปด้วยความสนุก คิดว่าเสพยาแล้วสนุกเต็มที่ในสถานเริงรมย์ ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นกับตัวเด็กเอง ถ้าเขาเข้มแข็งมาจากครอบครัวที่มีพ่อแม่ใกล้ชิด เป็นที่พึ่งทางใจของเขามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คำสอนพ่อแม่จะฝังอยู่ในใจในสมองของเขา เตือนสติเขาตลอดเวลาถึงสิ่งที่ควรหรือมิควรต้องสอนลูกให้รู้จักหลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยงเหล่านี้ยามเผชิญอยู่ต่อหน้า ไม่ว่าการชักชวนให้สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหรือของมึนเมา เสพยา หรือมีสัมพันธ์ทางเพศก่อนวัยอันควร

ตอนลูกเล็กๆ เป็นเด็กอ่อน เรายังสอนให้ลูกระวังอันตรายจากของร้อน ของมีคม สัตว์ดุร้าย รถในท้องถนน คนแปลกหน้า เราทำได้ดี แต่พอเข้าประถมและมัธยมอันตรายยิ่งกว่านั้นมีอยู่ข้างหน้า เราต้องสอนลูกให้รู้จักปฏิเสธและหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์นั้น โดยไม่ต้องเกรงใจเพื่อน เพราะเพื่อนบางคนต้องการมอมเมาเพื่อนให้กล้าและบ้าบิ่น สมาคมกุมารแพทย์สหรัฐฯ ทำแผ่นพับสอนพ่อแม่ว่า ต้องสอนลูก HOW TO SAY "NO" ต่อสิ่งเลวร้าย อย่าให้ลูกมองโลกเป็นสีชมพูว่าทุกอย่างปลอดภัยหมด เพราะอันตรายมีอยู่รอบตัว โดยเฉพาะเมืองใหญ่ เช่น กทม. อัตราผู้ติดยาเป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา และบางโรงเรียนพยายามปิดบังผู้ปกครอง แทนที่จะบอกให้รู้เพื่อที่จะได้ช่วยกันแก้ไข

บางชุมชน หมู่บ้าน ในต่างจังหวัดมีมาตรการทางสังคมดีมากคือ ทุกบ้านพากันรังเกียจบ้านที่ค้ายาบ้า และผู้เสพยาบ้า ไม่คบค้าสมาคมด้วย ทำให้อายและฝ่อไปเอง แต่ตรงกันข้ามบางแห่งผู้ค้ารายใหญ่ กลายเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ได้รับเชิญไปงานโน้นงานนี้เพราะเป็นคนมีเงินทั้งๆ ที่รู้ว่าได้เงินมาอย่างไร

ดังนี้ ในภาวะการณ์เช่นนี้ หมอคิดว่า รอทางราชการอย่างเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องเร่งเฝ้าระวัง และสร้างปราการให้เข้มแข็ง คือสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง เอาใจใส่ดูแลลูกใกล้ชิด คอยแนะนำ ปลูกฝังสิ่งดีงาม เตือนสติลูกใกล้ชิดลูกตลอดตั้งแต่เล็กจนวัยรุ่น ซึ่งนับแล้วยาวนานคือ วัยรุ่นเรานับ 12-21 ปี พอ 21 ปี แล้วเขาจะมีความรอบคอบมากขึ้น สังคมภายนอกเปราะบาง แตกหักง่าย และมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หวังพึ่งอะไรไม่ได้ ต้องพึ่งตนเอง และยึดครอบครัวเข้มแข็งไว้ ชุมชนจะเข้มแข็งได้ถ้าทุกครอบครัวช่วยกัน มิฉะนั้นสงครามยาเสพติดครั้งนี้เราจะเอาชนะได้ยากกว่าทุกสงครามในอดีตค่ะ


(update 19 เมษายน 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 242 มีนาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600