นอกจากเด็กวัย 3 ปีนี้จะคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างแล้ว บางครั้งพ่อแม่ก็มักจะคิดว่า
ตนเองเป็นศูนย์กลางของลูกแต่เพียงผู้เดียวเหมือนกัน โดยลืมไปว่า ท้ายที่สุดแล้ว สังคมภายนอก
ต่างหากคือมาตรวัดว่าลูกจะสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหรือไม่...และ เพื่อน
นี่ล่ะคือจุดเริ่มต้นของการปรับตัวที่ดีที่สุดเลย...
ที่หยิบยกเรื่องนี้มาคุยกัน เพราะพ่อแม่ของลูกวัยนี้มักมุ่งไปที่พัฒนาการด้านร่างกาย
รวมถึงแก้ปัญหารายวัน ไม่ว่าจะเป็นความซน ดื้อ ติดแม่ ไม่ยอมนอน กินน้อย ฯลฯ กว่าจะหันมามองว่า
การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น (ที่ไม่ใช่คนในบ้าน) นั้นจำเป็นกับลูกแค่ไหน ก็ถึงวันที่ลูกจะต้องเข้าโรงเรียนซะแล้ว
ซึ่งเรื่องไม่ได้จบลงที่เด็กไปโรงเรียน มีเพื่อน มีครู ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
เพราะพบว่าเด็กหลายคนมีปัญหาเรื่องการปรับตัว การไว้วางใจคนอื่น การปรับภาวะอารมณ์
การอดทนที่จะรอคอย หรือแม้แต่การแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เวลาอยู่กับคนอื่น
สิ่งเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อเด็กๆ ในอนาคต
เพื่อน... ดรรชนีพัฒนาการทางสังคม
มีรายงานการวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่นำทีมโดย Cynthai Erdley ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเมน
ในสหรัฐอเมริกา พูดถึงความสำคัญของการมีเพื่อนไว้อย่างน่าสนใจค่ะ เพราะเขาบอกว่าสำหรับเด็กแล้ว
เพื่อนสามารถช่วยขจัดความอ้างว้าง ว้าเหว่ และความเครียดให้เด็กได้ดี ทั้งพบว่า เด็กที่ถูกปฏิเสธจากกลุ่มเพื่อน
มักจะมีความเสี่ยงที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรม และความคิดไปในทางลบต่อสังคมรอบข้าง
และจะกลายเป็นคนที่ปรับตัวยากในการเข้าสังคม นอกจากนั้นยังจะเป็นเด็กที่มีความเครียด ความกดดันสูง
ขี้วิตกกังวล ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่มีความภาคภูมิใจและนับถือในตนเอง
แต่เพื่อนจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ ที่จะเป็นคนรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความเชื่อมั่นและพึงพอใจในตนเอง
หากได้รับการยอมรับ รู้จักที่จะสร้างมิตรภาพ รู้จักให้ และเรียนรู้ความแตกต่างของคนอื่นที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกับเขา
จริงๆ แล้ววัยนี้ดูเหมือนตัวเด็กเองก็ต้องการแค่พ่อแม่ และด้วยพัฒนาการของวัยก็ไม่ได้พร้อมเต็มร้อยที่จะมีเพื่อน
หรือเล่นกับคนอื่น เผลอๆ จะไปทะเลาะกันเสียด้วยซ้ำ เพราะยังเป็นวัยที่กลัวการแยกจาก ยังแย่งของเล่นกันอยู่
ยังเล่นกับคนอื่นไม่ค่อยเป็น แต่จริงๆ แล้วทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเราในฐานะพ่อแม่ เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ คนอื่น
มากน้อยแค่ไหน เพราะถึงพัฒนาการรวมๆ ของเขาจะยังไม่พร้อมสมบูรณ์ แต่ใช่ว่าเราจะต้องปิดกั้นทุกอย่าง
หากดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลูกของเราก็จะค่อยๆ ซึมซับประสบการณ์เหล่านี้ไว้
ต้องยอมรับว่า สำหรับเจ้าตัวเล็กแล้ว เวลาที่เขาอยู่ในบ้านจะได้รับการดูแลแตกต่างจากการอยู่ร่วมกับคนอื่น
พ่อแม่มักจะเป็นฝ่ายยอมเอาอกเอาใจ เสียสละ พูดง่ายๆ ว่าเด็กกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจอยู่ตลอดเวลา
เช่น การเล่นกับพ่อแม่ เด็กก็มักจะได้รับการตามใจเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ ไม่เคยต้องแบ่งปันใคร
ขณะที่ถ้าเด็กเล่นกับเพื่อนหรือเด็กคนอื่นๆ แม้วัยจะต่างกัน แต่เงื่อนไขในการเล่นก็ย่อมต่างจากพ่อแม่
เด็กจะต้องเรียนรู้ที่จะรอมชอมแบ่งกันเล่น หรืออาจต้องเผชิญความขัดแย้งบ้าง
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม
และการรู้จักยืดหยุ่นปรับตัวต่อชีวิตของเขาเอง
"เพื่อน" ของวัยเตาะแตะ
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า วัยอย่างเจ้าตัวเล็กเนี่ยยังมีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่กล้าๆ กลัวๆ
ก็เลยไม่ชัดเจนว่าจะเอายังไงกันแน่ บางทีเหมือนจะอยากอิสระ แต่ก็ยังติดแม่ บางทีอยากเล่นกับเพื่อน
แต่พอเอาเข้าจริงก็ปลีกตัวไปเล่นคนเดียว พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ เป็นปกติของวัยที่กำลังค่อยๆ
พัฒนาการเข้าสังคมกับคนอื่นๆ เราสามารถจัดสรรสิ่งแวดล้อมและสร้างสถานการณ์ผ่านกิจกรรมต่างๆ
ให้สอดคล้องและไม่ก้าวล่วงพัฒนาการของลูกมากเกินไปได้ เช่น
- หัดให้ลูกทำอะไรเอง ช่วยเหลือตัวเองในบางเรื่อง ยิ่งช่วงวัยใกล้ๆ 3 ขวบ กล้ามเนื้อต่างๆ ทำงานได้ดีแล้ว
กิจวัตรประจำวันง่ายๆ คงต้องลองทำเอง ลูกจะได้เรียนรู้ว่า บางสิ่งบางอย่างนั้นอาจต้องอดทน ต้องรอคอย
ต้องใช้ความพยายามจึงจะได้มา สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจคนอื่นด้วย
- แม้ลูกจะเป็นเด็กตัวเล็กที่สุดในบ้าน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เช่น เริ่มต้นสอนเรื่องการแบ่งปัน
การเสียสละ การแสดงออกเมื่ออยากได้ของว่าควรทำอย่างไร หรือเวลาคนอื่นมาหยิบเอาของๆ เราไป
เราควรจัดการอย่างไรดี จำไว้ว่าอย่าเลือกวิธีการ ยอม เพราะเห็นว่าลูกยังเด็กหรือ ยอม เพื่อตัดปัญหา
เพราะเมื่อวันหนึ่งที่มีเพื่อน ไม่มีใคร ยอม เขาได้ตลอดเวลาเป็นแน่
- ปล่อยให้ลูกออกไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้านบ้าง ไปสนามเด็กเล่นบ้าง
พ่อแม่บางคนกลัวว่าเล่นกับเด็กคนอื่นแล้วลูกจะถูกรังแก หรือออกไปข้างนอกแล้วจะไม่ปลอดภัย
สิ่งเหล่านี้คือการปิดกั้นการเรียนรู้เหล่านี้ และจะทำให้เด็กขาดโอกาสพัฒนาตนเอง ทางออกที่ดีที่สุดคือ
คุณควรจะอยู่กับลูกด้วย เพราะวัยนี้ไม่ว่าจะเล่นสนุกอย่างไรก็ยังอยากหันไปเห็นพ่อหรือแม่อยู่ใกล้ๆ นั่นแหละนะ
- หรืออาจชวนเด็กๆ เพื่อนบ้านเข้ามาเล่นกับลูก แต่คงต้องมีเทคนิคเลือกของเล่นประเภทที่เล่นร่วมกันได้หลายๆ คน
จะได้ไม่เกิดปัญหาวิวาทะกันขึ้น
- สอนลูกผ่านกิจวัตรประจำวันที่เกิดขึ้น เช่น พาลูกไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่ได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งปัน
การให้ การรอคอย ไม่ใช่อะไรก็ตามใจไปเสียหมด
- เมื่อเปิดโอกาสให้ลูกมีกิจกรรมร่วมกับเด็กคนอื่นๆ หากเกิดกรณีทะเลาะเบาะแว้งหรือแย่งของเล่นกัน
สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ต้องหนักแน่นและใจกว้างพอที่จะมองว่า เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กที่มีเล่นก็ต้องมีทะเลาะกัน
แล้วอย่ารีบด่วนเข้าไปแก้ปัญหา ลองเฝ้าดูอยู่สักครู่ว่าเด็กๆ สามารถคลี่คลายด้วยตัวเองได้มั้ย
แต่อย่าให้ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันนะคะ ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องรีบห้ามทัพแล้วล่ะค่ะ
- เวลาไปเยี่ยมญาติหรือเพื่อนบ้าน หยิบขนมนมเนยติดไม้ติดมือไปด้วย แล้วอย่าลืมให้ลูกเป็นคนมอบให้ด้วยล่ะ
เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างประสบการณ์ที่นำมาแลกเปลี่ยนกันค่ะ แต่ทั้งหมดนี้สำคัญที่ตัวเราผู้เป็นพ่อแม่
ต้องมองเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญต่อชีวิตของลูก แล้วรับรองเทคนิคดีๆ ก็คงพรั่งพรูมามากมายแน่ๆ
(update 30 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 246 กรกฎาคม 2546 ]
|