อาหารพัฒนาสมองเจ้าตัวเล็ก


คุณพ่อคุณแม่เคยได้ยินไหมค่ะว่า ถ้าต้องการบ่มเพาะหรือพัฒนาเจ้าตัวเล็กของเราให้เป็นเด็กที่มีไอคิวสูง หรือฉลาดเฉลียวแล้วละก็ จะต้องทำในช่วงที่ลูกของเรายังเล็กอยู่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 0-3 ปี นั่นก็เพราะว่าช่วงอายุดังกล่าวเป็น “ช่วงเวลาทอง” แห่งการพัฒนาสมอง เพราะสมองของเจ้าตัวเล็กจะมีอัตราการเจริญเติบโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่นๆ ตลอดชีวิต หากในช่วงนี้เราไม่สามารถให้การส่งเสริมพัฒนาสมองน้อยๆ ของลูกเราแล้วละก็ จะถือว่าพลาดโอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป ในฉบับนี้เราจะมาดูกันค่ะว่าเราๆ ที่เป็นคุณพ่อคุณแม่จะสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาสมองของลูกเราได้อย่างไรให้ลูกรักของเราเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กฉลาด และมีสมองที่เต็มไปด้วยศักยภาพ

สมอง การเติบโตและการพัฒนา

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสมองของเจ้าตัวเล็กจะเริ่มมีพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในช่วงก่อนการคลอดนั้นสมองจะพัฒนาเพื่อใช้ในกิจกรรมพื้นฐานของการดำรงชีวิต เช่น การควบคุมการเต้นของหัวใจ การขับถ่าย เป็นต้น ในช่วงนี้สมองจะรับรู้ว่ามีอวัยวะต่างๆ เกิดขึ้นและจะทำหน้าที่ส่งเส้นประสาทไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เหล่านั้น ทำให้อวัยวะนั้นๆ เกิดการรับความรู้สึก เส้นประสาทจะไปควบคุมการเคลื่อนไหว และการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้นหากพัฒนาการของสมองเกิดล้มเหลว อวัยวะส่วนนั้นก็จะหายไปหรือไม่มีพัฒนาการใดๆ เลย โดยทั่วไปแล้วเซลล์สมองกลุ่มนี้จะได้รับการพัฒนาจนเสร็จ ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะคลอดออกมาดูโลกเสียอีกค่ะ

หลังจากนั้นเซลล์สมองที่จะได้รับการพัฒนาและเจริญเติบโตมากขึ้น คือ เซลล์ประสาท การเติบโตของเซลล์ประสาทสมองจะแตกต่างจาเซลล์อื่นของร่างกาย ตรงที่ว่าเซลล์อื่นๆ ในร่างกายที่เกิดขึ้น เปรียบเทียบได้กับก้อนอิฐในเวลาที่เราสร้างตึก เพียงแต่เราเอาไปรวมกันเป็นบล็อกๆ ให้เป็นโครงสร้างเท่านั้น แต่เซลล์ประสาทของสมองเป็นเหมือนวงจรไฟฟ้า วงจรคอมพิวเตอร์ ที่อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ พอมันสร้างเซลล์ประสาทขึ้นมากแล้วมันก็จะยื่นส่วนของเซลล์ออกไปหาเซลล์อื่นๆ ที่จะเกาะสัมผัสกันเป็นวงจร นั่นคือมันจะค่อยๆ งอกกิ่งก้านสาขาออกไปหากกล้ามเนื้อ เพื่อที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อนั้น หรือไปสัมผัสกับเซลล์ประสาทอื่นๆ เพื่อส่งกระแสความคิดเชื่อมโยงความคิดต่างๆ ให้เกิดขึ้น

ในสมองของคนเราประกอบด้วยเซลล์ประมาณหนึ่งร้อยล้านล้านเซลล์ และทั้งหนึ่งร้อยล้านล้านเซลล์นี้ยังส่งส่วนยื่นไปสัมผัสกับเซลล์อื่นๆ อีกไม่น้อยกว่า หมื่นตัว ดังนั้นความสามารถที่สมองจะส่งความคิดต่อกัน เก็บความทรงจำ สื่อสารเป็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างมหาศาลและมหัศจรรย์ คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นความมหัศจรรย์ของสมองได้จากพัฒนาการของเจ้าตัวเล็กของเราเองค่ะ เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมเด็กอายุ 4 เดือนกับเด็ก 2 ขวบ ถึงทำอะไรได้แตกต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เด็ก 4 เดือน ยังไม่รู้ศัพท์สักคำ แต่เด็ก 2 ขวบ จะสามารถจดจำศัพท์ต่างๆ ได้อย่างน้อยประมาณ 300-400 คำ นั่นก็เพราะการเจริญเติบโตของสมองนั้นเองค่ะ


"อาหาร" ปัจจัยหลักเพื่อการพัฒนาสมอง

ปัจจัยหลักที่ส่งผลทั้งในด้านส่งเสริมและควบคุมพัฒนาการของสมองสามารถแบ่งออกได้ 3 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อมและอาหาร โดย 2 ปัจจัยแรกนั้นเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่อาหารเป็นปัจจัยเดียวที่เราสามารถควบคุมได้มากที่สุด ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ความรู้ทางโภชนาการของเรากว้างขวางขึ้น ทำให้ทราบว่าสำหรับเจ้าตัวเล็กแล้วอาหารมีบทบาท ในการกระตุ้นพัฒนาการของสมองและยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม สติปัญญา และความเฉลียวฉลาดของเด็กเป็นอย่างมาก เราลองมาดูกันค่ะว่า ถ้าเราต้องการให้สมองของเจ้าตัวเล็กพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพเจ้าตัวเล็กต้องได้รับสารอาหารอะไรบ้าง

โปรตีน : สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต

โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของสมอง เจ้าตัวเล็กต้องการโปรตีน เพื่อเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ กล้ามเนื้อ เลือด ฮอร์โมน ประมาณวันละ 2.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าวัยอื่นๆ หากเจ้าตัวเล็กได้รับโปรตีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับสมอง เพราะในระยะ 1 ขวบปีแรกนั้นเซลล์สมองของเจ้าตัวเล็ก จะเจริญเติบโตถึงร้อยละ 80 เมื่อมีโปรตีนไม่เพียงพอ จะมีผลต่อเซลล์สมอง ทำให้สมองมีขนาดเล็กกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลเสียต่อสติปัญญาของเจ้าตัวเล็กตลอดไป ถึงแม้เมื่อโตขึ้นจะได้อาหารที่ดีชดเชย ก็ไม่สามารถทำให้เซลล์สมองเพิ่มจำนวนเท่าคนปกติได้

อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทราบว่าอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนก็คือเนื้อสัตว์ต่างๆ และถั่วหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่ว แต่สำหรับเจ้าตัวเล็กแล้วแหล่งโปรตีนที่สำคัญก็คือ “น้ำนมแม่” ในระยะ 4-6 วันแรก น้ำนมแม่จะมีลักษณะใสสีเหลือง เรียกว่า น้ำนมเหลือง (Colostrums) ซึ่งมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าน้ำนมระยะอื่นๆ และมีสารที่ให้ภูมิต้านทานเชื้อโรค ได้แก่ ลิมโฟไซท์ (Lymphocyte) และไลโซไซม์ (Lysozyme) มาก ทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ค่อยเจ็บป่วย และสามารถพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในน้ำนมแม่ยังมีเวย์ (Whey Protein) ซึ่งประกอบด้วย อัลบูมิน (Lactalbumin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และยังมีกรดอะมิโน ในสัดส่วนที่เหมาะสมด้วย เจ้าตัวเล็กสามารถนำไปใช้เสริมสร้างร่างกายได้ดี

ในน้ำนมแม่จะมีโปรตีนประมาณ 1.2 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งจะเพียงพอสำหรับเด็กอายุ 4-6 เดือน หลังจากนั้นแล้วเจ้าตัวเล็กจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่คุณแม่สามารถให้นมลูกต่อไปได้จนถึง 1 ปีครึ่งค่ะ


กรดไขมันพิเศษ : คุณค่าเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสมอง

ไขมันมีความสำคัญมากสำหรับเจ้าตัวเล็ก เพราะนอกจากไขมันจะให้พลังงานแล้ว ยังช่วยให้วิตามินที่ละลายในไขมันถูกดูดซึมได้ดีขึ้นนอกจากนี้แล้วถึงแม้สมองของเจ้าตัวเล็กหลังคลอดทันที จะมีเซลล์ประสาทครบถ้วนแล้ว แต่การเชื่อมโยงของสายใยประสาทยังไม่ดีนัก จึงทำให้เด็กไม่สามารถสั่งงาน และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีนัก การสร้างสายใยประสาทที่ดีทารกต้องได้รับอาหารครบถ้วนมีพลังงานเพียงพอ โดยเฉพาะกรดไขมันพิเศษ ซึ่งประกอบไปด้วย กรดไลโนเลอิก กรดอะรัชชิโดนิค (AA) และกรดโดโคซาเฮกสาอีโนอิก (DHA) กรดไขมันพิเศษเหล่านี้ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเซลล์สมองและประสาทตา

  • กรดไขมันไลโนเลอิค จะช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ซึ่งเรียกว่า Eczema เด็กที่ขาดกรดไลโนเลอิคจะมีอาการผิวหนังแห้ง แตกและหนา อาหารที่เป็นแหล่งของกรดไลโนเลอิคที่สำคัญก็คือ “น้ำนมแม่” ซึ่งมีกรดไลโนเลอิคถึงร้อยละ 10 ของไขมันทั้งหมด ในขณะที่นมวัวมีกรดไลโนเลอิคเพียงร้อยละ 2 นอกจากนี้แล้ว น้ำนมแม่ยังมีเอนไซม์ไลเปส ซึ่งช่วยในการย่อยไขมัน ทำให้ไขมันในน้ำนมแม่เป็นไขมันที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย

    นอกเหนือจากน้ำนมแม่แล้ว กรดไลโนเลอิคยังมีอยู่ในอาหารที่ใช้น้ำมันซึ่งจะมีกลิ่นเหม็นหืนง่าย เราจะพบกรดไขมันชนิดนี้ ในอัตราส่วนที่สูงในน้ำมันเมล็ดทานตะวัน (66%), น้ำมันถั่วเหลือง (63%) และน้ำมันข้าวโพด (61%) เป็นต้น

  • กรดไขมัน AA จะเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ทั่วร่างกาย จะพบมากในสมอง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่จนถึง 2 ปี แม้ว่าร่างกายเจ้าตัวเล็กจะสามารถสร้างกรดไขมัน AA ได้จากกรดไลโนเลอิก แต่จำนวนที่สร้างไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและสมองที่มีการเจริญเติบโตมากในช่วง 1 ปีแรก ดังนั้นหากเป็นไปได้คุณพ่อคุณแม่อาจเสริมกรดไขมันที่จำเป็นให้แก่เจ้าตัวเล็กได้ค่ะ โดยกรดไขมัน AA นี้จะพบมากในน้ำนมแม่และในอาหารที่มีไขมันสัตว์และเนื้อสัตว์ทั่วไป

  • กรดไขมัน DHA (Decosapentaenoic acid) หรือน้ำมันปลา เป็นกรดไขมันที่มีหน่วยเล็กที่สุด เป็นกรดไขมันสายยาวตระกูลโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะด้านความจำ การเรียนรู้ และประสาทตา ทั้งนี้เชื่อว่าสาร DHA ผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาท ที่เรียกว่าเดนไดรต์ (dendrite) ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดความจำและการเรียนรู้ ทั้งนี้ในสมองและประสาทตาของคนเราประกอบไปด้วยกรดไขมันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีมากที่สุดถึง 40% ของกรดไขมันในสมอง และ60% ของกรดไขมันในประสาทตา ก็คือ DHA

    อาหารที่อุดมไปด้วย DHA สำหรับเจ้าตัวเล็กนอกจากน้ำนมแม่แล้ว ก็คือ ปลาทะเล (Deep Sea Fish) เช่น ปลาทูน่า ปลาโอลาย ปลาทู ฯลฯ การบริโภคปลาทะเลประมาณ 30 กรัมต่อวันและ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะสามารถเพิ่มกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 ในอาหารได้สูงถึง 0.2-0.5 กรัมต่อวัน ซึ่งหมายถึงได้รับสาร DHA สูงขึ้นด้วย เนื่องจากมีมากในกรดไขมันดังกล่าว สำหรับในประเทศไทย ปลาทะเลที่พบว่ามีกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 ปริมาณสูงได้แก่ ปลาทู ประมาณ 2-3 กรัมต่อเนื้อปลา 100 กรัม ปลาอีกา ปลากระพง ปลาตาเดียว มีประมาณ 0.5-2 กรัมต่อเนื้อปลา 100 กรัม หรือสามารถบริโภค DHA ในรูปของน้ำมันสกัดจากผลิตภัณฑ์ทางทะเลก็ผสมในนมผงได้อีกด้วยค่ะ
กล่าวได้ว่าอาหารที่มีกรดไขมันที่จำเป็นอย่างครบถ้วน สำหรับการพัฒนาสมองของเจ้าตัวเล็กก็คือแหล่งที่หาง่าย และใกล้ตัวของคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดก็คือ น้ำนมแม่นั่นเองค่ะ เจ้าตัวเล็กที่ได้รับประทานนมแม่ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากจะมีพัฒนาการสมองที่ดีแล้ว เจ้าตัวเล็กจะได้มีภูมิต้านทานเชื้อโรคที่ดีด้วยค่ะ


วิตามิน : สารอาหารมหัศจรรย์สำหรับสมอง

วิตามินและเกลือแร่เป็นสารอาหารสำคัญและเป็น 1 ใน 5 ของสารอาหารหลัก 5 หมู่ โดยเกลือแร่บางอย่างทำหน้าที่ซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอ และวิตามินทำหน้าที่เป็นตัวอย่างให้สารอาหารต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่น สำหรับเจ้าตัวเล็กนั้นวิตามินที่มีประโยชน์ในการพัฒนาสมองของเขามีดังต่อไปนี้ค่ะ
  • วิตามินเอ ที่ช่วยสร้างเซลล์เยื่อบุต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมทั้งช่วยให้เซลล์ประสาทตาทำงานได้อย่างเต็มที่ การขาดวิตามินเอจะทำให้เกิดการติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารได้ง่าย ซึ่งก่อให้เกิดผลทางตรงและทางอ้อมต่อพัฒนาการของสมองได้

    โดยวิตามินเอนี้ ร่างกายสามารถสร้างได้จากสารคาร์โรทีน ซึ่งจะพบมากในผักที่มีสีเหลือง หรือสีแดง เช่น ฟักทอง แครอท เป็นต้น แต่หากรับประทานสารนี้มากเกินไป จะมีผลทำให้ผิวหนังมีสีเหลือง เมื่อพบอาการเช่นนี้ ควรรับประทานให้ห่างขึ้น เนื่องจากฝักทองเป็นอาหารไทยที่หาง่ายราคาถูกและมีรสหวานในตัว จึงนำมาผสมข้าวเป็นส่วนอาหารเสริมของลูกได้ดีตั้งแต่อายุ 4-5 เดือนขึ้นไป

  • วิตามินบี 1 ไทอามีน ใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแป้งหรือน้ำตาลเป็นพลังงาน ทำหน้าที่รักษาการทำงานของระบบประสาท โดยจะทำให้เซลล์ประสาทแข็งแรง มีมากในอาหารจำพวกเมล็ดธัญพืช และอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากเมล็ดข้าว เช่น ขนมปัง ข้าว งา กระเทียม รวมถึงเนื้อหมูด้วยค่ะ

  • วิตามิน บี 2 ไนอะซิน ใช้ช่วยในการเจริญเติบโตและกระบวนการดูดซึมไขมัน เมื่อเจ้าตัวเล็กได้รับวิตามินบี 2 ในจำนวนน้อยจะทำให้ไม่สามารถดูดซึมกรดไขมันที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลให้สมองของเด็กมีขนาดเล็กและไม่พัฒนาเท่าที่ควร แหล่งอาหารที่สามารถพบวิตามินบีได้มากคือ นม ไข่แดง ไข่ปลา เนยแข็ง ตับ ผักบุ้งฝรั่ง

  • วิตามินบี 6 ไพริดอกซีน มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท ช่วยในการสร้างสารเซโรโตนิน ที่ช่วยทำให้อารมณ์ดี ความจำดี วิตามินบี 6 มีมากในข้าวซ้อมมือ ข้าวสาลีไม่ขัดขาว จมูกข้าว ตับ แคนตาลูป กะหล่ำปลี นม ไข่ และเนื้อ

  • วิตามินบี 12 โพลิคแอซิด มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของสารสื่อประสาท การขาดวิตามินนี้จึงส่งผลให้เซลล์ทั่วร่างกายและเซลล์สมองมีการทำงานลดลง เชื่องช้า และกระทบต่อการเรียนรู้ แหล่งที่สามารถพบวิตามินบี 12 ได้มากคือ ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ นม และเนย

เกลือแร่ : องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาสมอง

เกลือแร่ก็มีความสำคัญไม่แพ้วิตามินค่ะ สามารถช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ประสาท เช่น แมกนีเซียมมีความจำเป็นต่อระบบประสาทส่วนกลาง และต้องทำงานคู่กับแคลเซียมจะได้ผลดีที่สุด ในขณะที่ธาตุเหล็กช่วยเสริมความจำและสมาธิของเด็ก เกลือแร่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองเจ้าตัวเล็กมีดังต่อไปนี้ค่ะ
  • ไอโอดีน เป็นสารหนึ่งซึ่งจะช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้เป็นปกติ การขาดสารไอโอดีนจะทำให้เด็กมีสติปัญญาด้อยกว่าปกติ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เกลือที่เสริมไอโอดีน ในการปรุงอาหารให้แก่ลูกน้อย ก็จะช่วยให้ลูกรักได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอค่ะ นอกจากนี้แล้วก็สามารถให้เจ้าตัวเล็กรับประทานอาหารทะเลได้ค่ะ เช่น กุ้ง หอย ปู หรือ ปลา แต่ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเตรียมไอโอดีนเป็นอาหารเสริมให้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีนะคะ เพราะอาจทำให้เด็กเกิดอาการแพ้อาหารได้

  • ธาตุเหล็ก เป็นธาตุอาหารที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง เจ้าตัวเล็กอายุ 3-11 เดือน ต้องการธาตุเหล็กวันละ 6-8 มิลลิกรัม สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 4 เดือน จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจากน้ำนมแม่ เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้นก็จะต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นที่จะต้องเสริมธาตุเหล็กให้แก่ลูกด้วย อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กก็ได้แก่ ตับ ไข่ ธัญพืช และน้ำส้มคั้น

แม้ว่าความเฉลียวฉลาดของลูกจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม แต่เด็กสามารถมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดได้ หากคุณแม่ได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ และหลังคลอดอาหารก็ยังเป็นปัจจัยเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องระวัง อย่าให้ลูกกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกขาดอาหารชนิดอื่นๆ ตามมา ดังนั้นในหนึ่งสัปดาห์คุณพ่อคุณแม่ควรจะให้อาหารสลับประเภทกัน เพื่อให้เกิดความหลากหลายรสชาติ และได้รับสารอาหารครบถ้วน ส่งผลทำให้เซลล์สมองได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมนะคะ !!! ความฉลาดของลูกอยู่ในมือของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ


(update 24 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฏาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600