สอนลูกให้ฉลาดเลือกขนมกิน


อะไร...เอ่ยรสชาติหวานๆ คนทุกวัยชอบรับประทาน ? หลายคนคงตอบในใจดังๆ ว่า “ขนมน่ะสิ” ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ เรียกได้ว่าเด็กกับขนมเป็นของคู่กันเลยทีเดียว อย่างวันก่อนมีโอกาสได้เข้าไปในโรงเรียนประถมเห็นเด็กซื้อขนมกินก็นึกเป็นห่วง ยิ่งเดี๋ยวนี้ขนมมีตั้งไม่รู้กี่ชนิดมากมายเต็มไปหมด เด็กโตยังพอเลือกซื้อเป็น ที่น่าวิตกหน่อยก็คงจะเป็นเด็กเล็กนี่แหละ จะทำอย่างไรน้า... เขาถึงรู้จักเลือก ไม่ใช่เห็นสีสวยบาดตา หรือดูโฆษณาล่อใจ ก็ร้องเรียกให้ซื้อยู่ร่ำไป

ก่อนอื่นเราคงต้องมาดูกันก่อนว่าอะไรคือแรงจูงใจให้เด็กเลือกซื้อขนมเหล่านั้น...

  • สิ่งล่อใจเด็กในขนม... มีอะไรบ้าง

ของเล่น ถ้าจะว่ากันคร่าวๆ แล้วล่ะก็สิ่งที่มาอันดับหนึ่งเลยคงไม่พ้นของที่แถมมากับขนม เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เด็กทุกคนชอบที่จะเล่น เพราะการเล่นทำให้เด็กสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดจินตนาการ นอกจากนี้การเล่นยังเปิดโอกาสให้เด็กได้มีสังคมในกลุ่มเพื่อน อีกด้วย

โฆษณา ในยุคที่การสื่อสารกว้างไกลดังปัจจุบัน สื่อมีผลต่อค่านิยมในการเลือกรับประทานของเด็กเป็นอย่างมาก มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เห็นเด็กตัวเล็กๆ เดินเข้าไปสั่งอาหารฟาสฟู๊ดได้อย่างแม่นยำ (ยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก) ไม่ใช่แค่ฟาสฟู๊ดที่เป็นผลมาจากสื่อแต่ยังรวมไปถึงขนมขบเคี้ยวบางยี่ห้อด้วย ซึ่งในปัจจุบันเราตื่นตัวกันมากขึ้น ดังเห็นได้จากการที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ได้ร่วมกับภาคีด้านเด็กและครอบครัวจัดงานเสวนา “เด็ก เยาวชนและครอบครัวรวมพลังหยุด! โฆษณาหลอกเด็ก” ขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

รสชาติ โดยทั่วไปเด็กจะชอบอาหรที่มีรสชาติหอมหวาน มีลักษณะเคี้ยวกรุบกรอบ หรือหนึบหนับติดลิ้น กินง่าย แล้วก็ไม่หนักท้อง เพราะอย่างนี้ ลูกอม ลูกกวาด หรือท๊อปฟี่ จึงเป็นขนมยอดฮิตที่อยู่คู่กับเด็กไทยมานานยังไงล่ะค่ะ

ที่กล่าวมาทั้งหมดน่ะเป็นแค่แรงจูงใจที่จะส่งผลตามมา ซึ่งหากว่าแรงจูงใจเหล่านั้นชักจูงเด็กเป็นผลสำเร็จแล้วล่ะก็ผลที่ตามมาคงไม่ดีนักจากการวิจัย นอกจากจะพบว่าอาหารว่างจำพวกขนมกรุบกรอบเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโภชนาการเกินในเด็กแล้ว ยังพบว่าส่งผลกระทบต่อฟันของเด็กอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า เด็กไทยนิยมบริโภคขนมในกลุ่มแป้งกรอบ ถึงร้อยละ 31.4 รองลงมาคือกลุ่มขนมไทย ร้อยละ 16.7 กลุ่มขนมปังร้อยละ 13.9 และกลุ่มเครื่องดื่มต่างๆ ร้อยละ 12.3 ส่วนกลุ่มผลไม้ เด็กนิยมบริโภคน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 7.2 เท่านั้น และจากการทดสอบขนม 49 รายการ แล้วจัดลำดับความเสี่ยงพบขนมที่มีความเสี่ยงสูงถึงสูงมากรวม 33 รายการ คิดเป็นร้อยละ 67.35 โดยพบว่าขนมปังสอดไส้น้ำตาลหรือเคลือบน้ำตาล ถั่วเคลือบแป้ง ขนมไทยต่างๆ เป็นขนมที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดฟันผุ จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันเด็กไทยนอกจากอ้วนแล้ว ยังฟันผุอีกด้วย


  • ขนม... ภัยใกล้ตัว

นักวิจัยหลายเชื้อชาติมีข้อสรุปตรงกันว่านอกจากพันธุกรรมแล้ว การรับประทานอาหารและอาหารว่างที่อุดมด้วยไขมัน รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย คือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน สำหรับประเทศไทยสาเหตุสำคัญอีกประการของการเกิดโรคอ้วนในเด็ก มาจากค่านิยมและการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่คิดว่า เด็กอ้วนเป็นเด็กแข็งแรง สมบูรณ์ น่ารักน่าเอ็นดู จึงสนับสนุนให้ลูกรับประทานให้มาก แหม...ถ้าพูดขึ้นมาล่ะก็หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการเลี้ยงดูลูกให้ดี จนชวนคิดไปสารพัดว่า เอ๊ะ!! เราตามใจลูกมากไปหรือเปล่านะ ดุไปไหม ให้มากไปหรือยังน้อยเกินหรือเปล่า จนเกิดคำถามว่าแค่ไหนดี แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีลูกก็อ้วนจนกลิ้งได้แล้ว ทีนี้ล่ะจะห้ามไม่ให้กินก็สงสารลูกเหลือเกิน...

อย่าคิดว่าปัญหาที่เกิดจะมีเพียงความอ้วนหรือฟันผุเท่านั้น เพราะสุขภาพกายเมื่ออ้วนก็จะอ่อนแอลงด้วย ไม่เท่านั้นเด็กเมื่อโตขึ้นสักหน่อยจะเริ่มสนใจรูปร่างหน้าตาของตนเองและคนรอบข้างมีการเข้าสังคม ซึ่งโดยปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคม ย่อมต้องการเป็นที่ยอมรับของผู้คนรอบข้าง ดังนั้นเมื่อเด็กที่อ้วนถูกล้อเลียนอาจเกิดความเครียดได้ เห็นไหมว่านอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิตยังถูกผลกระทบตามมาอีกด้วย

จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์เกี่ยวกับอันตรายจากขนมที่เคยลงหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งหลายคนคงเคยได้เห็นได้อ่านกันแล้วนำมาย้ำกันอีกหน เหตุการณ์แรกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดทางชายแดนภาคใต้พูดถึงขนมช็อคโกแลตลูกบอล ที่เราเคยเห็นขายกันลูกล่ะบาทนั่นแหละ ว่าเมื่อผ่าออกภายในพบหนอนเล็กๆ จำนวนมากซึ่งมีผู้บริโภคหลายรายร้องเรียนไป จนทางราชการสุ่มตรวจพบหนอน ถึงกับผงะเพราะ 7 ใน 10 ลูกต้องเจอหนอน!! ในตอนนั้นที่ภาคใต้ขายช็อคโกแลตชนิดนี้ยกโหลราคาถูก ปกติพ่อค้าแม่ค้าส่วนมากก็มักจะไปรับหรือขนส่งสินค้าเหล่านี้มาจากทางภาคใต้ เห็นไหมล่ะว่าเป็นเรื่องไม่ไกลตัวเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่พักใหญ่เป็นสินค้าที่เริ่มจำหน่ายทางภาคใต้เช่นกัน “ลูกอมปีศาจ” ที่อมแล้วปากเปลี่ยนสี ขณะนั้นฮิตมากในเด็กจนระบาดมาภาคกลางแล้วขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นอันตราย สีที่ใช้ไม่ใช่สีผสมอาหาร แต่กลายเป็นสีย้อมผ้าเป็นส่วนประกอบ !! ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวจนน่าตกใจและเป็นอุทาหรณ์ให้ใส่ใจกับการเลือกบริโภคขนมของลูกมากขึ้น


  • นิสัยการบริโภคของเด็กเริ่มจากตรงนี้...

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าเด็กเล็กๆ ที่อยู่ในวัยเจริญเติบโตต้องการดูแลในเรื่องอาหารเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กๆ ในภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นเพื่อพลานามัยที่สมบูรณ์ที่สุด อาหารจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในวัยเด็ก ทั้งในด้านการเจริญเติบโตของร่างกาย และพัฒนาการความสัมพันธ์ของระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตลอดจนในด้านจิตใจ และพฤติกรรมในการแสดงออก แล้วเราจะมีวิธีอย่างไรให้เด็กรู้จักเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ที่ใช้คำว่า “สิ่งที่มีประโยชน์” นั่นก็เพราะไม่ใช่แค่อาหารคาวเท่านั้นที่มีประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะเป็นขนม ถ้ารู้จักเลือกรับประทานก็มีประโยชน์เช่นกัน


  • ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กได้รับอาหารที่ถูกหลักทางโภชนาการ

ได้แก่

ครอบครัว – ครอบครัวมีส่วนสำคัญมากที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการเลือกบริโภค และคอยดูแลเด็กๆ

คุณแม่ลูกสองคนหนึ่ง อยากให้ลูกๆ วัยเรียนของเธอ กินผลไม้มากกว่ากินขนมกรุบกรอบ ก็พยายามสรรหาผลไม้หลายชนิดใส่กระจาดจัดไว้อย่างสวยงาม วางไว้บนโต๊ะอาหารทุกวัน เพื่อให้เด็กๆ ได้กินกัน ผลที่ได้คือ “ผลไม้เน่า” ในอีก 2-3 วันถัดมา เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง เพราะเด็กๆ ไม่แม้แต่จะมองผลไม้บนโต๊ะอาหารนั้นเลย

แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ และคิดว่ามันต้องมีวิธีอื่นที่จะทำให้เด็กๆ กินผลไม้ เธอยังคงซื้อผลไม้มาเตรียมไว้ให้เด็กๆ เช่นเดิม แต่เปลี่ยนวิธีการใหม่ คือ ปอกผลไม้เหล่านั้น หั่นเป็นชิ้นพอคำ แล้วแช่ไว้ในตู้เย็น เธอรู้ว่าเมื่อเด็กๆ เล่นกันจนเหนื่อย จะต้องมาเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบน้ำไปดื่มกัน ได้ผลทีเดียว! ลูกๆ ทั้งสามคน สนใจผลไม้แช่เย็น กินกันอย่างเอร็ดอร่อย จนทำให้มีที่ว่างในกระเพาะสำหรับขนมกรุบกรอบของโปรดน้อยลง เธอบอกคนอื่นๆ ว่าอย่ายอมแพ้ แล้วยอมตามใจลูกเพื่อปัดความรำคาญ แต่ให้ลองวิธีอื่นๆ ดูแล้วคุณจะพบว่า ตัวคุณเองก็สามารถหาเทคนิคดีๆ ที่จะนำมาใช้ในการโน้มน้าวให้ลูกๆ ของคุณได้มีโอกาสบริโภคอาหารที่มีคุณประโยชน์ได้เช่นกัน

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดข้อเสนอหนึ่งขึ้นมาจากปัญหาที่ว่า “พ่อแม่คนไทยยังขาดทักษะในการจัดการเรื่องการกินของลูก” คือทั้งไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ขาดทักษะในการต่อรองกับลูก เพื่อให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งทำงานจนไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก ซึ่งในที่นี้หมายถึงไม่มีเวลาเลือกซื้อ หรือประกอบอาหาร หรือแม้กระทั่งจะดูแลอย่างใกล้ชิดเวลาลูกกินอาหาร

นี่เป็นเรื่องเล่าในวงสนทนาทางวิชาการเรื่องภาวะโภชนาการเกินในเด็ก ที่นักวิจัยได้ยินจากคุณแม่คนหนึ่ง พร้อมกับเสนอความคิดว่า เราน่าจะทำการรวบรวม และศึกษาประสบการณ์เหล่านี้ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ว่าด้วย “ทักษะการต่อรองและการจัดการกับลูกเรื่องการกิน” แต่จากรายงานการศึกษาพฤติกรรมในการให้อาหารแก่ลูกซึ่งเป็นเด็กวัยก่อนเรียน พบว่า คุณแม่เกือบครึ่งหนึ่งที่ขาดความรู้ความเข้าใจในโภชนาการ รวมทั้งคุณและโทษของอาหาร จึงมักให้เด็กรับประทานท๊อฟฟี่และน้ำอัดลมทุกวัน หรือทุกครั้งที่เด็กเรียกร้อง

นอกจากนี้พฤติกรรมการกินอาหารของเด็กวัยก่อนเรียนจะสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินของคนในครอบครัว หากครอบครัวใดชอบอาหารทอดหรืออาหารที่มีไขมันสูง เด็กก็มักชอบอาหารเหล่านั้นด้วย ภาวะโภชนาการของเด็กวัยนี้จึงสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู

ในประเทศไทย มีการศึกษาสังคมจิตวิทยาในการบริโภคอาหารไขมันของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ในคนไข้คลินิกโรคหัวใจของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคอาหารจำพวกไขมัน คือค่านิยมในการเลือกบริโภคอาหารและการสนับสนุนของครอบครัว ครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องไขมัน จะเห็นว่าการบริโภคของขบเคี้ยวหรือของพวกทอดๆ ปริมาณมากหรือเป็นประจำ เป็นเรื่องปกติธรรมดา หากย้อนกลับไปดูงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา มีหลายชิ้นรายงานว่าภาวะโภชนาการของพ่อแม่ มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของเด็กเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กที่มีพ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อ และแม่อ้วนจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนเมื่อเป็นผู้ใหญ่สูงกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ภาวะโภชนาการของพ่อแม่เป็นตัวทำนายภาวะโภชนาการของเด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นว่าปัญหาแบบนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของเด็กเท่านั้น แต่เป็นปัญหาการกินของผู้ใหญ่ด้วย หากผู้ใหญ่ยังรู้ไม่ทันเรื่องพฤติกรรมการกินของตัวเอง แล้วจะไปจัดการลูกได้อย่างไร ซึ่งก็เข้าทำนอง “พ่อแม่รังแกฉัน” ในท้ายที่สุด นอกจากนี้ปัญหาโรคอ้วนในบ้านเรา ยังไม่วิกฤติเหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว (พูดแบบนี้ก็อย่าได้อุ่นใจเชียวเพราะปัญหาโรคอ้วนในประเทศเรา ก็กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติแล้วเช่นกัน) ทำให้ในขณะนี้ข้อมูลและการศึกษาที่เกี่ยวกับโรคอ้วนในประเทศไทยมีน้อย และกระจัดกระจาย ยิ่งความรู้แบบ How to ด้วยล่ะก็ ค่อนข้างจะหายากทีเดียว จะมีก็แต่คู่มือที่แปลมาจากตำราฝรั่ง ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการกินอยู่ในบ้านเรา อ่านแล้วต้องแปลความอีกหลายตลบกว่าจะประยุกต์ใช้ได้จริงๆ ประสบการณ์ตัวอย่างของคุณแม่ลูกสามจึงกลายเป็น “ความรู้” แบบหนึ่งที่พ่อแม่จำนวนมากอยากรู้

การเลี้ยงดูที่มีผลต่อความอ้วน นอกเหนือจากเรื่องพฤติกรรมการกินของเด็กแล้ว ยังรวมไปถึงการออกกำลังกายของเด็กด้วย ซึ่งก็อาจจะเข้าทำนองเดียวกันคือ ถ้าพ่อแม่ขี้เกียจออกกำลังกาย ก็มีส่วนทำให้ลูกไม่สนุกกับการออกกำลังกายไปด้วยก็ได้

พ่อแม่ที่อยากจะป้องกันไม่ให้ลูกรับประทานของขบเคี้ยวไร้สาระเริ่มได้วันนี้เลย จากการสำรวจตรวจสอบตัวเองก่อนว่า กินอยู่อย่างรู้เท่าทันหรือยัง และมีทักษะในการต่อรอง และการจัดการกับลูกเรื่องการกินแค่ไหน เลิกที่จะให้ทุกสิ่งที่ลูกต้องการแต่วิเคราะห์ให้ดี ถึงคุณค่าทางอาหารและโทษจากมัน

ตัวเด็กเอง – เด็กต้องได้รับการฝึกฝนให้มีสุขนิสัยที่ดีในการเลือกรับประทาน

ขึ้นชื่อว่าเด็กเป็นวัยที่โดยปกติธรรมชาติแล้วจะไม่ให้ความใส่ใจในรายละเอียดลึกซึ้งนัก จะให้เด็กรู้จักพิจารณาคุณค่าทางอาหารได้เองคงเป็นไปไม่ได้ เด็กจะยังไม่รู้ถึงเหตุผลนานัปการ ที่เราห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้น ห้ามไม่ให้กินสิ่งนี้ ก็ยิ่งส่งผลให้เกิดความอยากรู้อยากลองตามประสาเด็ก อยากท้าทายกลายเป็นว่า “ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ” ไป

เด็กมักจะเรียกร้องอยากกินขนม น้ำอัดลม ท๊อฟฟี่ ทั้งวัน จนไม่ยอมรับประทานข้าวเสียแล้ว ต้องหลอกล่อจนเหนื่อยกว่าจะกินข้าวหมดแต่ละมื้อ นั้นเพราะเด็กเลือกกินในสิ่งที่ชอบและอร่อยเท่านั้น ไม่คิดลึกลงไปว่าสิ่งที่กินเข้าไปให้ประโยชน์หรือโทษต่อร่างกายอย่างไรบ้าง เป็นหน้าที่ของแม่ หรือผู้เลี้ยงดูต้องคอยแนะว่าสิ่งใดเป็นอันตรายต่อเด็ก ขั้นตอนการชี้นำนั้นต้องไม่ยากต่อความเข้าใจ การฝึกฝนให้เด็กรู้จักการเลือกรับประทานนั้น อาจชี้ให้เห็นโทษที่เกิดเป็นรูปธรรมเช่นความอ้วน เด็กเมื่อมีอายุ 3 ขวบ ก็จะใส่ใจคนรอบข้าง สังคม รูปร่างหน้าตาแล้ว การชี้ให้เห็นโทษเช่นนี้เด็กจะเข้าใจได้ง่าย และตื่นตัวมากกว่า หรืออาจใช้ข่าวสารให้เป็นประโยชน์อีกทางหนึ่ง ด้วยการบอกเล่าของเราหรือจากการดูโทรทัศน์ ให้เด็กได้รับรู้ว่าเกิดอันตรายแบบไหนจากอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะรูปแบบต่างๆ

สิ่งแวดล้อม – ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่การสื่อสารก้าวไกล เลี่ยงไม่ได้ที่สื่อจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมาก รวมถึงมีอิทธิพลต่อการเลือกรับประทานอีกด้วย

สำหรับเด็กวัยตั้งแต่ 1 ขวบถึง 12 ขวบนั้น สภาพแวดล้อมมีผลต่ออุปนิสัยการกินของเด็กมาก เด็กในวัยนี้จึงมักตกเป็นทาสของการโฆษณา อาหารจำพวกขนมกรุบกรอบ ไอศกรีม คุกกี้ น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกอม อาหารฟาสต์ฟู้ดจำพวกไก่ทอด พิซซ่า และแฮมเบอร์เกอร์ จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และนอกเหนือจากอาหารหลักซึ่งมักเป็นมื้อเย็นแล้ว อาหารว่างประเภทขนมขบเคี้ยว โดนัท คุ้กกี้ น้ำอัดลม น้ำหวาน ทั้งหลังมื้อเย็นหรือก่อนนอน ยังเป็นสิ่งโปรดปรานของน้องๆ หนู เหล่านี้อีกด้วย พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ล้วนส่งเสริมให้เด็กไทยอ้วนเร็วขึ้นและเกิดฟันผุได้ง่าย

ในขณะที่วัฒนธรรมการกินแบบตะวันตกคือ บรรดาอาหารขยะ หรือพวกอาหารกินด่วนทั้งหลายกำลงไหลบ่าเข้ามาในบ้านเราอย่างยากที่จะปิดกั้น เด็กไทยยุคนี้จึงถูกห้อมล้อมไปด้วยแรงจูงใจให้กินอาหารขยะเหล่านี้จากสื่อต่างๆ ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็รู้ไม่ทัน ก็คงจะยากที่จะจัดการให้ลูกกินอาหารขยะเหล่านี้อย่างรู้เท่าทันไปด้วย

ดังนั้นเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีของลูก จึงต้องใส่ใจและดูแลเป็นพิเศษ ในการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งอาหารหลักและของขบเคี้ยวให้เด็กมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง หรือควรคิดถึงอยู่ 3 ประเด็น ด้วยกันคือ
1. อาหารที่ให้โปรตีน ได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ ตลอดจนโปรตีนจากพืช พวกถั่วเขียว ถั่วเหลือง ดูว่าได้รับเพียงพอหรือยัง
2. อาหารให้พลังงาน ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล ไขมัน และน้ำมัน ดูว่าเพียงพอหรือยัง อาหารในกลุ่มนี้ พวกน้ำอัดลม หรือขนมหวาน ลูกกวาดต่างๆ ควรจำกัดลง เพราะประโยชน์น้อยมาก และบางทีทำให้มีปัญหาเรื่องฟันผุด้วย
3. อาหารที่ให้วิตามินและเกลือแร่ ได้แก่ พวก ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีใยอาหารที่มีส่วนทำให้เด็กไม่ท้องผูก และมีผิวที่สดใส
นอกจาก 3 ประเด็นข้างต้นแล้ว ข้อย่อยที่ควรใส่ใจอย่างส่วนประกอบ เช่น สีที่ใช้ในอาหารก็ไม่ควรมองข้ามไป รวมถึงขั้นตอนการผลิตและความสะอาดของอาหาร เช่นลูกชุบ ที่มีสีสันจัดเกินปกติ หรือน้ำตาลปั้นรูปสัตว์ต่างๆ ก็ควรมีการเลือกร้านที่ถูกสุขอนามัย

การที่จะตามดูแลเด็กตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการเป็นตัวอย่างที่ดีในการเลือกบริโภค และให้ความรู้ ความเอาใจใส่ในการเลือกซื้อเลือกรับประทานของเด็ก คงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เทคนิคทางลัด

เพียงแค่เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงวัยที่เขายังใช้เงินซื้ออะไรไม่เป็น หัดให้เขาคุ้นเคยกับรสชาติขนมไทยๆ หรือผลไม้ต่างๆ พลิกแพลงนิดหน่อยจัดวาง หรือสลักลวดลายให้ล่อตาล่อใจเด็กวัยซนซะหน่อย เพียงแต่นี้ คุณก็ได้ปลูกฝังให้ลูกฉลาดเลือกซื้อขนมกินแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องเสียเวลาไปตามดูตามจี้เจ้าตัวซน ให้วุ่นวายใจทั้งคุณแม่คุณลูกด้วย


(update 14 กรกฎาคม 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600