เก่งได้ ดีได้ ก็เพราะพ่อ


ย้อนรำลึกถึง 'พ่อ' ในความทรงจำของพวกเรา…พ่อคือผู้ปกป้อง ผู้คุ้มครอง แม้พ่อจะจากไป…แต่ไออุ่นของพ่อยังอยู่ในความรู้สึก คำสอนของพ่อก็ยังประทับอยู่ในใจเราเสมอมา…

ก็เพราะพ่อมีความสำคัญต่อลูกไม่น้อยไปกว่าแม่อย่างนี้สิคะ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงมีคนวิจัยบทบาทพ่อกันมากขึ้น หลังจากที่มีแต่คนพูดถึงความสำคัญของแม่ บทบาทพ่อในช่วงทศวรรษหลังนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากพ่อ "ผู้นำครอบครัว" เปลี่ยนมาเป็นพ่อ "ผู้ร่วมสร้างครอบครัว" และมีแนวโน้มที่จะร่วมเลี้ยงดูลูกมากขึ้น

งานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นบอกความสำคัญของพ่อต่อลูกอย่างเช่น
…พ่อที่รัก เอาใจใส่ และใช้เวลากับลูกมาก จะทำให้ลูกมี self-esteem รู้ตัวเองมีคุณค่า มั่นใจในตัวเอง
…พ่อผู้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ชอบอ่านหนังสือ ลูกๆ จะเรียนได้ดี
…วัยรุ่นจะแสดงศักยภาพได้เต็มที่หากพ่อเข้ามามีบทบาทในการเป็นแบบอย่างในทางที่ดี ชี้แนะ ช่วยเหลือประคับประคองให้ลูกผ่านช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน จากเด็กสู่วัยรุ่น และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้

ในมุมกลับกัน…เด็กที่ไม่ค่อยหรือไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อมักจะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน อาจติดยา มีเรื่องวิวาทจากการเมาเหล้า เด็กผู้หญิงมักจะมีปัญหาตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เด็กผู้ชายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรมและความรุนแรง

ด้วยความเข้าใจถึงความสำคัญของบทบาทพ่อมากขึ้นอย่างนี้ บวกกับวิถีชีวิตครอบครัวยุคใหม่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกวันนี้มีพ่อที่เต็มใจเข้ามาช่วยแม่เลี้ยงดูลูกมากขึ้น เราจึงได้เห็นภาพน่าชื่นตาชื่นใจของพ่อยุคใหม่ที่อุ้มลูก ป้อนนมลูก เล่นกับลูกมากขึ้นเรื่อยๆ

  • พ่อที่ลูกวัยนี้ต้องการ
แต่เมื่อลูกโตขึ้น ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากขึ้น อาจจะมีคุณพ่อจำนวนหนึ่งคิดว่า ตัวเองไม่จำเป็นต้องใกล้ชิดลูกเหมือนเมื่อตอนยังแบเบาะอีกต่อไปแล้ว เพราะลูกมีครูคอยดูแล สั่งสอน พ่อมีหน้าที่หาสตางค์มาจ่ายให้ลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ก็พอ
ต้องบอกว่า…คุณพ่อประเมินความสำคัญของตัวเองต่ำไปนะคะ

ตอนลูกยังเล็กๆ เสียอีก ที่พ่อกับแม่สามารถสลับบทบาทกันได้ ทำห้าที่ดูแลลูกทดแทนกันได้ แต่เมื่อลูกโตขึ้น บทบาทพ่อกับแม่จะแยกกันชัดเจน แม่เป็นที่พักพิง ให้ความสุขกายสบายใจ แต่พ่อเป็นความมั่นอกมั่นใจ เป็นแรงกระตุ้นให้ลูกก้าวเดินต่อไป เปิดหูเปิดตาให้ลูกได้รู้จักโลกกว้างในแง่มุมต่างๆ

ลูกวัยนี้จึงต้องการพ่อในอีกบทบาทหนึ่งค่ะ จากที่เคยเป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง ตอนนี้ลูกต้องการให้พ่อมาเป็นเพื่อนคู่คิด เป็นโค้ชที่คอยชี้แนะ หนุนหลังให้เขาเดินไปในโลกกว้างอย่างถูกทิศถูกทาง สอนประสบการณ์ชีวิต สอนทักษะต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในโลกกว้าง พ่อที่ลูกวัยนี้ต้องการ จึงต้องให้ทั้งความรักความเข้าใจ ให้เวลาใส่ใจในเรื่องการเรียน การเรียนรู้ของลูกทำกิจกรรมร่วมกัน ส่งเสริม ให้กำลังใจ ดูแลเรื่องระเบียบวินัย
แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากพ่อไม่มีเวลาคุณภาพให้ลูก
  • ฉลาดและเก่งได้ก็เพราะพ่อ
ไม่ว่าลูกจะต้องการพ่อแบบไหน แต่ที่แน่ๆ พ่อถ่ายทอดปลูกสร้างอะไรหลายอย่างให้ลูก ในวัยนี้พ่อที่ใส่ใจเรื่องการเรียนของลูก จะสร้างลูกให้เรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่พ่อไม่สนใจ… ดังนั้น ถ้าอยากให้ลูกเก่ง พ่อไม่ควรปล่อยให้เรื่องเรียนของลูกเป็นหน้าที่ของคุณครูหรือคุณแม่เพียงลำพัง…

พ่อสามารถช่วยสอน อธิบายวิชาหรือเรื่องเรียนที่ลูกไม่เข้าใจ เช่น ช่วยสอนคณิตศาสตร์ เพราะคุณพ่อส่วนใหญ่มักจะถนัดวิชาคณิตศาสตร์มากกว่าคุณแม่ เป็นต้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเด็กที่มีพ่อเป็นหมอถึงสอบแพทย์ได้ หรือพ่อเป็นศิลปิน ลูกก็ถนัดทางด้านศิลปะด้วย อย่างน้อยเมื่อไม่เข้าใจอะไรลูกก็ยังไถ่ถามพ่อได้ ว่าแต่คุณพ่อจะทำตัวให้ลูกกล้าถามหรือไม่เท่านั้นละค่ะ

ส่วนคุณพ่อที่ไม่ถนัดเรื่องวิชาการ ก็ยังสามารถเสริมสร้างการเรียนรู้ให้ลูกได้อยู่ดี โดยถ่ายทอดความรู้ที่คุณพ่อใช้ทำมาหากินนั่นละค่ะ ซ้ำข้อคิดต่างๆ นานาจากประสบการณ์ชีวิตของพ่อ ก็ล้วนเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่า ที่ช่วยให้ลูกเก่งและประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน

แล้ววัยนี้เป็นช่วงเวลาดีที่สุดที่พ่อจะสอนลูกในเรื่องเหล่านี้ เพราะเขารู้เหตุรู้ผลมากขึ้น และเป็นวัยที่ยังสั่งสอนกันได้ก่อนเข้าสู่วัยรุ่น ถือโอกาสนี้สอนให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักแก้ปัญหา สอดแทรกเข้าไปในชีวิตประจำวัน ในยามที่พ่อลูกใช้เวลาร่วมกัน

กิจกรรมยามว่างที่พ่อลูกใช้เวลาด้วยกันนี่ละค่ะสร้างคนเก่งมานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะทางด้านกีฬา นักกีฬาหลายต่อหลายคนเก่งเป็นแชมป์ได้ ก็เพราะคลุกคลีกับคุณพ่อที่ชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก อย่างภารดรคนหนึ่งละ อย่างน้อยที่สุดพ่อที่เล่นกีฬากับลูกก็ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายให้ลูกซึ่งในช่วงวัย 7-9 ปีนี้ กล้ามเนื้อและกระดูกกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • สร้างแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ
ที่สำคัญอีกอย่างที่พ่อให้แก่ลูกซึ่งยากจะหาใครมาทดแทนได้ คือ พ่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้ลูกค่ะ ในขณะที่เด็กวัยนี้เริ่มก้าวสู่โลกกว้างและต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย เขาต้องการแรงใจมุ่งมั่นก้าวเดินต่อไป เรียนรู้ในสิ่งที่ยากขึ้นทั้งในบทเรียนและในการดำเนินชีวิต พ่อที่มีส่วนร่วมกับลูก ชื่นชมลูกเสมอ จะกระตุ้นให้ลูกมีความกล้าหาญ มั่นอกมั่นใจกระตือรือร้นที่จะแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ ในทางตรงข้าม พ่อที่ขอบดุด่าวิพากวิจารณ์การกระทำของลูก แสดงความไม่พอใจในสิ่งที่ลูกทำ เปรียบเทียบลูกกับพี่น้องหรือเด็กอื่นอยู่เสมอ จะบั่นทอนความมั่นใจของลูกได้อย่างชะงัด

รวมไปถึงสิ่งที่พ่อเป็น พ่อทำ ล้วนสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกวัยนี้ อย่างเช่น พ่อมีงานอดิเรกสะสมโมเดลเครื่องบิน อาจทำให้ลูกใฝ่ฝันอยากเป็นนักบิน หรือต่อยอดความรู้ในเรื่องนั้นๆ หรือการงานอาชีพที่พ่อทำอยู่ ถ้าให้โอกาสลูกได้รู้ได้เห็น เช่น พาลูกไปที่ทำงาน ให้ช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ลูกจะซึมซับไว้ เป็นแรงบันดาลใจให้ลูกตั้งเป้าหมายในชีวิต มีจินตนาการที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ
  • ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม
นอกจากนี้ พ่อยังเป็นคนสอนเรื่องความดี แต่ด้วยความที่เด็กวัยนี้ซึมซับคำพูดได้น้อยกว่าการกระทำ และยังอยู่ในวัยที่เรียนรู้โดยการเลียนแบบ พ่อจึงเป็นต้นแบบสำคัญในเรื่องของการเป็นคนดี การทำความดี

บุคคลมีชื่อเสียงหลายต่อหลายคนบอกว่า ได้แบบอย่างในเรื่องความเป็นคนดี ซื่อสัตย์ สุจริต หรือได้หลักในการดำเนินชีวิตอยู่ถูกทำนองคลองธรรมจากพ่อ อย่างคุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ เป็นต้นค่ะ พูดเสมอๆ ว่าคุณพ่อของท่านยึดถือในเรื่องความถูกต้อง และคุณหมอก็ได้แบบอย่างมาจากคุณพ่อ จึงยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องและความเป็นธรรมในสังคมอย่างที่เราเห็นๆ กัน

การสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม พ่อสอนแตกต่างจากแม่ค่ะ แม่มักจะสอนจริยธรรมในบ้าน เช่น สอนให้พูดจาสุภาพกับคนรอบข้าง สอนให้น้องเคารพพี่ อะไรทำนองนี้ ฝ่ายพ่อจะสอนจริยธรรม คุณธรรมในสังคม สอนหลักใหญ่ๆ ที่นำไปเป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

วัยนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะปลูกฝังเรื่องคุณงามความดี ถ้าพ่อใส่ใจสอนลูกก็เท่ากับสร้างพื้นฐานชีวิต ที่แข็งแกร่งให้ลูกเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ลูกออกนอกลู่นอกทางเมื่อโตขึ้น
  • แบบอย่างของการจัดการความก้าวร้าว
เด็กๆ วัยนี้ยังเรียนรู้วิธีควบคุมความก้าวร้าวจากพ่อ โดยดูพ่อเป็นตัวอย่างว่าพ่อจัดการกับปัญหา หรือควบคุมอารมณ์โกรธได้อย่างไร และเด็กที่ได้เล่นกับพ่อ จะเรียนรู้ว่าเขาสามารถแสดงความก้าวร้าวได้แค่ไหน เป็นขั้นแรกของการเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง

พ่อที่สามารถควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงความก้าวร้าวได้ ลูกสาวจะเกิดความรู้สึกดีกับเพศชาย ยิ่งถ้าพ่อเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งพิงได้ดี เธอจะเติบโตเป็นคนที่สามารถมีสัมพันธภาพ และรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับคู่ครองได้ มีโอกาสที่จะมีชีวิตครอบครัวเป็นสุขค่อนข้างมาก

ส่วนลูกชายก็จะเรียนรู้วิธีมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้หญิงเมื่อโตขึ้น เพราะเขาได้เรียนรู้จากพ่อว่า สัมพันธภาพที่ดีอยู่บนพื้นฐานของการใส่ใจ ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน มากกว่าด้วยการแสดงอำนาจ
  • พ่อ…ทำให้ลูกชายเป็นชาย ทำให้ลูกสาวเป็นหญิง
พ่อยังเป็นแบบอย่างให้ลูกเรียนรู้บทบาททางเพศของตนทั้งลูกสาวและลูกชาย
ลูกชายวัยนี้ หากได้เล่นกับพ่อ ใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับพ่ออยู่เสมอ จะเรียนรู้เรื่องความสามารถ ความเด็ดขาด ความเป็นผู้ชายจากพ่อ พ่อที่ดีจะเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติตัว เป็นผู้ชายที่ดีทั้งต่อคนในบ้านและสังคมภายนอก เป็นต้นแบบให้ลูกชายวัยนี้เรียนรู้ว่า ความเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นการใส่ใจ ช่วยเหลือผู้อื่นมีทั้งความอ่อนโยนและความเข้มแข็ง

ส่วนลูกสาววัยนี้ จะเห็นพ่อเป็นบุคคลในอุดมคติ เป็นฮีโร่หากได้รับความชื่นชมจากพ่อ ลูกสาวจะรู้สึกตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีคุณค่า การเป็นที่รักของพ่อ เป็นพลังอันยิ่งใหญ่หนุนให้เธอภูมิใจในตัวเอง มั่นใจในตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกสาวจะติดอยู่กับแม่ค่อนข้างมาก และเลียนแบบแม่ต่อเมื่อเด็กหญิงเติบโตเข้าสู่วัยพรีทีน (10-11 ปี) พ่อจะลดบทบาทความเป็นฮีโร่ลง เป็นคนธรรมดามากขึ้น แต่ลูกสาวก็ยังเคารพ ยึดถือพ่อเป็นแบบอย่าง
พ่อจึงมีบทบาทต่อลูกสาวและลูกชายอย่างเท่าเทียมกันตั้งแต่เด็กจนโตทีเดียว

ท้ายที่สุด อยากจะฝากบอกไปถึงคุณพ่อทั้งหลายค่ะว่า พ่อที่ใส่ใจลูกไม่เพียงเป็นผลดีกับลูกอย่างที่เล่ามาทั้งหมด แต่เป็นผลดีกับตัวคุณพ่อเองด้วย เพราะงานวิจัยพบว่าประสบการณ์การเป็นพ่อ ทำให้ผู้ชายเข้มแข็งขึ้น และปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น…ที่ดีกว่านั้น เวลาที่คุณพ่ออยู่กับลูก เล่นกับลูก คุณพ่อก็เป็นสุขเพราะได้ย้อนรำลึกถึงความสุขสนุกสนานในวัยเด็กด้วย

คุ้มมั้ยคะ…ที่ได้ชื่อว่า 'พ่อ'


(update 19 กุมภาพันธ์ 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 93 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600