เรามักจะพูดกันว่า ถ้าอยากให้ลูกเป็นเด็กดีมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ เราต้องฝึกให้เขามีวินัยตั้งแต่เล็กๆ นั่น
เพราะช่วงวัยนี้เขายังมีความพร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คุณป้อนให้ หากแต่ว่า คุณพ่อคุณแม่หลายท่านยังมีความรู้สึกว่า
การฝึกวินัยให้กับลูกเล็กๆ เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะเกรงว่าลูกยังเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจถึงกฎระเบียบต่างๆ
และยังไม่พร้อมที่จะอยู่ในกรอบข้อบังคับที่ผู้ใหญ่กำหนดไว้ได้ ทำให้หลายครั้ง
คุณพ่อคุณแม่ยอมใจอ่อนให้กับเสียงเรียกร้องของลูกน้อยอย่างเสียไม่ได้
กว่าจะมารู้ตัวอีกทีกว่าวิธีการเช่นนี้เป็นพฤติกรรมในการเลี้ยงลูกอย่างตามใจ
และคิดกลับใจจะมาฝึกวินัยให้กับลูกอีกทีก็สายเกินไปเสียแล้ว
ถ้าเช่นนั้น เราควรจะเริ่มฝึกวินัยให้กับลูกในช่วงวัยใดจึงจะเหมาะสมที่สุดล่ะ ?
เริ่มแต่เล็ก... คือพื้นฐานวินัยในอนาคต
โดยความเข้าใจเดิมของทุกคนแล้ว วินัย ย่อมหมายถึงการทำอะไรให้อยู่ในกฎเกณฑ์
หรือในกรอบที่สังคมนั้นๆ ให้การยอมรับ ดังนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องการฝึกวินัย คนทั่วไปจะนึกถึงเรื่องของการบังคับ
เคี่ยวเข็ญหรือฝืนพฤติกรรมอันเป็นนิสัยตั้งแต่เดิมที่ติดตัวมา จึงคิดว่ายังไม่เหมาะที่จะไปฝืนบังคับเด็กเล็ก
ให้อยู่ในกรอบมากจนเกินไปนัก หากแต่ว่าเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะในวัยขวบปีแรก
เขายังมีช่วงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้น้อยเกินกว่าที่จะมีพฤติกรรมที่เป็นนิสัยติดตัว คุณแม่ไม่จำเป็นต้องไปฝืนบังคับเขาเลย
ในทางตรงกันข้าม น่าจะใช้ช่วงเวลานี้ เป็นโอกาสทองในการค่อยๆ ปลูกฝังนิสัยรักความเป็นระเบียบวินัยไปทีละน้อย
พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กล่าวว่า การสร้างพื้นฐานทางวินัยให้ลูกน้อยสามารถกระทำได้ตั้งแต่วัยขวบปีแรก
ซึ่งอาจจะทำให้ลูกน้อยเกิดความรู้สึกคับข้องใจบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดความเครียด
เพียงแต่ให้ระวังในเรื่องความพร้อมของลูกน้อยให้มาก ทั้งนี้เด็กในวัยขวบปีแรกสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ
รอบตัวจากการได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งได้แก่การได้ยิน ได้เห็น ได้กลิ่น ลิ้มรส และการได้สัมผัส
ดังนั้นการส่งเสริมวินัยให้กับเจ้าตัวน้อยวัยขวบปีแรกจึงควรเป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ เป็นไปตามวัย พัฒนาการ
และพื้นอารมณ์ของลูกน้อย ซึ่งก็ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวันง่ายๆ และอยู่รอบๆ ตัวลูกน้อย
สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ปูพื้นฐานให้เจ้าตัวน้อยของคุณเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีนิสัยรักความเป็นระเบียบวินัย
ทำให้เวลาที่คุณจะพูด หรือสอนอะไรเกี่ยวกับวินัยที่มีความซับซ้อนมากกว่า เขาก็จะรับเอาสิ่งที่คุณสอนได้ง่ายขึ้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกน้อยมีวินัย
1. เจ้าหนูสามารถทำกิจกรรมต่างๆ พร้อมกับคุณได้นานขึ้น
2. สังเกตอารมณ์ของเจ้าหนู เมื่อคุณฝึกวินัยให้กับเขา จากที่เคยร้องไห้นานๆ
จนในที่สุดไม่ร้องไห้เลย ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขายอมรับการฝึกวินัยนั้น
3. สังเกตพฤติกรรมของเจ้าหนูในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่คุณสอน ถ้าเขาทำบ่อยๆ ขึ้น
ย่อมแสดงว่าเขายอมรับพฤติกรรมนั้นมาปฏิบัติ
วินัยเจ้าตัวเล็กควรเป็นเรื่อง...
คุณแม่คงสงสัยว่าแล้วเรื่องอะไรล่ะที่จะต้องสอนให้ทารกน้อยมีวินัยอย่างที่ พญ.ทิพวรรณ ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า
การสอนในเรื่องวินัยสำหรับเจ้าตัวเล็กแล้วคงต้องคำนึงถึงเรื่องความพร้อมของเด็กด้วย
โดยฝึกวินัยในเรื่องที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเขาเป็นหลัก
เริ่มจากการสร้างพฤติกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก
และค่อยๆ สร้างเงื่อนไขเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการทางด้านศักยภาพของเขา
หากยังนึกภาพไม่ออก ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้นะคะ
ช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด กระเพาะของเด็กยังมีขนาดเล็กอยู่ ดังนั้นร่างกายของเขาจึงมีความต้องการอาหารค่อนข้างบ่อยครั้ง
โดยทั่วไปคุณหมอจึงแนะนำคุณแม่ให้นมลูกทุก 2-3 ชั่วโมง ในจำนวน 120-140 ซี.ซี.ต่อครั้ง เท่ากับว่า
มื้ออาหารของเด็กในวัยนี้จะเป็น 6-7 ครั้งต่อวัน (อาจคลาดเคลื่อนไปจากนี้บ้าง ตามลักษณะนิสัยในการกินของเด็กแต่ละคน)
ซึ่งหมายความว่า ในช่วงกลางดึก ทั้งคุณแม่และคุณพ่ออาจต้องสับเวรกันลุกขึ้นมาให้นมลูกด้วยนั่นเอง
ตราบจนเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4-5 กระเพาะน้อยๆ ของเขาขยายใหญ่ขึ้น น้ำย่อยมีมากขึ้น
ช่วงนี้ละค่ะ ที่คุณแม่เริ่มสอดแทรกเรื่องวินัยในมื้ออาหารของลูกได้แล้ว
หากคุณค่อยๆ ฝึกให้ลูกงดนมมื้อดึกเสียตั้งแต่ตอนนี้ นอกจากจะทำให้เขามีลักษณะทางโภชนาการ
ที่สอดคคล้องกับการเจริญเติบโตของร่างกายแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ต้องลุกขึ้นมาให้นมลูกกลางดึกอีกด้วยค่ะ
เมื่อเข้าเดือนที่ 6 ศักยภาพของเขามากขึ้น ทักษะในการกินของเขาก็มีมากขึ้นในช่วงนี้
ส่วนใหญ่คุณแม่จะเพิ่มมื้ออาหารเสริมให้กับลูกน้อยกันแล้ว ถือโอกาสช่วงนี้สอนให้เขารู้จักมุ่งความสนใจ
กับกิจกรรมตรงหน้าให้สำเร็จลุล่วง ด้วยการสร้างบรรยากาศในการกิน โดยพยายามหลีกเลี่ยงการป้อนอาหารขณะที่เด็กกำลังเล่น,
ดูทีวี หรือเดินเล่น คุณแม่บางท่านแก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว ด้วยการพาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน
หรือหาของเล่นมาล่อหลอกเพื่อให้ลูกยอมกินข้าว ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นการปลูกฝังให้ลูกของคุณมีนิสัยไร้วินัย
ทำอะไรหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน ทำให้เขาไม่มีสมาธิอยู่กับกิจกรรมตรงหน้า ทีนี้พอเด็กโตขึ้น
และมีนิสัยคุ้นเคยกับการกินไปดูทีวีไป, ดูทีวีไปทำการบ้านไป หรือทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันไป
ถึงตอนนี้คุณแม่จะไปเคี่ยวเข็ญดุด่าก็เหนื่อยเปล่าแล้วล่ะค่ะ
เด็กเล็กๆ ยังไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลางวันกับกลางคืนได้
ประกอบกับหนูน้อยยังคุ้นเคยกับพฤติกรรมเดิมๆ เมื่อครั้งยังอยู่ในท้องคุณแม่นั่นคือ
ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน เจ้าหนูจึงนอนหลับอุตุได้ตลอดทั้งวัน และตื่นไม่รู้จักเวล่ำเวลาในตอนกลางคืน
คุณแม่สามารถฝึกให้ลูกมีพฤติกรรมการนอนเช่นเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ได้ โดยใช้กุศโลบายในการจัดเวลา
ให้ลูกตื่นในช่วงเย็น ป้อนนมให้เขาตอนใกล้เวลานอน แล้วให้เขาเข้านอนแต่หัวค่ำ (คุณจะได้มีเวลาเป็นส่วนตัวร่วมกับสามีบ้าง
ในช่วงหัวค่ำ) หรืออาจจะปรับเวลานอนของเขาให้ดึกขึ้น ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานนอกบ้าน แล้วกลับดึก
เพื่อที่จะได้เผื่อเวลาให้พ่อแม่ลูกได้พบกันและมีกิจกรรมร่วมกันก่อนนอนก็ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบชีวิตของแต่ละครอบครัว
แต่การฝึกให้ลูกของคุณนอนเป็นเวลาจะทำให้เขาเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเวลา พักผ่อนกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่สำคัญก็คือ
เมื่อเขาโตขึ้นเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยเรียน เขาจะคุ้นเคยกับการเข้านอนแต่หัวค่ำ และตื่นแต่เช้า
ซึ่งจะทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งพร้อมกับการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้
โดยปกติแล้ว การฝึกเรื่องพฤติกรรมการนอน ควรเริ่มตั้งแต่เดือนที่ 5 เป็นต้นไป ซึ่งช่วงแรกของการฝึก
คุณอาจสะดุดกับปัญหาเจ้าตัวน้อยตื่นขึ้นมาร้องหิวนมกลางดึก (เพราะเขายังคุ้นเคยกับการกินนม 6-7 มื้อต่อวันอยู่)
ในกรณีนี้ คุณควรอุ้มเขาขึ้นมาให้นม แต่ต้องระวังอย่าพูดคุย หรือเล่นกับเขาอีก เพื่อฝึกให้เขารู้ว่า
นี่คือเวลาที่ต้องนอนหลับพักผ่อน แต่ถ้าเขาปฏิเสธการให้นมของคุณ แสดงว่าเขาไม่ได้หิว
แต่อาจจะตื่นขึ้นเพราะสาเหตุอื่น เช่น ที่นอนเปียกแฉะเพราะเขาฉี่รดที่นอน ตกใจจากเสียงดังรบกวน
หรืออากาศร้อน หรือเย็นไป เป็นต้น ในกรณีนี้ให้คุณรีบแก้ไขจุดที่เป็นปัญหาทำให้เขาตื่นขึ้นมา
แล้วกล่อมให้เขาหลับต่อให้เร็วที่สุด ไม่นานเขาก็จะชินกับการนอนหลับยาวตลอดคืนได้เองค่ะ
- เล่น พื้นฐานวินัยเข้าสังคม
การฝึกวินัยการเล่นของเด็กวัยขวบปีแรก หมายถึง การมีขอบเขตในการเล่น
เนื่องจากเจ้าตัวน้อยของคุณยังไม่สามารถกะน้ำหนักในการเล่นมือเล่นไม้กับคนที่เข้ามาหยอกล้อกับเขาได้
(สำหรับเด็กวัย 4 เดือนขึ้นไป) ทำให้เขาไม่รู้ว่าเวลาที่เขาเอามือขยุ้ม หรือตบลงบนใบหน้าของคนที่เล่นด้วย
จะเป็นผลให้คนๆ นั้นเจ็บตัวได้ เขายังไม่รู้เรื่องขอบเขตของสิทธิในการครอบครองสิ่งของ หรือการแบ่งปันของกับใคร
สิ่งเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเอามาสร้างวินัยขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการเข้าสังคมให้ลูกน้อยได้ นั่นคือ
ทุกครั้งที่เขาเล่นกับคุณเจ็บๆ ให้คุณจับมือเขาไว้ ทำสีหน้าท่าทางให้เขารู้ว่าคุณเจ็บ และให้หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่นั้นในทันที
เมื่อลูกน้อยของคุณโตขึ้น และมีขีดความสามารถในการจับหรือหยิบคว้าของได้มากขึ้น
เขาสนุกกับการโยนข้าวของทุกอย่างที่เอื้อมถึง และชอบขว้างของลงพื้น และร้องไห้คุณแม่ตามเก็บทุกครั้ง
ความจริงแล้วนี่พฤติกรรมนี้ เป็นเพียงหนึ่งในพัฒนาการการเรียนรู้ของเขา
ซึ่งคุณแม่อาจใช้โอกาสนี้สอนเขาให้รู้จักการเก็บของเล่น คุณแม่ควรหาตะกร้าให้ลูกขว้างของลงไปอย่างมีจุดหมาย
และเมื่อเจ้าหนูเลิกเล่นแล้ว คุณแม่ควรเก็บให้เขาดู บางครั้งอาจจับมือลูกน้อยเก็บสิ่งของเหล่านั้นพร้อมกับคุณแม่
ลูกจะได้เรียนรู้ว่าถ้าเล่นเสร็จต้องเก็บให้เรียบร้อย พึงระวังว่าสิ่งของที่เจ้าหนูขว้างถ้าเป็นสิ่งที่แตกหักง่าย
บางครั้งคุณแม่อาจบอกว่า ไม่ เพื่อหยุดพฤติกรรมนั้น แล้วหาสิ่งของที่ไม่แตกหักง่ายมาทดแทน
ให้เจ้าหนูขว้างอย่างมีจุดหมายต่อไป นอกจากนี้ควรให้เจ้าหนูเล่นของเล่นทีละชิ้น เมื่อเจ้าหนูเบื่อของเล่นชิ้นนั้นแล้ว
แต่เจ้าหนูยังอยากเล่นของเล่นชิ้นอื่นๆ อีก คุณแม่ควรค่อยๆ เดินไปหยิบของเล่นชิ้นใหม่มาให้
การกระทำเช่นนี้เพื่อให้เจ้าหนูรู้จักการรอคอยที่จะได้ของเล่นชิ้นใหม่
- ควบคุมอารมณ์เสียตั้งแต่วันนี้
เด็กในวัยนี้จะสามารถแสดงออกถึงอารมณ์ และความต้องการของตนเองได้อย่างชัดเจน
และมีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว หัวเราะ ร้องไห้ด้วยความโมโหเอาได้ง่ายๆ
เพราะไม่ได้อะไรดั่งใจแทนที่คุณจะดุว่าเขาแรงๆ หรือให้ในสิ่งที่เขาต้องการ
คุณควรเบี่ยงเบนความสนใจให้เขาหันไปหาสิ่งอื่นๆ แทน เพื่อค่อยๆ ฝึกให้รู้จักการควบคุมอารมณ์ และเมื่อเขาโตขึ้น
เขามีความเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด มีความรู้สึกดีใจ เสียใจ พอใจ สนใจเสียงแปลกๆ และคนรอบๆ ข้างมาก
จุดเริ่มต้นที่ดีในการฝึกให้เจ้าตัวน้อยไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ คุณควรเสริมพัฒนาทางด้านภาษาให้กับเขา
ด้วยการฝึกให้เขารู้จักสัญลักษณ์ท่าทางต่างๆ แทนด้วย เช่น เสียง จุ๊...จุ๊ หรือการใช้นิ้วชี้ปิดไว้ที่ปากพร้อมกับการส่ายหน้า
ถ้าเขายังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามพูดคุยกับลูกด้วยภาษาง่ายๆ
ให้ลูกเข้าใจให้มากที่สุด ไม่ หยุด เป็นคำพูดง่ายๆ ที่เป็นการห้ามปรามลูกน้อย เพื่อหยุดอารมณ์เหล่านั้นของเขาลง
ข้อควรระวังในการสร้างวินัยให้ลูกน้อย
การส่งเสริมระเบียบวินัยให้ลูกน้อยวัยขวบปีแรกให้มีประสิทธิภาพ คุณพ่อคุณแม่จะต้องกำหนดขอบเขตให้ลูกอย่างสมเหตุสมผล
เพื่อความปลอดภัย และสวัสดิภาพของลูกน้อย และผู้อื่น เพราะเป้าหมายของการสร้างวินัยให้กับลูกน้อยคือ
การสร้างคนที่มีวินัยประจำใจ ไม่ต้องมีใครไปคอยควบคุมให้เขารำคาญใจ สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึง
ในการสร้างเสริมระเบียบวินัยให้ลูกน้อย มีดังนี้
1. สภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เจ้าหนูเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการเรียนรู้ของเจ้าตัวน้อยคุณควรตรวจตราสิ่งของต่างๆ อย่างระมัดระวัง
โดยเฉพาะ สิ่งของภายในบ้าน คอยดูว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้างภายในบ้านที่ก่อให้เกิดอันตรายกับลูก
ควรพยายามที่จะเก็บให้พ้นมือเด็ก เพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนรู้แล้วปล่อยให้เขาทำในสิ่งที่เขาต้องการ
เพราะนั่นเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ของเขาให้เป็นไปอย่างราบรื่น
แต่หมายถึงว่าคุณจะต้องคอยระมัดระวังดูแลเขาอยู่ใกล้ๆ
2. ยิ่งคุณให้ความรัก ความเอาใจใส่และสัมผัสเพื่อให้กำลังใจแก่ลูกน้อยมากเท่าไร
เด็กจะยิ่งรู้สึกถึงความมั่นคง และความไว้วางใจมากขึ้นเท่านั้น กาอุ้มชู การจูบ กอด การดูแลรักษาความสะอาดให้เขา
การปรบมือเมื่อเขาทำบางสิ่งบางอย่างที่คุณสอนจนสำเร็จ จะเป็นรางวัลที่เขารู้สึกปลื้มใจ และมีความสุข
เขาจะรู้สึกถึงความมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมที่จะเรียนรู้ระเบียบวินัยที่คุณจะสอนเขาต่อไป
3. คำนึงถึงอายุ พัฒนาการ และพื้นฐานอารมณ์ของลูกตลอดเวลาที่ปฏิบัติกับเขา เด็กวัยขวบปีแรก
แต่ละคนย่อมมีระดับพัฒนาการและพื้นฐานทางอารมณ์แตกต่างกัน เจ้าหนูบางคนเลี้ยงง่าย บางคนเลี้ยงยาก
คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจ และยอมรับ อย่านำลูกน้อยของคุณไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น
และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรเพ่งเล็งในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเรื่องที่เจ้าตัวน้อยกระทำไม่เป็นอันตรายกับตนเอง ผู้อื่น
และไม่ทำให้ข้าวของเสียหาย ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ หากเป็นพฤติกรรม ที่เป็นการพัฒนาตามวัย
เป็นธรรมชาติของเจ้าหนู คุณแม่ควรใช้โอกาสนี้สอนระเบียบวินัยไปพร้อมๆ กันก็ได้
4. ห้ามใช้การลงโทษทางกายในการสอนระเบียบวินัยให้ลูกวัยขวบปีแรก
เพราะเด็กในวัยนี้ไม่รู้ว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด เขาจะรับรู้ได้ว่าชอบกับไม่ชอบเท่านั้น
เนื่องจากเขาสามารถเชื่อมโยงคำพูดกับท่าทาง เช่น ไม่ กับการสั่นศีรษะ
การห้ามปรามลูกวัยนี้ควรเกิดจากสีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง แววตา และการสัมผัส สมมุติว่า
เจ้าจอมซนตัวน้อยเอื้อมมือไปแหย่ปลั๊กไฟ ถ้าคุณพ่อคุณแม่บอกเขาว่า อย่าน๊ะ ระวังไฟดูด
เขาคงฟังไม่เข้าใจว่า แปลว่าอะไร คุณแม่ควรใช้คำ ไม่ ประกอบกับการสั่นศีรษะ สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง และแววตา
เพื่อสื่อความหมายว่า ไม่ได้ เขาก็จะหยุดพฤติกรรมนั้นในระยะเวลาสั้นๆ แล้วเขาก็งอแงอยากเล่นต่อ
คุณพ่อคุณแม่ต้องสัมผัส และจับมือเขาเพื่อห้ามปราม แล้วอุ้มออกมาทันที คือ การหยุดเพื่อยุติพฤติกรรมที่ไม่ควรทำของเขา
หลังจากนั้นคุณแม่ควรหากิจกรรมอื่นๆ มาทดแทนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจนั้น
5. ไม่ควรฝึกวินัยให้ลูกน้อยในขณะที่ หิว ง่วงนอน ไม่สบายตัว และเจ็บป่วย
นอกจากลูกน้อยจะไม่สามารถรับรู้ และเรียนรู้ได้แล้ว ยังส่งผลให้ลูกน้อยหงุดหงิด รำคาญ
จนทำให้ลูกน้อยเกิดความเครียด
6. คุณแม่ไม่ควรใช้อารมณ์ (เสียงดัง) กับลูกน้อยด้วยความโกรธ เพราะจะทำให้เขากลัว
และจดจำสิ่งที่คุณแสดงออกไว้เป็นตัวอย่าง เวลาที่เขาไม่สบายใจเขาก็จะทำแบบเดียวกับคุณ
จากการศึกษาพบว่า ทารกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงจะกลายเป็นเด็กเก็บตัว และขี้กลัว
หรือไม่ก็เป็นเด็กที่มีบุคลิกภาพรุนแรง เพียงแค่การโต้เถียงกันธรรมดาก็เป็นเรื่องรุนแรงสำหรับลูกน้อย
ที่กำลังพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ถ้อยคำที่แสดงความรักและความกรุณาเท่านั้นที่จะช่วยให้เขากลายเป็นเด็กที่มีวินัย
7. เมื่อคุณพ่อคุณแม่สอนลูกน้อยว่าอะไรควรทำหรือไม่ สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด
คุณต้องมีความแน่วแน่ สม่ำเสมอ ในสิ่งที่คุณสั่งสอน ถ้าสิ่งที่คุณห้ามในวันนี้ ย่อมหมายความว่า พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ฯลฯ ด้วย
อย่าฝึกวินัยให้ลูกน้อยตามอารมณ์อันไม่แน่นอนของคุณ เช่นวันนี้ คุณพ่อคุณแม่อารมณ์ดี
ถ้าเจ้าหนูกระทำผิด คุณกลับยอมรับไม่อบรมสั่งสอนเขา แต่พอพรุ่งนี้เจ้าหนูกระทำผิดแบบเดิมอีก
คุณกลับห้ามเจ้าหนูตามอารมณ์ที่หงุดหงิดของคุณ โปรดระลึกไว้เสมอว่า ข้อห้ามก็คือข้อห้าม ไม่เว้นวันใด
ดังนั้นอย่ากำหนดข้อห้ามกับเจ้าหนูถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่คิดจริงจังกับข้อห้ามนั้นๆ เพราะเจ้าหนูจะเรียนรู้โดยอัตโนมัติ
ว่าสิ่งที่คุณสั่งสอนไม่แน่นอน ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความหมาย ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่
และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่ใกล้ชิดกับลูกน้อยในบ้าน และพี่เลี้ยงให้เข้าใจ
และปฏิบัติตามข้อห้ามไปในทิศทางเดียวกัน
เท่าที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ทารกน้อยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว คุณพ่อคุณแม่
คือผู้สนองตอบความต้องการของลูกน้อย เขาจะมีระเบียบวินัยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับกระบวนการถ่ายทอดทางครอบครัวเป็นอันดับแรก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่
และบุคคลที่ใกล้ชิดที่มีประสบการณ์มากกว่าจึงควรส่งเสริมระเบียบวินัยให้กับลูกน้อยตั้งแต่ขวบปีแรก
ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานลูกน้อยของคุณให้เป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคตค่ะ
(update 24 กันยายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มิถุนายน 2547 ]
|