เหตุเกิดที่ห้องอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง
คุณแม่ยังสาวกำลังนั่งทานอาหารเช้า โดยมีลูกชายวัยสามขวบกว่านั่งอยู่ด้วยกัน
" รีบกิน ลูก" คุณแม่ว่า
ลูกชายนั่งกินข้าวได้สองคำก็ลงมาเล่นใต้โต๊ะสักครู่ก็ลุกยืนกินอีกหนึ่งคำ
" นั่งๆ เฉยๆ ได้มั้ย" คุณแม่ว่าต่อ
ตอนนี้เจ้าลูกชายเริ่มเอาช้อนส้อมมาเคาะกันเสียงดังเคล้งๆ จากนั้นก็เดินรอบโต๊ะ
คนเป็นแม่ใช้ช้อนของตนตักข้าวป้อนลูกอีกคำ
ถึงตอนนี้ลูกชายเอาช้อนส้อมตีโต๊ะดังป๊อกๆ
" ไม่เอาลูก เงียบๆ" คุณแม่ต่อว่า
ป๊อกๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เคล้งๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
" เอามานี่นะ" คุณแม่เสียงน่ารักเอื้อมมือมาหยิบช้อนส้อมออกจากมือเจ้าลูกชาย
เด็กน้อยร้องไห้แล้ววิ่งเข้าตีแม่ปึ้กๆ
" ไม่เอา นั่งเฉยๆ" คุณแม่ยังเสียงเล็กเสียงน้อย
ถึงตอนนี้คุณยายเดินมาที่โต๊ะอาหาร "เอเปค อยู่เฉยๆ ได้มั้ย"
ขาดคำคุณยาย เจ้าเอเปคก็ถลาเข้าไปแล้วก็เตะๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ที่หน้าแข้งคุณยายพลางร้องไห้เสียงดังยิ่งขึ้น
" เงียบๆ เข้าใจมั้ย ดูเด็กคนอื่นซิ เขานั่งกินข้าวกันดีๆ ทุกคน" คุณยายว่าพลางกรีดนิ้วชี้ไปที่โต๊ะไหนๆ
ผมสังเกตเห็นว่าแหวนสวย ฝ่ายคุณแม่ยังนั่งเคี้ยวข้าวอยู่
แต่เจ้าเอเปคก็ไม่ยอมเงียบ ยังคงทั้งดีทั้งเตะคุณยายไม่ยอมเลิก
" หยุดนะเอเปค เอเปคมีเหตุผลมั้ยครับ เอเปคต้องมีเหตุผลสิครับ"
คุณยายพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อยพอให้คนอื่นในร้านอาหารได้ยินว่าคุณยายกำลังสอนเหตุผลให้หลานฟัง
ผมนั่งดูถึงตอนนี้แล้วก็ลุกออกจากห้องอาหารไป หากฝืนทนดูต่อไปเป็นได้เข้าไปพูดเหตุผล
พอให้คนอื่นในร้านได้ยินเหมือนกันว่า
ยาย
เอ๊ย
ผมก็เป็นคนมีเหตุผล
ผมคิดว่ายังงี้ครับ
เด็กคนนี้ คือเจ้าเอเปคนนี่แหละ เวลาอยู่ที่บ้านกินข้าวเขาก็กินอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ
คือกินๆ หยุดๆ เดินไปมาแล้วก็เล่น แล้วก็กิน แล้วก็หยุด บางครั้งก็เคล้งๆ ๆ ๆ ๆ ป๊อกๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็กินต่อ
เชื่อว่าถ้าเดินห่างจากโต๊ะอาหารไปไกลก็คงมีใครบางคนเดินตามป้อนข้าวอีก
ตอนอยู่ที่บ้านเอเปคทำได้ พอมากินนอกบ้านเอเปคก็ทำเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้คุณแม่ไม่ให้ทำจึงออกปากห้าม ซึ่งก็ไม่เป็นผล พอเด็กเริ่มทำเสียงดังก็ริบช้อนส้อมเขาไปเสีย
เด็กถูกขัดใจก็ปราดเข้าไปตีแม่ แม่ก็นั่งเฉยปล่อยให้เด็กตีเอาๆ
ผมคิดว่าเอเปคถูกทิ้งตั้งแต่ต้นครับ เพียงแต่เอเปคคนนี้มิได้ถูกทิ้งที่กองขยะให้ตาย
เขาถูกทอดทิ้งให้เรียนรู้โลกด้วยตนเองโดยไม่มีใครสั่งใครสอน
คนเป็นแม่ไม่เคยสอนให้เขานั่งกินข้าวอยู่กับที่ ไม่ให้ส่งเสียงดังขณะกินข้าว
ไม่ตีช้อนส้อมขณะกินข้าว เวลากินข้าวคือกินข้าว ซึ่งควรใช้เวลาตามสมควร ไม่มากไปไม่น้อยไป
กินให้เสร็จแล้วเก็บสำรับจากโต๊ะพร้อมกัน
เช้าวันนั้น ภรรยาชี้ชวนให้ผมดูเด็กฝรั่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเอเปคนั่งกินอาหารกันเรียบร้อยทุกคน
พ่อแม่ฝรั่งดูเหมือนจะปล่อยลุกๆ ให้มีอิสระและทำอะไรตามชอบใจ แต่พอถึงเวลากินกลับสามารถสร้างวินัย
ในการนั่งโต๊ะอาหารได้ดี
กลับมาที่เอเปค เอเปคถูกคุณแม่ขัดใจจึงอาละวาด คุณแม่ได้แสดงให้คนทั้งห้องอาหารเห็นว่า
เธอไร้ความสามารถในการจัดการเพียงใด ที่ชัดเจนคือเธอไม่สอนลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกเริ่มตีเธอ
เธอไม่ทำอะไรเลย
เมื่อเด็กเล็กเริ่มตีแม่ เราซึ่งเป็นพ่อแม่ต้องหยุดการกระทำนั้นทันที
วิธีคือจับมือให้หยุดแล้วพูดอย่างจริงจังว่า เราไม่อนุญาต และจะไม่ยอมให้ลูกตีแม่
พบครั้งแรกต้องหยุดให้ได้ พบอีกต้องหยุดให้ได้อีก ไม่มีครั้งที่สาม
หากคุณแม่ทำไม่ได้ก็ไม่สมควรเป็นคุณแม่ กรณีของเอเปคนั้นชัดเจนว่า
เอเปคตีแม่มาหลายครั้งแล้วจนเป็นเรื่องธรรมดา เด็กมิได้ถูกฝึกวินัยเรื่องการห้ามทำร้ายคนอื่นเลย
ชัดมากขึ้นเมื่อเอเปคเตะยาย ทั้งคุณแม่คุณยายก็ยังจัดการอะไรไม่ได้
สิ่งที่ผมอยากเห็นคือคุณยายสามารถหยุดการเตะนั้นทันที อาจจะด้วยการรวบตัวแล้วอุ้มออกไปนอกร้าน
หากจำเป็นก็พากลับบ้านแล้วไปทบทวนการเลี้ยงเด็กกันเสียใหม่
แต่ที่คุณยายทำคือ สาธิตการพูดเหตุผลให้แก่เด็กสามขวบที่กำลังร้องไห้ฟัง
ราวกับต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนเองมีเหตุผลมากเพียงใดและกำลังสอนเด็กด้วยเหตุด้วยผล
มิหนำซ้ำยังชี้ให้หลานดูเด็กโต๊ะอื่นเป็นตัวอย่าง ซึ่งก็น่าจะเดาได้ว่าเด็กซึ่งกำลังร้องไห้
และโกรธอย่างรุนแรงนั้นจะมองอะไรเห็น ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลหรือโต๊ะข้างๆ ก็ตาม
สิ่งที่คุณยายควรทำมีข้อเดียว คือ หยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้นทันที
ด้วยการกอดและน้ำเสียงที่เอาจริง
ผมสงสัยมากเลยครับว่าของง่ายๆ แค่นี้ทำไมทำยากนัก
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าคงถึงเวลาต้องสอนวิชาพ่อแม่กันให้เป็นเรื่องเป็นราวแล้วกระมัง
วันนี้เขียนเรื่องเอเปคมาเสียยาวเพราะคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทุกวันนี้พวกเราบ่นว่าวัยรุ่นไม่มีวินัย
สาเหตุหนึ่งเพราะว่าพวกเขามิได้ถูกสั่งสอนให้มีวินัยตั้งแต่เล็กๆ
การปลูกฝังวินัยอย่างไรก็ต้องเริ่มตั้งแต่เล็ก วินัยในที่นี้หมายถึงความสามารถในการควบคุมตนเอง
พอถึงวัยรุ่นอาจจะโลดโผนโจนทะยานสักห้าหกปีพอให้ฮอร์โมนสงบแล้วก็จะกลับมาเป็นหนุ่มสาวที่มีวินัยอีก
แต่ถ้าไม่มีวินัยอะไรเลยแต่เล็กๆ ควบคุมตนเองในเรื่องพื้นฐานไม่ได้
ก็มักจะลามไปสู่การไร้ความสามารถควบคุมตนเองในโจทย์ที่ยากขึ้น เช่น อยากได้มอเตอร์ไซค์ไปซิ่ง
อยากได้มือถือไปโทร.หาเพื่อน อยากได้นั่นอยากได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด และอาจจบลงที่อยากได้ยาเสพติด
วัยรุ่นแต่ก่อนพลุ่งพล่านขึ้นมาจากภายใน พอพ้นวัยก็เรียบร้อย
วัยรุ่นเดี๋ยวนี้พลุ่งพล่านเพราะถูกกระตุ้นจากสินค้าและสิ่งยั่วยุภายนอกไม่รู้จักหยุดจักหย่อน
หากวินัยในตนเองไม่เข้มแข็งก็เสียผู้เสียคนกันได้ง่ายๆ
ผมถามเด็กมอหนึ่ง ซึ่งถูกจับคดียาเสพติดว่า "ผมไม่เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรจึงมาเริ่มสูบยาตอนนี้
ไม่รู้หรือว่าเขากำลังประกาศสงครามยาเสพติดอยู่"
" รู้ครับ" เด็กมอหนึ่งหน้ายังใส่ปิ๊งๆ แต่เริ่มมีหนวดตอบ
" แล้วนึกยังไงถึงกล้าใช้" ผมถามต่อ
" พ่อแม่ไม่สั่งสอนครับ" เขาว่า
(update 21 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|