ปวดหัวแทนคุณแม่เลยล่ะค่ะ ที่วันๆ หนึ่ง นอกจากจะต้องจัดการกับภารกิจของตัวเอง
ทั้งงานที่ทำงาน งานบ้าน แล้วยังต้องเผื่อเวลามาจัดการกับกองสมบัติทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ของลูก
ไหนจะยังข้าวของที่ไปทำหลงลืมไว้ที่โรงเรียน หรือที่อื่นๆ จนหาไม่เจออีก เรียกได้ว่าภารกิจครั้งนี้มีสารพัดสิ่ง
ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบจริงๆ ก่อนจะหาวิธีแก้พฤติกรรมเจ้าหนูที่ชอบวางข้าวของแบบไม่เป็นที่เป็นทาง
เรามาเรียนรู้อุปนิสัยและพัฒนาการของเจ้าจอมวนก่อนดีกว่าค่ะ
เด็กในวัยอนุบาล พอจะเริ่มจดจำเรื่องราวใกล้ๆ ตัวได้แล้วค่ะ อย่างเช่น เรื่องมารยาท ระเบียบ
หรือจำรายละเอียดง่ายๆ ได้ เช่น วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ แต่ที่เรามักจะพบเห็นเสมอๆ ก็คือลูกมักจะหลงลืม
หรือเก็บของไม่เป็นที่เป็นทาง นี่เป็นสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า ควรจะจัดระเบียบให้หนูๆ ได้เรียนรู้วิธีดูแล
จัดเก็บสิ่งของ และรู้จักลำดับก่อนหลัง (เพื่อจะได้ไม่หลงลืม) แล้วล่ะค่ะ
การจดจำและเรียนรู้วิธีการที่จะปฏิบัติกับสิ่งของต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยทีเดียว
เพราะนั่นเป็นการปลูกฝังให้ลุกรู้ว่าจะต้องรับผิดชอบ ดูแลเอาใจใส่ในสิ่งต่างๆ รอบตัว
แต่มิใช่ว่าการเก็บของไม่เป็นที่ของลูก จะหมายความว่าลูกขาดความรับผิดชอบหรอกนะคะ
แต่เป็นเพราะลูกยังขาดการฝึกฝนที่จะเก็บรักษาสิ่งของที่เขาเป็นเจ้าของต่างหากล่ะ
เพราะอย่างนี้ จึงไม่แปลกหรอกค่ะ ที่ช่วงแรกๆ ของการ "จัดระเบียบ" อาจจะดูขลุกขลักไปบ้าง
เมื่อหนูๆ ลืมนู่นลืมนี่เป็นประจำ เพราะสมองของเด็กยังไม่มีหน่วยความจำมากพอที่จะจำอะไรต่ออะไรได้หมด
โดยเฉพาะกฎและระเบียบข้อบังคับต่างๆ
นี่แค่ในบ้านนะคะ แล้วถ้าออกไปนอกบ้าน ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำป่วนอีกแค่ไหน
เพราะโลกภายนอกมีอะไรๆ มากมายที่อาจทำให้สมองของเจ้าหนูสับสน
ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอผู้คนมากมาย หรือมีสิ่งของที่หลากหลายจนจำไม่หวาดไม่ไหว
รวมทั้งการต้องย้ายจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เช่น ย้ายจากรถโรงเรียน
เพื่อจะไปเข้าห้องเรียน (ก็อาจจะลืมหยิบกระติกน้ำลงมาด้วย)
ด้วยการฝึกระเบียบนี่ล่ะค่ะ ที่จะช่วยให้ลูกรู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งของรอบตัวเขา
โดยเฉพาะการสอนทักษะในการจัดเก็บสิ่งของให้ลูกที่บ้าน จะทำให้ลูกสนุก
และรู้สึกดีกับการได้ลองรับผิดชอบอะไรสักอย่าง อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานสำคัญ
ที่จะสอนให้ลูกรับผิดชอบต่อสิ่งอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
หาที่อยู่ให้คุณ "สิ่งของ"
กล่องหรือชั้นพลาสติกใสนี่ล่ะค่ะ พระเอกของงาน เพราะเด็กๆ จะสามารถมองเห็นของ
ที่เก็บไว้ด้านในได้โดยไม่ต้องลงมือค้น จนอาจจะทำให้ห้องเลอะเทอะยิ่งกว่าเดิม
เลือกล่องหรือชั้นเก็บของที่มีรูปทรง สี ขนาดต่างๆ กัน เพราะถ้าอะไรๆ มันคล้ายกันไปหมด
เด็กๆ คงได้สับสนกันล่ะทีนี้
การจัดห้องของลูกให้มีที่เก็บของที่มีลักษณะแตกต่างกัน
จะช่วยให้ลูกได้เลือกเก็บของให้เหมาะกับที่เก็บ เช่น หนังสือเอาไว้ในกล่องสี่เหลี่ยม
ลูกบอลเอาไว้ในกล่องทรงกลม ส่วนชั้นหรือกล่องที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์อะไร
เอาออกมาจากห้องลูกดีกว่าค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้ดูรกตา
ลูกจะสับสนกับจำนวนที่เก็บของที่กระจัดกระจาย แล้วยังเป็นการประหยัดพื้นที่ไปในตัวด้วย
ที่สำคัญอีกอย่างก็คือความปลอดภัยในการใช้ชั้นหรือตู้เก็บของในห้องของเจ้าหนู
คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกวัสดุที่แข็งแรง และมั่นใจได้ว่าปลอดภัยสำหรับลูก
เรื่องของความสูงก็สำคัญนะคะ เพียงเลือกตู้หรือชั้นที่เตี้ยสักหน่อยเท่าที่เจ้าหนูจะเอื้อมหยิบถึง
และเก็บเข้าที่เดิมได้สะดวกทันใจ แค่นี้ก็ช่วยเจ้าหนูได้เยอะแล้วล่ะ
จัดระบบ สร้างระเบียบ
เคล็ดลับอย่างหนึ่งสำหรับการจัดห้องให้เจ้าตัวเล็กก็คือ ปล่อยให้ลูกได้ลงมือจัดพื้นที่ของเขาเอง
ว่าจะเอาอะไรไว้ตรงไหน วิธีนี้จะทำให้ลูกสนุกที่จะได้ทำอะไรตามใจชอบ
(แต่ต้องอยู่ในสายตาของคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ) ชักชวนให้ลูกรู้จักจัดสภาพแวดล้อมภายในห้อง
ให้ง่ายต่อการจัดเก็บสิ่งของเข้าที่ เช่น ตั้งกระบอกใส่ดินสอวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ
เก็บเสื้อผ้าไว้ในตู้เสื้อผ้า และเปิดโอกาสให้เขาได้หยิบใช้สิ่งของตามใจ โดยตั้งกฎง่ายๆ
ที่ไม่รัดกุมจนเจ้าหนูรู้สึกว่าตัวเองถูกบังคับ
"เล่นตัวต่อเสร็จแล้ว มูอย่าลืมเก็บใส่กระป๋องสีแดงที่อยู่ข้างๆ เตียงนะครับ"
การปล่อยให้ลูกมีส่วนรับผิดชอบอะไรเล็กๆ สักอย่างภายในบ้าน
แต่ให้อิสระกับลูกที่จะได้เล่นอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมีคุณพ่อคุณแม่คอยกำกับ
ว่าลูกจะเอาไปเก็บถูกที่หรือเปล่า สิ่งนี้จะทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่วางใจ
และสร้างความรับผิดชอบที่จะเอาของเก็บกลับคืนที่เดิม หรือเก็บในที่ที่เหมาะสม
บางทีถ้าเจ้าหนูทำของหายแล้วได้ค้นหาด้วยตัวเองบ่อยเข้า อาจทำให้เจ้าหนูรักที่จะเก็บของให้ถูกที่มากขึ้น
เพราะถ้าเก็บดีๆ ของก็ไม่หายนี่นา แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาตามหาด้วย
เกมช่วยจำ
คิดกลวิธีสนุกๆ ที่จะช่วยดึงดูดใจของเจ้าหนูให้สนใจกับสิ่งของใกล้ตัวมากขึ้น
อย่างเช่น การจดบันทึกว่าวันนี้หนูเอาอะไรไปโรงเรียนบ้าง หรือจะเป็นการติดรูปสิ่งของไว้ตามที่ต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น หารูปตุ๊กตาหมีมาติดไว้หน้าตู้ที่ใช้เก็บ เด็กๆ จะจำได้ง่ายขึ้นไงคะ กับอีกวิธีหนึ่งคือ
วาดรูปของ 3 อย่างที่อยากให้ลูกจำและนำกลับมาบ้าน บนกระดาษแข็งแผ่นเล็กๆ เช่น
วาดรูปกระติกน้ำ หมวก กล่องดินสอ ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อลูก ทีนี้ไม่ลืมแน่
เกมช่วยจำเหล่านี้ หากให้ลูกได้ลงมือวาด หรือตกแต่งรูปสิ่งของด้วยตัวเองยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ
เพราะจะช่วยให้เจ้าหนูคุ้นเคยกับสิ่งของรอบตัวมากขึ้นด้วย หรือไม่ก็ลองถามทวนกับเจ้าหนูว่าอะไรอยู่ตรงไหน
ทำอย่างนี้บ่อยๆ เข้าไม่นานก็จะจัดระเบียบความจำเจ้าหนูได้
สอนหนูรู้ค่าเงิน
ไม่ใช่หมายถึงสอนลูกรู้จักอัตราค่าเงินแต่ละประเภทหรอกนะคะ แต่หมายถึง "ค่า"
หรือคุณค่าของเงินนี่ล่ะค่ะ เวลาลูกทำของหาย คุณแม่คงรู้สึกเสียดายบ้าง ยิ่งถ้าเป็นของมีราคา
แต่เจ้าตัวคนทำหาย กลับไม่ค่อยรู้ค่าเสียนี่ คุณแม่แต่ละคนก็คงจะมีวิธีแก้ต่างๆ กันไปนะคะ
แม้การสอนให้ลูกรู้ถึงค่าของเงินจะเป็นเรื่องยาก
แต่ลองสอนควบคู่ไปกับการสอนให้ลูกรักษาของดูสิคะ เช่น "รองเท้าของหนู
แม่ต้องใช้แบงก์สีแดงซื้อตั้ง 3 ใบ ถ้าหนูไม่ทำรองเท้าหาย จนแม่ต้องซื้อใหม่
แม่เอาเงินนี่มาซื้อนมให้หนูกินได้เป็น 20-30 กล่องเลยนะ"
พ่อแม่
ผู้ช่วยที่แสนดี
คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยกับการสอนให้ลูกรู้จักเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับสิ่งของที่เป็นของเขา
ซึ่งอาจเป็นงานจุกจิก แต่เป็นเรื่องดีค่ะ ที่คุณพ่อคุณแม่จะได้ช่วยลูกฝึกระเบียบ ด้วยการช่วยลูกจัดเก็บของ
หรือค้นหาของที่หาย ด้วยการสร้างความเข้าใจกับลูกว่าสิ่งของมันไม่สามารถเคลื่อนย้ายด้วยตัวมันเองได้
ทีนี้เมื่อถึงเวลาค้นหาของที่หาย ยังไงก็อย่าลงมือทำอะไรๆ ทั้งหมดแทนลูกเชียวนะคะ
เพราะจะยิ่งปลูกฝังนิสัยทิ้งขว้างของเข้าไปใหญ่ เพียงแค่พูดสนับสนุนให้เขาลงมือหาเป็นหลัก
ส่วนคุณพ่อคุณแม่เป็นมือรองจะดีกว่าค่ะ
ถ้าเจ้าหนูกำลังตามหาของที่หายไป มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลูกได้ ด้วยการลองให้ลูกได้คิดหาเหตุผล
ว่าของเล่นของเขาที่หายไปอยู่ที่ไหนกันนะ ด้วยคำถามเช่นว่า
"มูเล่นกับพี่หุ่นยนต์ครั้งสุดท้ายที่ไหนล่ะลูก ลองนึกดูสิครับ ในห้องนอน
หรือในห้องนั่งเล่นหรือเปล่า"
ค่อยสอน ค่อยรู้ เพื่อหนูไม่ลืม
หวนนึกถึงตอนยังเป็นเด็ก เชื่อว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ ต้องเคยประสบกับเหตุการณ์ของหายมาแล้ว
ทั้งที่บางครั้งก็เป็นเพราะความพลั้งเผลอแท้ๆ ดังนั้นถ้าลูกทำของหายบ้าง อย่าใช้อารมณ์
โดยการดุลูกแรงๆ หรือการทำโทษเชียวค่ะ โดยเฉพาะต่อหน้าคนอื่น
เพราะอาจทำให้ลูกรู้สึกเข็ดขยาดกับการฝึกตัวเองที่จะจัดการกับสิ่งของ ดีไม่ดีจะพาลดื้อ
ทิ้งข้าวทิ้งของประชดคุณแม่ ที่ตั้งใจพร่ำสอนมาก็เป็นอันล้มเหลว
ใช้เวลาสักนิด ให้ลูกได้ลองปฏิบัติซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ กระตุ้นเตือนลูกบ่อยๆ และอย่าชมเชย
หรือให้รางวัลบ้าง เมื่อเห็นลูกทำตามที่เราสอนเขาได้สำเร็จ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ขอให้เข้าใจ
ว่าการเรียนรู้ที่ดีย่อมใช้เวลาในการปรับตัวบ้าง รอให้ลูกโตขึ้นอีกนิด
ลูกจะสามารถดูแลสิ่งรอบตัวได้ด้วยตัวของเขาเอง ไม่ทิ้งขว้างให้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยตามติดแล้วล่ะค่ะ
และถึงแม้จะยังมีอีกหลายพฤติกรรมของเจ้าตัวเล็กที่จะคอยป่วนให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวเล่น
จนหลายคนอดไม่ได้ที่จะบอกว่าบ่นจนเบื่อแสนเบื่อแล้วนะ
ลูก
จะให้ทำไงได้ ก็ลูกเรา เราก็รักของเรานี่นา จริงไหมคะ
(update 24 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 242 มีนาคม 2546 ]
|