มันมาอีกแล้วครับ ก็ต้นปี 2546 ข่าว "รถตู้มหาภัย-ลักพาเด็ก" โผล่ขึ้นบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง
หลังจากข่าวประเภทนี้มีมาให้เห็นเป็นระลอกๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำเอาพ่อแม่ต้องอกสั่นขวัญผวากันตลอด
ลูกหลงทาง สูญหาย ถูกลักพา นับว่าเป็นภัยร้ายแรงสุดจะบรรยายได้ว่าปวดร้าวแสนสาหัสเพียงใด
หากครอบครัวใดประสบเหตุนี้ โดยเฉพาะเมื่อ คุณสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์
ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กแจ้งว่าในปี 2544 มีเด็กไทยหายไปจากครอบครัวมากถึง 10,000 คน
และโดยประมาณเด็กหายเพิ่มขึ้นถึงปีละ 3,000-4,000 คน นี่เป็นตัวเลขเฉพาะที่แจ้งเข้ามา
ขอความช่วยเหลือจากทางศูนย์เท่านั้น! ยิ่งรู้ยิ่งกังวลใจ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท
ขอพวกเรามาหาวิธีแก้ไขป้องกันก่อนจะสายเกินแก้ครับ
1.
สอนลูกว่า
เวลาเดินหลงทางในห้างหรือที่ใดก็ตามอย่าตกใจ และอย่าเดินหาพ่อแม่ไปเรื่อยๆ เพราะจะยิ่งงง
ยิ่งหลงเข้าไปใหญ่ แต่ให้เดินไปหายามรักษาความปลอดภัย หรือเดินไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน
แล้วบอกยามหรือพนักงานว่า "ช่วยหนูด้วย หนูหลงทาง" แล้วให้หนูยืนอยู่ตรงนั้น
ทางเจ้าหน้าที่ก็จะถามชื่อคุณพ่อคุณแม่ และช่วยประกาศให้มาพบลูก ณ จุดนั้น
(ครั้งต่อไปเมื่อพาลูกเดินเที่ยวห้าง อย่าลืมชี้ให้ลูกรู้จักยามรักษาความปลอดภัยว่าแต่งตัวอย่างไร
และเคาน์เตอร์จ่ายเงินอยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร)
2.
ข้อควรระวัง
เด็กวัย 2-3 ขวบ ชอบเหลือเกินที่จะเปิดประตูและเดินออกไปสำรวจโลกเพียงคนเดียว
แล้วเดินไปเรื่อยๆ จนกลับบ้านไม่ถูก (เพราะยังจำภาพรวมไม่ได้) ส่วนเด็กวัย 5 ขวบ
ดูเหมือนจะโตขึ้นมากแล้ว แต่ไม่ควรประมาท เพราะยังจำทิศทาง จำรายละเอียดยังไม่ได้
ยิ่งเดินยิ่งหลง ยิ่งเดินยิ่งกลัว
3.
ลูกควรจะต้องจำชื่อจริง (ไม่ใช่รู้เฉพาะชื่อเล่น และนามสกุลของตนเองได้)
ยิ่งเขียนได้ยิ่งดี และถ้าทั้งจำทั้งเขียนเบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน เบอร์มือถือ
ชื่อคุณพ่อคุณแม่ได้ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ (ทุกอย่างไม่พ้นการต้องหมั่นฝึกหัดครับ)
4.
ถ้ายังฝึกไม่ได้ดังข้อ 3 หากต้องไปในที่แออัด
อาจจะมีป้ายชื่อเด็ก พ่อแม่ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่จะติดต่อได้อยู่ในกระเป๋าของเด็ก
แต่ในขณะเดียวกัน การเขียนชื่อ และนามสกุลไว้บนกระเป๋านักเรียน เป้
หรือกล่องข้าวประจำตัวของลูกนี้ อาจมีผลเสียได้คือ คนร้ายใช้วิธีสวมรอย
โดยแสร้งทำทีเป็นรู้จักกับลูกหรือหลอกว่าเป็นเพื่อนเก่าของคุณพ่อคุณแม่
5.
การรับพี่เลี้ยงดูแลเด็ก
ควรพิจารณาจากญาติ คนรู้จัก หรือคนที่คุ้นเคยเป็นผู้แนะนำก่อน
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีรูปถ่าย ที่อยู่ สำเนา บัตรประชาชน หรือหลักฐาน
ประวัติต่างๆ เก็บเป็นหลักฐานไว้
6.
การลักพาตัวเด็ก
จุดประสงค์ของคนร้าย คือการเรียกเงินค่าไถ่ นำเด็กไปขายเพื่อเป็นลูกบุญธรรม
เพื่อนำไปใช้แรงงาน เพื่อไปเข้าแก๊งขอทาน หรือแก๊งขายยาเสพติด ฯลฯ
การสอนให้เด็กรู้จักระแวดระวัง รู้จักคิดรู้จักใช้สติในการแก้ปัญหา
ใช้ไหวพริบในการแก้สถานการณ์เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่สิ่งที่ไม่ควรทำก็คือ
การขู่ในขณะสอนจนลูกกลัวลนลานหรือหวาดระแวงจนเกินเหตุ ขาดความเชื่อมั่นจะขาดสติ
จนเอาตัวรอดไม่ได้ ยามอยู่ในเหตุการณ์จริง
7.
สอนลูกว่า
คนร้ายที่จะจับตัวเด็กๆ ไปนั้น ไม่เสมอไปที่เพียงปรี่เข้ามาถึงก็ฉุดกระชากลากตัว
แต่กลวิธีของมันนั้นแสนเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าหมาจิ้งจอกในนิทาน เช่น แกล้งเข้ามาขอความช่วยเหลือให้ช่วยหาของ
ให้ช่วยหาเงินที่หล่นหาย ช่วยตามหาหมา แมว สัตว์เลี้ยงอื่นที่เดินหลง หรือดึงกระเป๋า
ของใช้ของเล่นของเด็กแล้ววิ่งไป เพื่อให้เด็กวิ่งตาม หรือเอาของไปเพื่อบังคับให้กระทำการบางอย่าง
เพื่อแลกเปลี่ยนกับของชิ้นนั้น หรือโกหกให้เด็กตกใจจนตั้งสติไม่ทัน เช่น
หลอกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังประสบเหตุร้าย หรือเจ็บหนัก ญาติจึงใช้ให้มารับตัวไปพบคุณพ่อหรือคุณแม่ด่วน
เข้ามาตีสนิท พูดจาน่าเชื่อถือว่าตนเองเป็น "แมวมอง" ที่มาชักชวนเด็กๆ ไปเป็นนางแบบนายแบบเด็ก
ไปเล่นหนัง เล่นละคร
8.
สอนลูกว่า
หากมีใครมาจับตัว มาฉุดลากดึงให้พยายามสะบัดหนีและตะโกนดังๆ ว่า
"ช่วยด้วยๆ ๆ ผม (หนู) ถูกจับ" หรือ "ไฟไหม้ๆ ๆ ๆ" เพื่อหยุดยั้งคนร้าย
เพราะผู้คนรอบข้างจะหันมาสนใจทันที หากมีใครเข้ามาพูดจา
แล้วดูท่าทีไม่ค่อยน่าไว้ใจให้เดินหลบไปทันที เช่น เข้าไปในร้ายก๋วยเตี๋ยว ร้านมินิมาร์ท
ป้อมตำรวจ หรือหากบริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่ รปภ. ยาม หรือตำรวจ ให้เดินเข้าไปหาทันที
9.
เคยพบเห็นอยู่เสมอที่ผู้ใหญ่ปล่อยให้เด็กอยู่ในรถตามลำพัง (ติดเครื่องไว้ด้วย!)
แล้วตนเองก็เดินลงไปทำธุระ ซึ่งเสี่ยงเหลือเกินกับการเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรง
และการลักพาเด็ก (แถมรถยนต์)
10.
เมื่อเด็กอยู่บ้าน
หากมีเสียงโทรศัพท์ดังให้เรียกผู้ใหญ่รับเสมอ ถ้าเด็กต้องรับเอง
(เช่น ผู้ใหญ่หลับไม่ยอมลุกหรือไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้านเลย ซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
กับการปล่อยให้เด็กอยู่บ้านกันตามลำพัง โดยไม่มีผู้ใหญ่) หากผู้โทรมา
(ที่ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่หรือญาติสนิท) ซักโน่น ถามนี่ ห้ามเด็กตอบใดๆ ทั้งสิ้น
และรีบวางสายทันที ซึ่งพวกมิจฉาชีพมักหลอกถามเด็ก เพื่อหาช่องทางในการทำชั่ว
เช่น ถามว่ากำลังอยู่คนเดียว หรือ พ่อแม่กลับกี่โมง ถามชื่อ + โรงเรียน + สมาชิกในบ้าน ฯลฯ
11.
มีกรณีตัวอย่างหลายคดี
ที่พวกทรชนแกล้งตีสนิทกับพี่เลี้ยงเด็ก ทำเอ็นดูขออุ้มเด็ก แล้วก็กระเตงหนีหายไปทันที
ที่สุดแย่ยิ่งกว่านั้นคือ พี่เลี้ยงหลบไปนอนหรือไปเที่ยวโดยฝากเด็กไว้ให้คนอื่นช่วยดูให้
คุณพ่อคุณแม่จึงควรพึงสังวรไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
12.
ห้องน้ำสาธารณะ
ก็เป็นอีกแหล่งที่พึงระวัง หลายแห่งเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาสิงห์ขี้ยา
แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ปล่อยให้ไอ้หนูตัวน้อยเข้าไปฉี่แต่เพียงลำพัง!!
แต่อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ที่สำคัญก็คือ "การสร้างสถานการณ์สมมติ" และ "หมั่นฝึกซ้อม"
เพื่อลูกจะได้เรียนรู้การเผชิญเหตุการณ์และมีไหวพริบในการแก้ปัญหา ไม่มองโลกในแง่ดีเกินไป
และไม่เห็นทุกอย่างมีแต่ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงจนสับสนและทำอะไรไม่ถูก
สุดท้ายครับ
เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินต้องมีไว้ประจำบ้าน ประจำตัวครับ
เหตุด่วนเหตุร้าย 191
สอบถามเด็กหาย 0 2282 1815
รับแจ้งช่วยเหลือเด็ก 1578
และเบอร์ สน.ท้องที่ของท่านด้วยนะครับ
มีข้อแนะนำจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรมตำรวจ
อยากฝากให้คุณพ่อคุณแม่รับทราบไว้ครับ
1. เพื่อให้เด็กปลอดภัยจากการถูกลักพาตัว
1.1 อย่ารับของขวัญ หรือของฝากจากคนแปลกหน้า เพราะอาจเป็นสิ่งไม่ดี และผิดกฎหมาย
1.2 ปฏิเสธข้อเสนอของคนแปลกหน้าที่จะให้โดยสารรถไปด้วย เพราะอาจถูกพาไปขาย
หรือเรียกค่าไถ่
1.3 อย่าเข้าใกล้รถเพื่อพูดจาใดๆ กับคนที่อยู่ในรถ เพราะอาจถูกจับตัวไปได้
1.4 หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนแปลกหน้า เพราะอาจถูกล่อลวงไปในทางไม่ดี
1.5 บอกผู้ปกครองทันที เมื่อมีคนแปลกหน้าที่มาติดต่อเพื่อขอให้ทำอะไรก็ตาม
1.6 จดจำและจดหมายเลขทะเบียนรถของคนแปลกหน้าที่พยายามเข้ามาติดต่อเอาไว้
2. ข้อแนะนำกรณีเด็กถูกลักพาตัว
2.1 อย่าตกใจจนเกินเหตุ คิดไว้เสมอว่าเด็กๆ ที่เคยหายกันไปนั้นส่วนใหญ่หรือเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
มักจะได้กลับคืนมาโดยปลอดภัย (มีเพียง 2-3% เท่านั้นที่เป็นอันตรายหรือ หายสาบสูญไปจริงๆ)
2.2 รีบโทรศัพท์ไปบอกตำรวจ หรือไปแจ้งความด้วยตนเอง เรื่องนี้ควรกระทำทันทีเมื่อพ่อแม่
หรือผู้ปกครองเริ่มแน่ใจว่าเด็กถูกลักพาตัวไปแล้วอย่างแน่นอน โดยบอกชื่อเด็ก อายุ รูปพรรณ ที่อยู่
และเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อให้ชัดเจน
2.3 ระวังการติดต่อหรือพูดจากับเด็ก ถ้าหากคนร้ายลักพาเด็กไปและขู่เพื่อจะเอาค่าไถ่
จงบอกกับคนร้ายให้เอาเด็กมาพูดยืนยันทางโทรศัพท์ก่อน ว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย
(และบันทึกเสียงหรืออัดเทปเอาไว้) เพื่อเป็นการพิสูจน์ จากนั้นจงพยายามค้นให้พบว่าพวกคนร้ายต้องการอะไร
ระหว่างที่เจรจาต่อรองอยู่นั้น จงหาทางแจ้งให้ตำรวจทราบโดยเร็วถึงรายละเอียดในการเจรจานั้นๆ
2.4 จงเชื่อตำรวจ อย่าเชื่อคนร้าย เกือบทุกรายคนร้ายมักจะเตือนว่าห้ามบอกตำรวจ
จงอย่าเชื่อเพราะไม่มีเหตุผลใดๆ ที่พ่อแม่จะเชื่อหรือไว้ใจคนร้าย โดยทั่วไปหากเด็กยังอยู่กับคนร้ายจริง
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาโอกาสที่ตำรวจจะช่วยเหลือนำตัวเด็กกลับคืนมาอย่างปลอดภัยนั้น
เป็นไปได้เกือบทุกรายแต่ถ้าปล่อยให้คนร้ายข่มขู่อยู่เช่นนั้น เด็กอาจจะได้รับอันตรายได้ง่าย
ทั้งนี้จากสถิติโดยทั่วไปคดีลักพาตัวเด็กเพื่อเรียกค่าไถ่นั้นมีโอกาสรอดพ้นเงื้อมมือตำรวจได้น้อยมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตำรวจทราบเสียแต่ตอนแรก และสามารถจะช่วยเหลือทันท่วงที
ส่วนมากเหตุการณ์มักจะลงเอยที่คนร้ายถูกจับ และได้ตัวประกันกลับคืนเสมอ
|
(update 8 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูกปีที่ 21 ฉบับที่ 244 พฤษภาคม 2546 ]
|