เคยสงสัยไหมคะว่า ลูกน้อยวัยแบเบาะของเราจำความได้ตั้งแต่เมื่อไหร่
และถ้าเราอยากจะสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจให้ตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของลูกไปตลอดกาล
เราจะทำได้หรือไม่
!
เพราะความทรงจำคือ พื้นฐานสำคัญให้หนูน้อยเกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว
เส้นประสาทในสมองลูกจะเชื่อมโยงกันและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับการเรียนรู้
รวมถึงระบบความทรงจำของลูก ที่ทำงานตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว
ดังนั้น สิ่งที่เราควรรู้ก็คือสมองน้อยๆ ในช่วงขวบปีแรกของลูกนั้นจดจำอะไรได้บ้าง
เพื่อที่เราจะสามารถช่วยส่งเสริมให้สมองของลูกทำงานในการจดจำได้ดีขึ้น และเหนือไปกว่านั้น
นอกจากระบบความทรงจำแล้ว เราจะสามารถบันทึกสิ่งดีๆ ลงไปในจิตใจและความรู้สึกของลูกพร้อมๆ
ไปกับความทรงจำต่างๆ ได้หรือไม่ เพื่อให้มีผลดีต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูกต่อไป
ความทรงจำของขวบแรก
สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ที่เด็กได้รับในช่วงแรกของชีวิตมีความสำคัญในการพัฒนาสมองของลูกเป็นอย่างมาก
สมองจะได้รับการกระตุ้นจากประสบการณ์ที่เข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเป็นพื้นฐานให้สมองพัฒนาต่อไป
- แรกเกิด 3 เดือน : เกิดมาได้ไม่กี่วันหนูก็จะเริ่มจำกิจวัตรบางอย่างที่ทำต่อเนื่องกันได้ เช่น
อ้อมกอดอันอบอุ่นของพ่อแม่จะช่วยให้หนูสงบลงได้ หรือจำได้ว่าการกินนมจะทำให้รู้สึกสบายและอิ่ม
และเพียงเดือนที่ 2 ลูกก็สามารถจดจำใบหน้ากับเสียงที่คุ้นเคยได้
- วัย 3 เดือน : ลูกจะเริ่มจำการกระทำที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น
ถ้าพ่อแม่เขย่าของเล่นที่มีเสียงให้ลูกดูซ้ำๆ แล้วลองส่งให้
ลูกจะเขย่าของเล่นเหมือนที่พ่อแม่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องบอก
- วัย 6 เดือน : หนูน้อยมีความจำดีมากขึ้น เริ่มมองหาของเล่นชิ้นโปรดที่หายไป
นั่นแสดงว่าลูกจำได้ว่ามีของเล่นชิ้นนั้นอยู่ (แม้ตอนนั้นจะไม่เห็นของเล่นชิ้นนั้นอยู่ตรงหน้า)
หรือถ้าลองดึงเอาของเล่นที่ถูกอยู่หายไปจากมือ หนูน้อยจะร้องไห้ทันที
ต้องเอามาคืนใส่มือให้อย่างเดิมจึงจะหยุดร้องไห้
- วัย 12 เดือน : วัยนี้ลูกเริ่มจำสิ่งที่เคยทำซ้ำๆ และสามารถเชื่อมโยงความหมายของคำพูด
ที่ได้ยินว่าหมายถึงอะไรได้ เช่น ถ้าเราบกว่าบ๊ายบาย ลูกน้อยก็จะโบกมือไปมา
หรือถ้าวางจานข้าวและบอกว่าหม่ำๆ ลูกน้อยก็จะอ้าปากเตรียมหม่ำข้าวทันที
ประสบการณ์ดีมีผลต่อชีวิต
ลูกจะเรียนรู้ถึงความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจากการแสดงความรักที่คนใกล้ช้ดมีให้อย่างสม่ำเสมอ
อ้อมแขนอันอบอุ่นแข็งแรง การกอดรัดอย่างทะนุถนอม การเล่นอย่างสนุกสนานจะช่วยให้เจ้าหนูเรียนรู้
เรื่องความเชื่อมั่น การรักตัวเอง และการมองโลกในแง่ดี
แต่หากสมองได้รับการกระตุ้นที่ไม่เหมาะสม เช่น มีประสบการณ์ที่ไม่ดีในวัยเด็ก
อาจไปกระตุ้นให้สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ไม่สมควรเกิดขึ้นได้
ดังนั้นการกระตุ้นระบบความจำของลูกด้วยประสบการณ์ที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ
และเราสามารถช่วยให้ลูกมีความทรงจำที่ดีในวัยเด็กได้ด้วยวิธีการนี้ค่ะ
สัมผัสแห่งรัก
ลูกน้อยต้องการสัมผัสด้วยความรักและทะนุถนอม การสัมผัสจะช่วยให้ลูกรู้สึกได้ถึงความมั่นคงปลอดภัย
การสัมผัส กอดรัด ตอบสนองลูกอย่างนุ่มนวล ลูกจะเกิดความไว้ในสิ่งแวดล้อมว่า
อย่างน้อยก็มีคนที่เขาเชื่อใจได้อยู่ในโลกนี้ ที่ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร หิว ปวดท้อง อึ ฉี่
ก็จะมีคนมาช่วยแก้ปัญหาให้ด้วยความรัก ลูกจะจดจำได้ถึงสัมผัสอันอ่อนโยนที่เขาได้รับ
สัมผัสที่ช่วยให้เขารู้สึกสบายและผ่านพ้นปัญหาพื้นฐานนั้นมาได้
คุณค่าของช่วงเวลา
ในความเป็นจริงคือ ลูกต้องการเราอยู่เสมอค่ะ ลูกอยากให้เราอยู่ใกล้ๆ เสมอไม่ว่าจะทำอะไร
ลูกชอบให้เราแต่งตัวให้ อาบน้ำให้ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เรากับลูกได้อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดสองต่อสอง
พัวพันนัวเนียกันกับลูกทุกวันจะช่วยให้ลูกจดจำช่วงเวลานั้นฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกไปจนตลอดชีวิตของเขา
พูดคุยกันฉันพ่อแม่ลูก
ลูกยังไม่รู้ความหมายของคำพูดแต่ละคำที่เราพูดหรอกค่ะ แต่สามารถรับรู้
และจดจำถึงความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของเราได้ ลูกจะไวต่อเสียงสูงต่ำ
หรือความดังค่อยของเสียงพูด ดังนั้นอย่าแปลกใจเลยถ้าลูกสามารถรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงเกรี้ยวกราด โมโห
หรือน้ำเสียงอ่อนนุ่มปลอบโยนได้ เวลาพูดคุยกับลูกอย่าคิดนะคะว่าลูกไม่รู้เรื่อง
ลูกรับรู้ได้เสมอค่ะว่าพ่อแม่กำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ดังนั้นถ้าอยากให้ลูกรับรู้ได้ถึงความนุ่มนวลอ่อนโยน
ก็ต้องพูดคุยกับลูกด้วยอารมณ์แจ่มใส และน้ำเสียงนุ่มนวลดีกว่าค่ะ
สื่อสารด้วยสีหน้า
ความสุขหรือความเศร้าของคนเราจะแสดงออกได้ทางสีหน้า และก็น่าแปลกที่หนูน้อยตัวเล็กๆ
แบเบาะอยู่ก็สามารถเรียนรู้ได้ถึงความหมายของสีหน้าพ่อแม่ได้ ซึ่งเจ้าความสุขความเศร้า
ที่แสดงออกทางสีหน้าของพ่อแม่นี่เองที่มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ของลูกด้วย ไม่เชื่อลองทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
และจ้องหน้าลูกสิคะ ไม่นานลูกจะหน้าเบ้ร้องไห้จ้า แต่ถ้าพ่อแม่ยิ้มแย้มสบตากับลูกอยู่เสมอ
ความสุขที่เปล่งประกายออกมาจากสีหน้าของพ่อแม่ก็เหมือนความสุขของเจ้าตัวน้อยด้วยค่ะ
ร้องเพลงสื่อภาษา
นอกเหนือจากการพูดคุยกับลูกธรรมดา การร้องเพลงที่มีจังหวะสนุกๆ มีเสียงสูง
เสียงต่ำจะช่วยสร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เช่น ถ้าอยากให้ลูกเรียนรู้เรื่องแมวก็ร้องเพลง "แมวมันร้องเหมียวๆ"
ให้ลูกฟังสิคะ อาจจะหารูปภาพแมวมาให้ลูกดูไปด้วยเวลาร้อง ทำซ้ำๆ บ่อยๆ ลูกจะเกิดการเรียนรู้
เช่น พอพูดคำว่า เหมียวๆ หมายถึง แมว ที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างในรูปภาพ ลูกจะเกิดการจดจำทั้งภาพทั้งเสียง
ทั้งจังหวะการร้องเพลงสูงๆ ต่ำๆ
เล่นเท่านั้นที่ลูกต้องการ
เวลาที่ลูกอารมณ์ดี กอดลูกไว้กับอกแล้วอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เขย่าของเล่นกรุ๋งกริ๋งให้ลูกดู
หรือสรรหาวิธีการเล่นที่มีมากมายมาเล่นกับลูกอย่างสม่ำเสมอ สำหรับลูกน้อยการเล่นคือ
การเรียนรู้โลกและบริหารสมองน้อยๆ ให้พัฒนาไปได้ดีขึ้นค่ะ
พยายามทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำ บ่อยๆ ลูกน้อยจะค่อยๆ จดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ความทรงจำที่ดีเหล่านี้จะเป็นต้นทุนในชีวิตให้หนูน้อยเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาด
ทั้งทางด้านอารมณ์และความคิดค่ะ
(update 19 มีนาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 245 มิถุนายน 2546 ]
|