อาการงอแงไม่ยอมใส่รองเท้าของน้องโจ้ แบบนี้เรียกว่ามีพฤติกรรมถดถอย เพื่อเรียกร้องความสนใจ
อยากให้พ่อแม่เข้ามาโอ๋ ใส่ใจเป็นพิเศษค่ะ ต้นเหตุที่เกิดได้มาจาก 2 ปัจจัยคือ จากสภาพจิตใจ และเกิดจากโรคทางกาย
เช่น โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ซึ่งพบได้น้อยมากค่ะ ฉะนั้น ไม่ต้องกังวลไป วันนี้เลยจะขอพูดถึงภาวะถดถอย
ที่มาจากสภาพจิตใจเป็นสำคัญนะคะ
รู้จัก เข้าใจ หนูวัย 2-3 ปี
พ.ญ.เสาวภา วชิรโรจน์ไพศาล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและการเจริญเติบโต แนะนำว่า
" การที่หนูน้อยมีพฤติกรรมถดถอยจากสภาพจิตใจนั้นแปลว่า เขากำลังส่งสัญญาณให้พ่อแม่รู้ว่า
"จริงๆ แล้วหนูต้องการเป็นที่หนึ่งเสมอนะ" หากคุณแม่หันมาสนใจทันทีที่ลูกมีภาวะถดถอย
จะทำให้เด็กมั่นใจว่าเขายังเป็นที่หนึ่งอยู่แต่คงไม่เหมาะกับลูก เพราะลูกควรโตสมวัย
ซึ่งการสร้างความมั่นใจให้ลูกรู้ว่ายังเป็นที่หนึ่งสำหรับพ่อแม่นั้นมีหลายวิธี
ส่วนการป้องกันภาวะถดถอยจากสภาพจิตใจก็คือ พยายามให้ลูกทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวของเขาเอง
เราเพียงแค่คอยแนะ หรือช่วยจับมือทำบ้าง ที่สำคัญชมลูกและให้กำลังใจลูกให้ติดปากเลยค่ะ เช่น
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเราช่วยกันต่อใหม่อีกครั้งแม่ว่าถ้าหนูค่อยๆ ทำต้องสำเร็จแน่ๆ เลย"
"หนูทำหกเหรอคะ ไม่เป็นไรหนูหยิบผ้ามา เดี๋ยวเราช่วยกันเช็ดนะคะ"
การพูดชมเชยพร้อมๆ กับการให้ลูกรับผิดชอบตามวัย ทำให้ลูกรู้ศักยภาพตนเอง และภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำได้
ความสม่ำเสมอในการชมและให้กำลังใจลูก พร้อมทั้งตัวคุณแม่เองก็เป็นต้นแบบที่ดีในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
ทำให้ลูกซึมซาบความมั่นใจและรู้ว่าตัวเองก็สามารถแก้ปัญหาได้ จะทำให้ภาวะถดถอย เรียกร้องความสนใจไม่เกิดขึ้น"
พฤติกรรมถดถอยที่มาจากปัญหาทางกาย
สังเกตได้จากการที่ลูกมีพัฒนาการถดถอยแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาการมักจะพัฒนาไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ
และมักจะไม่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เด็กรู้สึกคับข้องใจ เช่น สูญเสียความสามารถในการพูดคุยสื่อสาร
การมองเห็น การได้ยิน การเดิน หรือการเคลื่อนไหวร่างกาย ถือเป็นพฤติกรรมถดถอยที่มาจากโรคทางกาย เช่น
Rett Syndrome เด็กจะมีพัฒนาการปกติในช่วงขวบปีแรก ต่อมาจะเริ่มพบความถดถอยทางภาษา
การใช้มือและการเคลื่อนไหว เช่น จากที่พูดหรือสื่อสารได้ก็จะทำไม่ได้ มือที่เคยหยิบจับของเล่นได้ก็จะทำไม่ได้
และชอบสะบัดมือโบกไปมาไม่มีจุดมุ่งหมาย เคยทรงตัวและเดินได้ก็จะเริ่มเดินเซจนเดินไม่ได้ในที่สุด
หรือกลุ่มโรค Inborn errors of metabolism ซึ่งมีหลายโรคในกลุ่มนี้ นอกจากพัฒนาการที่ผิดปกติไปยังอาจพบลักษณะบางอย่าง
เช่น อาเจียนมาก กินไม่ได้ ซึม หรือตรวจร่างกายพบตับโต และในบางโรคจะได้กลิ่นผิดปกติในปัสสาวะหรือกลิ่นตัว
ต้นเหตุทำหนูถดถอย
- ตามใจไปซะทุกเรื่อง
ถ้าลูกบอกว่า หนูจะเอา
แม่ก็หามาให้ทันทีหรือเมื่อลูกบอกว่า ไม่ แม่ก็ยอมทุกครั้งไป แบบนี้เข้าขั้นตามใจลูกมากเกินไปนิดค่ะ
เพราะเมื่อถึงวันที่หนูน้อยโดนขัดใจก็จะลงไปนอนดิ้นอยู่กับพื้น ร้องไห้จ๊าก เรียกร้องความสนใจ
เรียกร้องสิ่งที่ต้องการ แบบนี้ต้องรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกโดยด่วนค่ะ
- ทางออก : หยุดตามใจ เลือกตอบสนองต่อพฤติกรรมที่เหมาะสมเท่านั้น เช่น ถ้าหนูน้อยเรียกร้องโดยการนอนร้องดิ้นกับพื้น
ก็อาจจะต้องพูดกับลูกด้วยท่าทีที่นุ่มนวลแต่จริงจังว่า หนูร้องอย่างนี้เราคุยกันไม่รู้เรื่อง หยุดร้องแล้วค่อยคุยกัน
แล้วปล่อยให้เขาร้องไปสักพัก (แต่ต้องดูด้วยว่าพื้นที่บริเวณนั้นไม่มีอันตราย) ร้อยทั้งร้อยค่ะ
พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจแน่แล้วเขาก็จะหยุด ถ้าลูกหยุดแล้วค่อยมาทำข้อตกลงกัน แต่สำคัญว่า ต้องใจแข็งไว้ค่ะ
เพราะถ้าใจอ่อน ลูกจะเรียนรู้ว่าครั้งต่อไปต้องร้องหรือลงไปดิ้นนานหน่อย อย่างนี้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็จะไม่ได้ผล
- หนูอยากเหมือนน้อง
พอมีน้องใหม่อยู่ในบ้าน จากเด็กที่เคยเชื่อฟังพ่อแม่
ช่วยเหลือตัวเองได้ก็เปลี่ยนเป็นว่าแม่พูดอะไรก็ไม่ยอมฟัง ที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้คุณแม่อย่าเพิ่งไปดุว่า
หรือทำโทษนะคะ พยายามเข้าใจว่าสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่นั้น ก็เพราะเขาทั้งรักและอยากให้พ่อแม่มาเอาใจใส่เขาให้เหมือนเดิม
- เตรียมลูกพร้อมรับ : พยายามคงรูปแบบการดูแลเขาให้เหมือนเดิม เคยพาไปนอนและเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน
อย่างไรก็ทำอย่างนั้น หรือต้องสลับให้พ่อไปดูแลน้องในเวลาที่คนพี่ต้องการแม่
- ถ้าคุณแม่ไม่ได้เตรียมลูกคนพี่ให้พร้อมรับกับการมีน้องใหม่ และลูกเกิดมีพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นแล้วล่ะก็
ควรพูดให้ลูกรู้ว่าคุณแม่เข้าใจเขานะ เช่น
- "แม่รู้ว่าหนูกำลังโกรธ ไม่พอใจแม่ (การที่แม่พูดว่าเข้าใจ จะทำให้เด็กรับฟังคำสอนมากขึ้น)
และแม่ก็รู้ว่าหนูกินข้าวเองได้ ไปห้องน้ำเองได้ แม่ภูมิใจที่หนูทำได้ (เป็นการยืนยันว่าแม่ชอบที่ลูกช่วยตัวเองได้) เอาล่ะ
ลูกรักของแม่ลุกมากินข้าวกัน"
- และพยายามหลีกเลี่ยงการตำหนิที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร เช่น
- "หนูทำอย่างนี้ไม่ได้นะ หนูต้องเสียสละให้น้อง น้องยังเล็กอยู่"
- เหล่านี้จะยิ่งทำให้ลูกไม่อยากโต มีอคติกับน้องมากขึ้น รู้สึกว่าเป็นเด็กๆ ดีกว่า แม่จะได้ดูแล
- วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรวางแผนเตรียมพร้อมกันตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง ให้ลูบคลำท้องแม่ เพื่อให้หนูน้อยมีความรู้สึกคุ้นเคยกับน้อง
พูดคุยกับลูกว่าบ้านเราจะมีสมาชิกใหม่อีกคนเร็วๆ นี้ หนูจะได้มีเพื่อนเล่น ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเตรียมรับน้อง
เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นคนสำคัญและรอคอยที่จะได้เห็นหน้าน้องในไม่ช้า
- ก็หนูไม่สบาย
ความเจ็บป่วยทางกาย ไม่สบายหรือเมื่อต้องไปนอนโรงพยาบาล
ย่อมส่งผลต่อจิตใจได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สิ่งที่เคยทำได้เองเขาก็จะไม่ทำเพราะรู้สึกไม่มั่นใจ
เลยมีอาการคล้ายกับว่าเรียกร้องให้คนมาอยู่ด้วย หรือแม้แต่การแยกจากกัน
การที่ต้องอยู่ไกลกันกับพ่อแม่อาจทำให้เด็กบางคนมีพฤติกรรมถดถอยเพื่อเรียกร้องให้แม่มาอยู่ใกล้
ดูแลทำโน่นทำนี่ให้ ต้องเพิ่มการเอาใจใส่เขาให้มากกว่าปกติ แต่ไม่มากจนเกินไป
ซึ่งโดยปกติแล้ถ้าผ่านพ้นช่วงสถานการณ์นั้นๆ มาได้ หนูน้อยก็จะกลับมาเป็นคนเก่งเหมือนเดิม
สำคัญว่าคุณอย่าให้อาการตามใจลูกเมื่อตอนลูกป่วยติดมาถึงช่วงปกตินะคะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า
พอไม่สบายทีก็ทำลูกเสียนิสัยไปค่ะ
(update 26 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มกราคม 2547 ]
|