หากมองว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่สำคัญ
เมื่อคุณอ่านเรื่องนี้จบแล้ว คุณอาจต้องเปลี่ยนใจ...!!
ก็พอเข้าใจอยู่ว่าคุณๆ น่ะไม่ถึงกับข้าม จนไม่เห็นความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ซะทีเดียวหรอก
เพียงแต่อาจจะไม่ได้ใส่ใจให้เป็นเรื่องจริงจังเท่านั้นเอง เอาอย่างงี้ ฌานนิจจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเจ้าความคิดสร้างสรรค์ให้ฟังดีกว่า
ว่าสำหรับเด็กน่ะมันสำคัญขนาดไหนกันเชียว
ความคิดสร้างสรรค์คือ
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความคิดสร้างสรรค์คือการคิดที่นอกเหนือไปจากกรอบที่วางเอาไว้
คือการคิดที่หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่แค่วิธีคิดแบบใดแบบหนึ่ง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าการคิดอย่างนี้คือคิดอย่างสร้างสรรค์
คำตอบก็คือการคิดสร้างสรรค์นั้นจะประกอบไปด้วย
- การคิดอย่างคล่องแคล่ว คือการคิดที่คำตอบมีหลายคำตอบให้เลือกได้มากกว่า 1 คำตอบในเรื่องเดียวกัน
- การคิดอย่างริเริ่ม คือมีความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างไปจากความคิดแบบเดิมๆ ที่จำเจและซ้ำซาก
ชอบปรับปรุงเปลี่ยนแปลง กล้าคิดกล้าแสดงออก
- การคิดแบบละเอียดรอบคอบ มองอะไรเป็นแบบ 260 องศา คือไม่ใช่แค่การมีความคิดใหม่ๆ เท่านั้น
แต่รวมถึงการให้รายละเอียดต่อความคิดนั้นได้อย่างครบถ้วน รอบด้าน
สามารถผสมผสานทำให้เกิดเรื่องใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้
- การคิดแบบยืดหยุ่น หมายถึง การคิดได้หลากหลายประเภท หลายชนิด และหลายกลุ่ม
ความคิดสร้างสรรค์ มีประโยชน์อย่างไร
ก็ต้องบอกว่ามีประโยชน์มากทีเดียว ลักษณะของความกระตือรือร้น อยากรู้ อยากเห็น สนใจอยากรู้ไปทุกอย่าง
ก็ทำให้ชีวิตของเด็กสนุกสนาน ความคิดสร้างสรรค์จะสั่งสมและมีผลต่อเนื่องไปในระยะยาวค่ะ
เวลาที่เด็กมีปัญหาเกิดขึ้นเขาก็จะมีแนวทางในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย วิธีนี้ไม่ได้ ก็ยังมีวิธีอื่นสำรองไว้อีก
ไม่ได้ใช้แค่การแก้ปัญหาเท่านั้น กับการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิต ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์แล้วย่อมจะได้เปรียบกว่าใครๆ
เพราะจะทำให้เกิดแนวทางที่หลากหลาย แนวทางที่แปลกใหม่และความคิดสร้างสรรค์เหมาะอย่างยิ่งกับโลกในยุคปัจจุบัน
ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราเองก็ต้องเปลี่ยนตาม จะมายึดติดอยู่กับความคิดเดิมๆ คงไม่ได้
การมีความคิดสร้างสรรค์จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
และนำมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม อย่าลืมว่าที่โลกเรามีเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้
ก็เพราะความคิดสร้างสรรค์นั่นยังไงล่ะ
ความคิดสร้างสรรค์ ของเจ้าตัวเล็ก
หลายคนอาจจะมีคำถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือความคิดสร้างสรรค์ของลูก ว่ากันง่ายๆ เลยนะคะ
ในเด็กเล็กๆ เนี่ยเขาจะมีความเป็นตัวของเขาเอง เป็นความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา คิดอะไรในลักษณะที่เป็นตัวเอง
เป็นธรรมชาติ สำหรับเด็กแล้ว ความคิดสร้างสรรค์จะถูกถ่ายทอดออกมาได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการคิด การพูด
การกระทำ หรือแม้แต่การเล่นของเล่น ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองอาจจะไม่รู้ตัวเลยว่า
เจ้าตัวซนกำลังสั่งสมประสบการณ์ของความคิดสร้างสรรค์อยู่
ยกตัวอย่างเจ้าอ้วนหลานชายข้างบ้าน รายนั้นอายุ 4 ขวบ แต่ช่างซักช่างถาม
บางครั้งเราถามอะไรไปก็ตอบกลับมาแบบแปลกๆ แบบที่เราคาดไม่ถึง
ลองถามหลานดูว่าพูดถึงวงกลมแล้วนึกถึงอะไรบ้าง ก็ตอบมาหลายอย่าง พระจันทร์ พระอาทิตย์ แว่นตา
รวมถึงรูจมูกของคนเราด้วย เออ เป็นอะไรที่ป้าอย่างเราคิดไม่ถึงซะด้วยนะเนี่ย
หรือเวลาที่เจ้าอ้วนรื้อของเล่นซะเลอะเทอะ ซื้อหุ่นยนต์ให้ก็รื้อออกมาไม่มีชิ้นดี ต่อกลับไม่ได้
เดือดร้อนป้าต้องมานั่งต่อให้อีก นี่ล่ะค่ะถือเป็นรูปแบบของความคิดสร้างสรรค์ที่บางทีพ่อแม่ไม่เข้าใจ
ลูกรื้อของก็ดุว่า แต่ความจริงแล้วนี่คือการพัฒนาและสั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีค่ามากสำหรับเด็ก
ความคิดสร้างสรรค์...พ่อแม่สร้างได้
จริงๆ แล้วความคิดสร้างสรรค์มีมาแต่กำเนิดค่ะ มีในตัวคนทุกคน แต่มีมากน้อยไม่เท่ากัน
เพราะความคิดสร้างสรรค์นั้นได้มาจากประสบการณ์ การเลี้ยงดู การสั่งสมการเรียนรู้
และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล็กๆ ไปจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่เลยทีเดียว
แบบนี้มาช่วยกันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกตั้งแต่เล็กๆ ด้วยสองมือของพ่อแม่นี่ล่ะ
มาดูกันค่ะว่าสิ่งสำคัญของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์คืออะไร
- ความรู้สึกค่ะ คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องมอบให้กับเจ้าตัวซนของเราเป็นอันดับแรก ความรัก ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ค่ะ
นี่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญมาก ต่อการก่อร่างสร้างตัวของความคิดสร้างสรรค์เลยนะคะ
- การให้อิสระ อย่าบังคับค่ะ ปล่อยให้ลูกได้ทำ ได้เล่นในอย่างที่ลูกอยากทำ
แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการตามใจไปเสียทุกอย่างนะคะ การให้อิสระคือ ให้ลูกได้คิดแล้วพูดอย่างที่เขาคิด
อย่าไปสกัดดาวรุ่งว่าอย่างนั้นผิดอย่างนี้ผิด เด็กๆ ยังไม่มีผิดมีถูกหรอกค่ะ
เพราะมันเป็นเรื่องจินตนาการและความคิดที่เขาจะต้องฝึก ต้องเรียนรู้
- ให้กำลังใจ อย่าติติง เพราะการติติงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ดีไม่ดีเขาจะไม่อยากทำไปเสียเปล่าๆ
การให้กำลังใจไม่ว่าลูกจะทำได้หรือไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะเด็กจะรู้สึกว่าไม่ว่าเขาจะทำพลาด
หรือไม่ก็จะมีคนคอยให้กำลังใจและมั่นใจในตัวเขาและสิ่งที่เขาทำ
- ที่สำคัญพ่อแม่ต้องคิดในทางบวกกับลูกนะคะ ไม่ใช่เจ้าตัวซนทำอะไรก็เห็นเป็นผิดไปหมด
เพราะนั่นคืออุปสรรคสำคัญทีเดียวที่จะทำให้ลูกกลัวจนความคิดสร้างสรรค์หดหายไปหมด
แหม ก็โดนดุบ่อยๆ ใครจะไปกล้าคิดอะไร ได้แต่ทำตามอย่างเดียว จริงมั้ยคะ
- เป็นผู้ฟังที่ดี พ่อแม่ต้องรับฟังเวลาที่เด็กๆ เขาพูดค่ะ อย่าเห็นว่าสิ่งที่เขาพูด เขาเล่า
เขาถาม มันช่างไรสาระอะไรอย่างนั้น เพราะในความเป็นจริงแล้วนั่นคือพัฒนาการของลูกค่ะ
อย่าได้มองข้ามเชียว การถามการเล่าทำให้เรารู้ว่าลูกเราได้รับรู้อะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน
- ฝึกให้ลูกได้คิด ตั้งคำถามลูกบ่อยๆ เพราะนอกจากจะฝึกความคิดแล้วยังฝึกเรื่องภาษา
และการพูดของลูกไปด้วยค่ะ รับรองว่าหลายครั้งทีเดียวที่พ่อแม่จะได้รับคำตอบแปลกๆ ไปจากแบบแผนเดิมๆ
ที่เราเรียนรู้กันมา อาจจะเป็นคำถามง่ายๆ อย่างหนูลองคิดดูสิว่าอะไรบ้างในบ้านเราที่เป็น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม
เท่านี้คำตอบก็พรั่งพรูแล้วค่ะ
- สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย ส่วนหนึ่งต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยไว้สำหรับลูก
ไม่ใช่ให้ไปเล่นใกล้ฟืนไฟ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องไปกำกับดูแลใกล้ชิดมาก ควรปล่อยให้เขาได้เล่นอย่างอิสระ
มีความสุข การพัฒนาด้านความคิดก็จะไปได้ดีด้วย
- อย่าประเมินลูกต่ำเกินไป เพราะหลายๆ เรื่องลูกอาจจะทำได้ เรื่องยากๆ บางเรื่องก็น่าจะลองให้ลูกทำดู
เพราะทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น และเมื่อได้ฝึกบ่อยๆ เขาจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ คนเป็นพ่อแม่มีหน้าที่คอยเป็นกำลังใจค่ะ
- อย่าคาดหวังกับลูกมากเกินไป อันนี้จะตรงข้ามกันค่ะ เพราะพ่อแม่บางคนคาดหวังสูง
ว่าลูกจะต้องทำได้อย่างนั้นอย่างนี้ อย่าลืมสิคะว่าเขายังเป็นเด็กตัวนิดเดียว
จะให้ทำให้คิดอะไรได้เท่าผู้ใหญ่คงไม่ได้
- อย่ายึดติดกับรูปแบบค่ะ ผู้ใหญ่บางคนจะทำอะไรต้องตามกรอบที่ตั้งไว้เป๊ะๆ ไม่มีพลิกแพลง เกินจากกรอบก็ถือว่าผิด
แบบนี้ความคิดสร้างสรรค์ไม่เกิดนะคะ เพราะคิดแบบเดิมๆ ทำอะไรแบบเดิม แล้วความคิดสร้างสรรค์จะพัฒนามาได้อย่างไรล่ะคะ
- ทำอย่างต่อเนื่อง อย่าเพิ่งเข้าใจว่าการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกจะทำแค่เฉพาะช่วงที่เขาอยู่ในวัยอนุบาลเท่านั้น
ในความเป็นจริงการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต้องทำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ค่ะ แม้ลูกโตเรียนมหาวิทยาลัยพ่อแม่ก็ยังต้องทำต่อไปค่ะ
เพียงแต่ว่าลดบทบาทการช่วยเหลือของเราลงตามศักยภาพและวัยของลูก
ความคิดสร้างสรรค์ก็เหมือนกับฐานของบ้าน บ้านที่มีฐานมั่นคงแข็งแรง ทนทานต่อสรรพสิ่งฉันใด
ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นฐานของชีวิตที่ช่วยให้ลูกตัวเล็กๆ ของเราเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงฉันนั้นค่ะ
(update 27 สิงหาคม 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 252 มกราคม 2547 ]
|