คงมีหลายครั้งที่ลูกน้อยของคุณแม่แผลงฤทธิ์ออกอาการโยเยอยากได้นั่นได้นี่
ดื้อรั้นอยากทำอะไรตามที่เขาอยากจะทำ ถ้าอาการหนักหน่อย อาจลงไปนอนดิ้นหวีดร้องเมื่อถูกขัดใจ
ทำเอาคุณแม่หน้าชาเพราะคนมองเจ้าตัวเล็กเป็นตาเดียว หากเจ้าตัวเล็กเคยแสดงอาการเช่นนี้
คุณแม่หลายท่านคงเกิดความสงสัยแน่นอนค่ะว่า เจ้าตัวเล็กจอมซนของคุณแม่กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเองไปแล้วหรือเปล่า
แบบไหนถึงเรียกว่า...เอาแต่ใจ
จากการศึกษาของนักจิตวิทยาหลายท่าน พบว่า เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง หรือที่เรียกว่า Spoiled Child นั้น
มักเป็นเด็กที่ไม่มีระเบียบวินัย ชอบทำอะไรตามใจของตัวเอง ไม่เชื่อฟังคำบอกของใคร
บางทีก็มีพฤติกรรมที่อ่อนกว่าวัย คิดทำอะไรเพื่อตนเองเท่านั้น ไม่ค่อยจะนึกถึงคนอื่นๆ รอบข้าง
บางครั้งก็จะแสดงความต้องการเรียกร้องตามใจตนเอง และมักจะมีพฤติกรรมแบบนี้ค่ะ
- ไม่ทำตามกฎเกณฑ์ และไม่เชื่อฟังคำแนะนำของใครทั้งนั้น
- มักประท้วงในเรื่องต่างๆ เสมอ
- ชอบทำตามที่ตัวเองต้องการอยู่เสมอโดยไม่มีเหตุผล
- อยากได้อะไรต้องได้ทันที
- แสดงความต้องการของตัวเอง ไม่เคยนึกถึงคนอื่น
- ไม่เคารพสิทธิของใคร
- มีความอดทนต่ำ
- รอคอยไม่เป็น
- แสดงอารมณ์รุนแรงโดยไม่คำนึงถึงใคร อาละวาดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ
- ถ้ามีผู้ใหญ่บอกให้หยุดการกระทำใดๆ ก็จะไม่สนใจ
- ไม่ยอมเป็นผู้แพ้เด็ดขาด
ถ้าเจ้าตัวเล็กมีพฤติกรรมแบบนี้ครบทุกข้อล่ะก้อ อาจต้องทบทวนและครุ่นคิดกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ
ว่าเจ้าตัวเล็กเป็นเด็กเอาแต่ใจหรือยัง แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะมีนักจิตวิทยาหลายท่านบอกว่า
การเอาแต่ใจจะแสดงอาการมากในบางช่วงอายุ และสามารถลดพฤติกรรมนั้นได้หากได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม
เอาแต่ใจ...วัยเตาะแตะ
วัยเตาะแตะนี่เองที่เจ้าตัวเล็กกำลังหัดเดินมักเอาแต่ใจตัว เพราะความอยากรู้อยากเห็น อยากหัด อยากลอง
และเริ่มเรียนรู้สิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง เป็นวัยที่ซนและดื้อ เจ้าตัวเล็กจะเริ่มไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่แล้ว
เขาไม่รู้ตัวเองหรอกนะคะว่าเป็นอย่างนั้น จึงไม่สามารถห้ามความต้องการของตัวเองได้
เลยเกิดความหงุดหงิดเมื่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ถ้าถูกห้ามอยู่เสมอก็จะยิ่งต่อต้าน หรือถ้าผู้ใหญ่ทำเฉยๆ
ไม่สนใจก็จะกลายเป็นนิสัยติดตัวไป ดังนั้นวัยนี้จึงต้องได้รับความเข้าใจเป็นพิเศษค่ะ
ก่อนจะบอกว่า...หนูเอาแต่ใจ
ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะบอกว่าลูกเอาแต่ใจหรือไม่ก็น่าจะทำความเข้าใจลูกก่อนนะคะ
บางครั้งการมองเด็กจากมุมมองของผู้ใหญ่ก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมต่อเด็กนัก
ดร.วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
แนะนำว่า หลายครั้งที่เราพบว่าผู้ใหญ่มักมองเด็กในมุมมองของผู้ใหญ่อย่างเดียว การที่ลูกไม่ทำตามที่พ่อแม่บอก
เราบอกให้ลูกทำอย่างนี้แล้วลูกไม่ทำ ก็กลายเป็นว่าเด็กคนนั้นเอาแต่ใจ ถ้ามองที่ตัวเด็กด้วยเราก็จะพบว่า
การพิจารณาว่าลูกเอาแต่ใจหรือไม่ ต้องดูจากปัจจัยหลายประการทีเดียว ทั้งเรื่องวัย สังคมวัฒนธรรม
บริบทในขณะนั้น และลักษณะของเด็กด้วย
ดังนั้นก่อนที่คุณแม่จะบอกว่าลูกเป็นเด็กเอาแต่ใจหรือไม่ ดร.วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี
แนะนำว่าให้ลองพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ก่อนค่ะ
- โลกของเด็ก...ต้องทำความเข้าใจ
- เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กก่อนว่า เด็กก่อนวัย 3-5 ปี จะเป็นเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเองมาก
เขากำลังอยู่ในวัยที่อยากศึกษาสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา เขาเคยอยู่กับพ่อแม่ คนเลี้ยงดู
มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดูเท่านั้นในช่วง 2 ปีแรก แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาได้เรียนรู้โลกภายนอกมากขึ้น
เขาก็อยากสำรวจสิ่งแวดล้อม และช่วงนี้เองที่เด็กเติบโตขึ้นมาจนถึงระดับที่พ่อแม่เริ่มคาดหวัง
ว่าลูกจะต้องเล่นของเล่นแล้วเก็บ ขับถ่ายเป็นที่หรือต้องบอกแม่ก่อน รับผิดชอบเกี่ยวกับตัวเองได้
ซึ่งเด็กวัยนี้ยังมีปัญหาคือการที่เด็กจะเข้าใจในมุมมองของผู้ใหญ่นั้นยังมีจำกัด เขาจะคิดว่าสิ่งที่เขาคิดนั้น
คนอื่นจะต้องคิดอย่างนี้ด้วย พอใครคิดต่างจากเขา เขาก็ไม่เข้าใจและมีพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องการ
ตรงนี้เองที่ผู้ใหญ่มองว่าเขาเอาแต่ใจ ทั้งๆ ที่เป็นโลกของเด็กอย่างนั้น พ่อแม่จึงต้องเข้าใจด้วย
ว่านี่คือลักษณะประจำวัย ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินว่าลูกเอาแต่ใจหรือไม่ก็ไม่ควรลืมพิจารณาประเด็นนี้ค่ะ
- คาดหวังมากไปหรือเปล่า
- สังคมบางสังคมมักคาดหวังกับเด็กมากกว่าอีกสังคมหนึ่ง บางครั้งในเด็กวัยเดียวกัน
สังคมก็หวังว่าเขาจะต้องรับผิดชอบได้ ช่วยเหลือพ่อแม่ได้ ในขณะที่บางสังคมมองว่าเขายังเด็กอยู่
ทำอะไรผิดก็ไม่เป็นไร สังคมที่คาดหวังสูงก็เลยมองว่า เด็กที่ทำอะไรไม่ได้อย่างนี้เป็นเด็กที่เอาแต่ใจมาก
เด็กที่ทำตามที่ผู้ใหญ่บอกจึงเป็นเด็กที่ดีมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องดูนิดหนึ่งค่ะว่า
พ่อแม่คาดหวังในตัวลูกมากเกินไปหรือเปล่า
- เอาแต่ใจแค่ไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์
- มีความเป็นไปได้สูงมากนะคะว่า ในบางสถานการณ์ เด็กจะมีความเอาแต่ใจตัวเองมากกว่าบางสถานการณ์
เช่นบางครั้งเขาไปเจอของที่เขาถูกใจมาก และอยากได้ แต่พอขอพ่อแม่แล้วถูกปฏิเสธ เขาก็จะรู้สึกว่าถูกขัดใจมาก
พฤติกรรมที่เอาแต่ใจก็จะแสดงออกมากว่าสถานการณ์อื่น พ่อแม่ก็อาจสับสนว่าทำไมบางครั้งก็ดูน่ารักดีไม่เห็นเป็นอะไร
แต่บางครั้งกลับเอาแต่ใจมาก ก็เป็นเพราะเหตุนี้ค่ะ
- นอกจากนี้บุคคลก็เกี่ยวข้องนะคะ เช่น เมื่อเด็กอยู่โรงเรียนกับคุณครูก็อาจว่าง่ายเรียบร้อย แต่เมื่อคุณแม่มาก็โยเย
ทำตัวเป็นเด็กกว่าอายุจริง อ้อนงอแง ทำให้เห็นว่าบริบทในแต่ละสถานการณ์มีผลมากนะคะก่อนที่จะตัดสินว่าลูกเอาแต่ใจหรือไม่
- เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน
- ลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ เด็กบางคนอาจเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย
แต่บางคนอาจโยเยพูดยากสักหน่อย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะเป็นเด็กเอาแต่ใจนะคะ
ต้องดูลักษณะเฉพาะของลูกด้วย
- เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจไม่แน่ใจว่าลูกเอาแต่ใจหรือไม่
เพราะลูกมีพฤติกรรมที่ไม่ชัดเจน และยังจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องวัย สังคม และเรื่องอื่นๆ อีก
การจะพิจารณาว่าลูกเอาแต่ใจหรือไม่นั้นจึงเป็นเรื่องยาก เพราะไม่แน่ใจว่าพฤติกรรมแบบใดที่เรียกว่า อ่อนกว่าวัย
- ดร.วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี แนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องดูว่า ถ้าลูกมีวัยที่สามารถทำความเข้าใจคนอื่น
หรือ เข้าใจกฎเกณฑ์สังคมได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง คำขอร้อง ที่คุณพ่อคุณแม่ชี้แนะให้แต่ลูกยังทำไม่ได้
เมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันแล้ว ก็น่าจะบอกได้แล้วค่ะว่าลูกเป็นเด็กเอาแต่ใจ
แต่ถ้าในขณะที่พฤติกรรมที่แสดงออกมาเป็นวัยของเขา และเด็กคนอื่นก็เป็นเช่นนี้
จะไปบอกว่าเขาเอาแต่ใจก็คงไม่ยุติธรรมนัก ซึ่งการดูเพียงพฤติกรรมเดียวก็ไม่สามารถตัดสินได้
ควรจะดูหลายๆ อย่างประกอบกันด้วย ซึ่งการพิจารณาง่ายๆ เลยก็คือ ถ้าลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วก็น่าจะเริ่มช่วยตัวเองได้แล้ว
เข้าใจคำขอร้อง คำแนะนำ เกี่ยวกับกฎเกณฑ์สังคมได้แล้ว เพราะการเข้าโรงเรียนเขาจะเริ่มเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น
เขาต้องเคารพ และคำนึงถึงใจของผู้อื่นด้วย แต่ถ้าเขายังไม่ทำตามเลยก็น่าจะเอาแต่ใจแล้วค่ะ
ลูกเอาแต่ใจ...ทำอย่างไรดี
การอบรมเลี้ยงดูเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะคะ ซึ่งทุกขั้นตอนมีผลต่อเจ้าตัวเล็กทั้งนั้น
การจะบอกว่าทำอย่างไรลูกรักจึงจะไม่เป็นเด็กเอาแต่ใจคงจะเป็นเรื่องยากทีเดียวค่ะ
แต่อย่างไรก็ต้องมีแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ค่ะ
ดร.วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี แนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูที่เลี่ยงพฤติกรรมการเอาแต่ใจของเด็กไว้ ดังนี้
- เสริมสร้างกำลังใจ
- ทุกครั้งที่เขาแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก เพื่อเรียกร้องให้คุณพ่อคุณแม่ตามใจ เช่น ลงไปชักดิ้นชักงอ ประท้วง
พ่อแม่ก็ควรจะอธิบายค่ะ ไม่ว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ก็ให้อธิบายความจริงด้วยเหตุผลจะดีกว่าค่ะ
อาจให้ดูตัวอย่างก็ได้ว่าทำแบบนี้ส่งผลเสียอย่างไร และในครั้งหน้าเมื่อลูกไม่ทำอย่างนี้อีก
เปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้แล้วก็อย่าลืมชื่นชม เขาก็จะรู้เองค่ะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี
ทั้งยังมีความสุขด้วยที่เขาสามารถทำอย่างที่พ่อแม่ต้องการได้สำเร็จ การที่พ่อแม่แสดงความสนใจ ภูมิใจ
หรือพอใจในสิ่งที่เขาทำได้ดีจะเป็นการสร้างความรู้สึกปลื้มใจให้กับเขามาก เขาจะเรียนรู้ว่าการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี
ทำแล้วพ่อแม่ชอบใจ เขาก็จะทำแบบนี้ต่อไปอีก
- อย่าเสริมแรงแบบผิดๆ
- บางครั้งการที่เจ้าตัวเล็กแสดงอาการเอาแต่ใจตัวเอง แล้วพ่อแม่ก็เสริมแรงโดยไม่รู้ตัว
เช่น เวลาไปซื้อของแล้วเขาอยากได้ของเล่น พ่อแม่ไม่ซื้อให้เลยลงไปนอนดิ้นๆ อยู่กับพื้น
พ่อแม่ก็อายเลยต้องซื้อให้ ทีนี้เขาก็เรียนรู้แล้วว่า คราวหน้า ถ้าเขาทำแบบนี้อีกก็ต้องได้อย่างที่เขาต้องการแน่นอน
ถ้าเป็นเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องไม่ยอมเขาดูบ้าง แต่ก็ไม่ใช่แสดงพฤติกรรมทางลบกับลูกนะคะ
อาจไม่ต้องถึงขั้นตีแค่มองเฉยๆ ก็อาจช่วยได้ เพราะบางครั้งการดุว่าก็เป็นการเสริมแรงอย่างหนึ่งค่ะ
เมื่อเขาเห็นว่าทำแล้วพ่อแม่สนใจเขาแม้จะเป็นการดุก็ตาม เขาก็จะคิดว่าดีเหมือนกันที่พ่อแม่สนใจเขาเดี๋ยวคราวหน้าก็ทำอีก
- อย่าหักหาญน้ำใจ
- เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญมากเลยนะคะ บางครั้งการทำลายน้ำใจลูกด้วยอารมณ์
จะทำให้เขารู้สึกว่าไม่พอใจและไม่อยากทำตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกทันที กลายเป็นแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีออกมา
เพราะเด็กเขาจะรู้สึกว่าการทำอะไรสักอย่างไปแล้วพ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ บังคับให้เขาทำสิ่งที่เขาไม่อยากทำ
เขาก็เลยทำอย่างที่ตัวเข้าต้องการเสียเลย เพราะไม่เข้าใจกันนี่เอง
- ทำให้ลูกแปลกใจดีกว่า
- เด็กๆ เขามีการเรียนรู้ที่เร็วมากนะคะ เขาจะคาดเดาถูกหมดเลยค่ะว่าถ้าเขาทำอย่างนี้
แม่จะพูดว่าอย่างไร ถ้าในกรณีที่ลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจมากแล้ว คุณแม่ลองมาสร้างความประหลาดใจให้ลูกดีกว่า
เช่น เมื่อลูกดิ้นลงไปนอนกับพื้นเพราะแม่ขัดใจ คุณแม่ก็ลองทำอะไรที่ตรงข้ามกับที่เคยทำดู ลูกจะได้หยุดคิดว่าเกิดอะไรขึ้น
ซึ่งอาจช่วยลดพฤติกรรมนั้นลงได้ คุณแม่อาจบันทึกเอาไว้เลยว่า ถ้าลูกทำอย่างนี้ คุณแม่พูดว่าอะไร
แล้วลูกทำพฤติกรรมอะไรต่อไป เมื่อลองสังเกตทบทวนแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำเดิมทุกครั้ง
คราวต่อไปคุณแม่อาจต้องเปลี่ยนวิธีแล้วล่ะค่ะ
เด็กตัวเล็กๆ ที่บางครั้งอาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารักออกมา ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเด็กไม่น่ารัก
เด็กเอาแต่ใจ ก็อาจไม่ได้เอาแต่ใจเพราะเขาเป็นเด็กไม่ดี
การที่ผู้ใหญ่จะตัดสินว่าเขาเป็นเด็กอย่างไร ก็ควรจะพิจารณาหลายประการประกอบกัน
และถึงแม้ว่าเขากลายเป็นเด็กเอาแต่ใจเสียแล้ว เจ้าตัวเล็กของคุณแม่ก็ยังคงต้องการความรัก
ความเข้าใจ จากคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด เพื่อช่วยกล่อมเกลาเขาให้เป็นเด็กดีในวันข้างหน้า
(update 30 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 กรกฎาคม 2547 ]
|