เมื่อขาโจ๋รุนเล็ก มีปัญหา


เคยได้ยินคำว่า “ลูก คือ แก้วตาดวงใจของพ่อแม่” ไหมคะ ?? ประโยคอันแสนจะอบอุ่นอ่อนหวานนี้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า...ลูกของใคร ใครก็รัก...แต่หากว่าวันหนึ่งวันใด “แก้วตาดวงใจ” ของเราเกิดไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับ “แก้วตาดวงใจ” ของใครเขาเข้าให้ เราคนเป็นพ่อแม่จะทำอย่างไรดี ?? ปัญหาเล็กๆ ของเด็กตัวน้อยๆ ปัญหานี้ ยากนักก็ตรงที่ในโจทย์มี “คนอื่น” พ่วงเข้ามาด้วยนี่แหละค่ะ จริงไมคะ

ปัญหาเด็กเข้ากับเพื่อนไม่ได้

การเข้ากับเพื่อนไม่ได้จะทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางสังคม ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้ โดยพบว่าสาเหตุมาจาก
1. เด็กขาดความรักความอบอุ่นในครอบครัว
2. มีปมด้อยเรื่องเรียนหรือปัญหาครอบครัว
3. ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น
4. เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเอง อ่อนแอ ไม่กล้าแสดงออก
เมื่อพบว่าเด็กอยู่คนเดียว ซึม เหงา ไม่เล่นกับใครเลย ลองใช้แนวทางต่อไปนี้ในการแก้ปัญหา
1. ไม่ดุว่า ให้เด็กได้เล่าระบายความรู้สึกนึกคิด และคอยให้คำแนะนำปรึกษา
2. ประคับประคองให้กำลังใจ ให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเองโดยพูดถึงส่วนดีของเด็ก
3. ให้เด็กได้มีโอกาสพบปะผู้อื่น ฝึกให้เขาได้เรียนรู้ ปรับตัวและสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น เช่น พาไปงานเลี้ยง หรืองานสังคมอื่นๆ
4. สนับสนุนให้กล้าแสดงออก เพื่อให้เกิดความมั่นใจในตนเอง กล้าพูดคุยกับคนอื่น

ทำอย่างไรเมื่อลูกทะเลาะกับเพื่อน

การทะเลาะวิวาทกันไม่ว่าจะเป็นระหว่างเด็กกับเด็กหรือผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ในแต่ละครั้งนั้น มักจะปรากฏว่ามีฝ่ายได้เปรียบ (รังแก) และฝ่ายเสียเปรียบ (โดนรังแก) เสมอ นายแพทย์ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล แพทย์ประจำโรงพยาบาลยุวประสาทไวโยปถัมภ์ ให้คำแนะนำในกรณีที่เด็กเป็นฝ่ายถูกเพื่อนรังแกว่า

"...การทะเลาะกันเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างกลุ่มเพื่อนกันไม่เป็นปัญหา และยังทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะจัดการกับความขัดแย้ง แต่สำหรับการรังแกกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับทั้งเด็กที่เป็นคนรังแกและเด็กที่เป็นเหยื่อ เด็กที่เป็นเหยื่อมักจะเป็นเด็กที่แปลกไปจากเพื่อนๆ เช่น ขี้อาย เรียบร้อย ขี้โรค เก็บเนื้อเก็บตัว เรียนเก่งจนเพื่อนๆ หมั่นไส้หรือเรียนไม่ทันเพื่อนๆ เป็นต้น ซึ่งลักษณะเหล่านี้อาจจะไม่ปรากฏเมื่ออยู่ที่บ้าน ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องหมั่นสังเกตลูกของตน พูดคุยไต่ถามทุกข์สุขของลูกอยู่เสมอ..."


วิธีรับมือเมื่อตกเป็นฝ่ายโดนรังแก

นายแพทย์ดุสิต ชี้แนะแนวทางในการรับมือกับการรังแก ดังนี้ "...พ่อแม่ต้องใส่ใจและสอนเด็กให้มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สอนให้เด็กโต้ตอบแบบไม่ใช้กำลังโดยไม่ตำหนิว่าลูกอ่อนแอ รวมถึงการช่วยสร้างกิจกรรมหรือเพิ่มเพื่อนใหม่ๆ หรือความสนิทสนมให้เกิดขึ้น เพราะเพื่อนสนิทจะทำให้เด็กมีที่พึ่ง และลดโอกาสการถูกรังแกได้..."

แม่แอ๊ว-รัชนี ธงไชย อาจารย์ใหญ่และผู้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็กกล่าวถึงเด็กที่มีพฤติกรรมเกเรชอบรังแกเพื่อนว่า "...เด็กไทยทุกวันนี้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา วัฒนธรรมไทยเราเป็นแบบอำนาจนิยม เมื่อผู้ใหญ่ใช้อำนาจแก้ปัญหากับเด็ก ก็ทำให้เด็กเรียนรู้ว่าการแก้ปัญหาคือการใช้ความรุนแรง และเมื่อเขาถูกคนที่โตกว่า แข็งแรงกว่าใช้อำนาจกับเขาอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม มันก็จะถูกเก็บไว้ในจิตใจ เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็จะถ่ายทอดความรู้สึกนั้นไปยังผู้ที่อ่อนแอกว่า..."

แนวทางแก้ไขหยุดพฤติกรรมเกเรของเด็ก
เด็กเกเรที่ชอบแกล้งเพื่อน หาเรื่องทะเลาะกับเพื่อนเป็นประจำนั้น เป็นไปได้ว่าเขาได้ลอกเลียนแบบความรุนแรงเหล่านั้นมาจากครอบครัว คนใกล้ชิด สื่อต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่ควรจะใช้เวลาพูดคุยกับลูกให้มาก พยายามหลีกเลี่ยงไม่ปล่อยให้ลูกดูทีวีเพียงลำพัง เพราะเด็กอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ รวมทั้งไม่ส่งเสริมให้เด็กเกเร เช่น ไม่หัวเราะขบขันเวลาเห็นเด็กคนอื่นถูกรังแก เหล่านี้เป็นต้น


ที่มาของการทะเลาะวิวาทกันของเด็กๆ

ในยุคสมัยปัจจุบันนั้น การทะเลาะวิวาทกันของเด็กเล็กเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน มีข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้หรือไม่ ที่เป็นสาเหตุทำให้ลูกของคุณเข้ากับเพื่อนไม่ได้ เล่นกับใครเป็นต้องทะเลาะกับเขาทุกที...
1. ชอบเอาชนะ
ธรรมชาติของเด็กนั้น การเล่นถือเป็นเรื่องจริงจังมาก เพราะพวกเขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าการเล่นพลาด เล่นแพ้นั้น ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเท่ากับการมีชีวิตอยู่ การเล่นเป็นแค่เกม เกมหนึ่งเท่านั้น เด็กส่วนใหญ่จะถือเอาชัยชนะเป็นกรรมสิทธิ์และอิ่มเอมใจ ชัยชนะไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม เด็กมักจะถือเป็นความสำเร็จใจช่วงเวลานั้น ในขณะที่เด็กหลายคนเมื่อแพ้จะรู้สึกล้มเหลว ล่มสลาย ยอมรับไม่ได้

นิสัย “ชอบเอาชนะ” นอกจากจะเกิดจากธรรมชาติของเด็กที่ต้องการเป็นผู้ชนะแล้ว ปัจจุบันพบว่า พ่อแม่บางคนคิดว่าโลกทุกวันนี้นั้นเป็นโลกของการแข่งขัน และคนชนะเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้ จึงผลักดันให้ลูกเข้าสู่การแข่งขันตั้งแต่เยาว์วัย การเล่นด้วยกันของเด็กแทนที่จะเน้นไปที่ความสนุกสนานกลับพุ่งเป้าไปที่ชัยชนะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทะเลาะวิวาทกันของเด็กและเป็นที่มาของความล้มเหลวในการอยู่ร่วมกันในสังคม

แนวทางแก้ไขหากลูกมีพฤติกรรมชอบเอาชนะ
พ่อแม่ควรจะปลูกฝังให้ลูกมี “น้ำใจนักกีฬา” รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เพราะไม่ว่าสังคมทุกวันนี้จะเป็นสังคมแห่งการแข่งขันหรือไม่ สังคมไทยในอนาคตจะเป็นสังคมแบบใดก็ตาม ย่อมมีพื้นที่ให้คนที่มีน้ำใจนักกีฬายืนหยัดอยู่ได้เสมอ และที่สำคัญพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ใช้เวลาว่างเล่นเกมต่างๆ กับลูกบ้างและต่อต้านเขาแต่พอประมาณ ไม่ให้เขาชนะได้ง่ายจนไม่รู้สึกท้าทาย เด็กที่เคยได้รับชัยชนะในการเล่นอย่างจริงๆ จังๆ กับผู้ปกครองนั้น มักจะมีความรู้สึกอยากเอาชนะเพื่อนน้อยลง

2. ไม่ชอบแบ่งปัน
เด็กส่วนใหญ่มักจะผูกพัน รัก และรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของของเล่นหรือสมบัติของตัวเองทุกชิ้น การที่จะให้เด็กแบ่งปันของๆ ตัวเองไปให้คนอื่นนั้นจึงเป็นเรื่องที่เด็กต้องการกำลังใจอย่างมากในการกระทำ อย่างไรก็ตามผู้ใหญ่ไม่ควรบังคับให้เขา “ต้อง” ทำเช่นนั้นเด็ดขาด

แนวทางแก้ไขหากลูกมีนิสัยไม่ชอบแบ่งปัน
ในตอนแรกผู้ปกครองต้องเคารพในการครอบครองทรัพย์สินของพวกเขา เพราะเมื่อใดก็ตามที่เด็กมีความมั่นคงในสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของแล้ว เขาก็จะสามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ ผู้ปกครองสามารถอธิบายให้เขารับทราบได้ว่า เพื่อนจะรู้สึกอย่างไรถ้าเขาไม่แบ่งปันของเล่นให้ สอนเขาด้วยคำพูดง่ายๆ ชัดเจนในเรื่อง “ใจเขาใจเรา” พ่อแม่อาจจะขอความคิดเห็นจากเขา ดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วมในการหาวิธีที่จะแบ่งปันของเล่นกับคนอื่นอย่างไร เด็กบางคนอาจจะตกลงกับพ่อแม่ว่าจะเก็บของเล่นพิเศษๆ ไว้ในที่พิเศษเพื่อไม่ให้เพื่อน หรือเด็กคนอื่นมาแย่งหรือนำไปเล่น อันจะเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน บางโรงเรียนกวดขันเรื่องนี้มาก โดยการไม่อนุญาตให้นักเรียนนำของเล่นไปเล่นที่โรงเรียนเพราะนอกจากกลัวหายแล้วยังจะเป็นสาเหตุให้เด็กๆ ทะเลาะกันได้

3. ชอบโกง
เมื่อเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับเด็กหลายคนที่จะต้องแพ้ ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการแพ้ เด็กที่โกงบ่อยๆ นั้นก็เพื่อหลีกเลี่ยงการพ่ายแพ้ ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกว่าเจ็บปวดเกินไป

แนวทางแก้ไขหากลูกมีพฤติกรรมชอบโกง
ถ้าหากผู้ปกครองรับรู้เช่นนี้ก็ควรจะเข้าใจและผ่อนปรนกับเด็กบ้างหากต้องเล่นด้วยกัน หรือบางทีผู้ใหญ่อาจจะพูดถึงเรื่องที่เด็กๆ โกงอย่างเห็นเป็นเรื่องขำ ทำให้ทุกคนหัวเราะ รวมทั้งแทรกคำสอนโทษของการโกงไปในขณะเดียวกัน ให้รู้ว่าเราไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำเยี่ยงนั้น สิ่งนี้จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดของสถานการณ์ได้ และทำให้ช่วยลดพฤติกรรมที่ต้องการจะโกงผู้อื่น เพียงเพื่อต้องการชัยชนะของเด็กๆ อันเป็นสาเหตุซึ่งจะทำไปสู่การทะเลาะวิวาทกันเมื่อต้องไปเล่นกับเพื่อน

เด็กๆ เรียนรู้อะไรบ้างจากการทะเลาะกัน

การทะเลาะวิวาทกันของเด็กเล็กนั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองเป็นห่วงไม่อยากให้เกิดขึ้นแล้วสำหรับตัวเด็กเอง เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของพวกเขาเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่บวกแล้วจะเห็นถึงด้านดี ที่เด็กจะมีโอกาสได้เรียนรู้แนวทางวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล กล่าวไว้ตอนหนึ่งในบทความว่าด้วยเรื่อง “สุขภาพจิตของเด็ก” ว่า

"...หากเราไม่เคยฝึกเขาในเรื่องการแก้ไขปัญหามาก่อน เขาก็อาจจะมีวิธีที่ไม่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา ถ้าเราช่วยลูกตั้งแต่ต้น ฝึกเขาไปเรื่อยๆ เขาจะมีทักษะเพิ่มพูนขึ้นตามประสบการณ์ และตามวัยที่มีความคิดลึกซึ้งขึ้น การแก้ไขปัญหานั้นเป็นเรื่องที่เด็กต้องใช้ไปตลอดชีวิตของเขา เป็นกระบวนการที่เรียกได้ว่า เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นในชีวิตของมนุษย์เรา ตั้งแต่เกิดจนตายทีเดียว ขอเน้นอีกครั้งหนึ่งว่า ในการหาวิธีการแก้ไขปัญหา คุณพ่อคุณแม่อย่าเป็นคนกำหนด บางทีเราอาจจะรู้สึกว่าเราโตกว่า เรามีประสบการณ์มากกว่า เราพยายามจะใช้วิธีการที่เราชอบ หรือวิธีที่เราใช้มาจนเคยชิน อาจจะเป็นการกดดันลูกโดยที่เราไม่ตั้งใจ เช่น ลูกทะเลาะกับเพื่อน สำหรับเราเป็นคนที่ไม่ชอบคบค้าสมาคมกับใคร เราอาจจะพยายามกำหนดมรรค ที่เป็นเรื่องของการตัดสัมพันธภาพกับเพื่อน หรือไม่ใส่ใจเพื่อน ไม่สนใจเพื่อน ซึ่งก็ไม่ใช่วิธีที่ผิด แต่ว่าบางครั้งเราต้องดูด้วยว่ามันเหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไร กับธรรมชาติของลูก ลูกอาจจะเลือกอีกแบบหนึ่ง เขาอาจจะเป็นคนที่อยากจะรักษาสัมพันธภาพกับคนอื่น พยายามจะแก้ปัญหาด้วยการที่จะปรับตัวและพยายามจะอยู่ร่วมกัน อันนั้นก็เป็นวิธีที่เขาเลือก เราอย่าพยายามที่จะกดดัน กำหนดด้วยการสั่ง เพราะถ้าเราเริ่มสั่งการแล้ว ลูกอาจจะมีทางเลือกสองทาง อันที่ 1 คือ คอยรอรับคำสั่งของเรา ในที่สุดก็คิดเองไม่เป็น แก้ปัญหาเองไม่เป็น..."

และเพราะเหตุที่ว่า “ลูก คือ แก้วตาดวงใจ” พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงมักจะยอมไม่ได้ที่จะให้ลูกตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกเพื่อนรังแกเวลาทะเลาะกัน พอเห็นลูกมีรอยฟกช้ำดำเขียว ร้องห่มร้องไห้กลับบ้านมาเล่าให้ฟัง ด้วยความรักและอารมณ์โกรธในขณะนั้นหลายคนจึงสอนลูกให้สู้กลับ คุณหมอดุสิต ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่า "...ถ้าเป็นเรื่องทักษะ มนุษยสัมพันธ์ในโรงเรียน พ่อแม่มีโอกาสสอน 30% ส่วนอีก 40% ที่เหลือเป็นที่สังคมและตัวเขาเอง สอนและปฏิบัติให้เขาเห็น อย่าไปคิดหรือให้ความมั่นใจกับลูกว่าทำแล้วจะได้ผล เคยมีกรณีที่เด็กไปโรงเรียนแล้วเพื่อนรังแกลูกไม่สู้ แม่ก็สอนว่า สู้เลยลูก ลูกก็อยู่ในโอวาทดี ไปโรงเรียนปุ๊บสู้เพื่อนแต่เพื่อนตัวใหญ่ เพื่อนก็สู้กลับ ลูกตาเขียวกลับมาก็ต่อว่าแม่ว่าสอนผิด แม่ก็สอนไม่ผิด แต่หวังผลไม่ได้ 100% เวลาจะสอนลูกให้สู้เพื่อน ก็ต้องบอกลูกว่า “ลูกเอ๋ย ถ้าเพื่อนชกให้ชกตอบ” ในวงเล็บเฉพาะคนที่ตัวเล็กกว่าเท่านั้น ลูกจะรู้ว่าเงื่อนไขคืออะไร เด็กแต่ละคนจะมีวิธีคิดของตนเอง บางทีสู้เพื่อนไม่ได้ ก็ไปคบเพื่อนตัวใหญ่ ตัวกลางไม่กล้าสู้ ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่ง แนะนำว่าอย่าสอนตรงๆ ลองคุยกันดู ถามให้เด็กวิเคราะห์ ให้เด็กตอบกลับ เช่น ต่อยเขา เขาจะต่อยกลับไหม แล้วลูกจะทำอย่างไรต่อ สำคัญที่พ่อแม่ต้องมีเวลาคุยกับเขาบ่อยๆ เท่านั้นครับ..." แต่ถ้าเด็กไม่รู้จักสู้เลย รู้แต่ยอมให้เพื่อนรังแกตลอด นายแพทย์จอม ชุมช่วย จิตแพทย์เด็กจากโรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์ ให้คำแนะนำว่า
"...ถ้าเด็กไม่รู้จักสู้เลย รู้แต่ยอมตลอดก็คงต้องสอนด้วยเหมือนกันครับ วิธีการสอนก็คือ
1. เราทำเป็นแบบอย่าง
2. อ่านนิทานหรือสร้างสถานการณ์สมมุติ เพื่อให้เขาได้แสดงความคิดเห็นว่าในสถานการณ์ต่างๆ เขาควรทำอย่างไร
3. หากเกิดปัญหาขึ้น คงต้องมาทบทวนกัน และสรุปว่าครั้งต่อไปจะทำอย่างไรดี ถ้าเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นอีก หือถ้าคุณพ่อคุณแม่อยู่ในสถานการณ์นั้น เราก็สามารถแนะนำลูกเลยก็ได้ครับ อย่างไรก็ดี ต้องระวังเหมือนกันว่า หลายครั้งที่เราสอนไป อาจจะทำให้เด็กกลายเป็นคนก้าวร้าวเกินไป ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ควรใช้วิจารณญาณด้วยครับ...”
เพราะทุกชีวิตต้องเติบโต ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะรักและทนุถนอม “แก้วตาดวงใจ” ของตัวเองมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจมีใครตามไปคุ้มครองใครได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จริงไหมคะ ดังนั้นการทะเลาะวิวาทกระทบกระทั่งกันของลูกน้อยกับเพื่อนนั้นจึงเปรียบเสมือนบททดสอบ “จิตใจ” ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไปพร้อมๆ กัน


(update 17 กันยายน 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มิถุนายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600