ระวัง ลูกเหนื่อยล้าเรื้อรัง


ในยุคที่อะไรๆ ก็ต้องรีบเร่ง แข่งขันไปซะหมดอย่างในทุกวันนี้ คนเป็นพ่อแม่ต้องเท่าทัน และมีสติใคร่ครวญสักนิดนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีแน่ๆ

โดยเฉพาะผลเสียที่จะไปตกกับลูกนี่ละที่น่าเป็นห่วงที่สุด

เมื่อไม่นานนี้ผู้เขียนเพิ่งได้พบข้อมูลงานวิจัยที่ The Royal College of Phychiatrists ทำเกี่ยวกับเรื่องอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือ chronic fatigue syndrome (CFS) ในเด็กและเยาวชน เห็นเป็นเรื่องน่าสนใจพอๆ กับน่าเป็นห่วงว่า หนุ่มน้อยสาวน้อยในบ้านเราอาจจะเจอผลกระทบที่ทำให้เกิดอาการนี้เข้าด้วย เลยต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง

เพราะอย่างที่บอกละค่ะว่า สังคมสมัยนี้เร่งเร้าให้คนต้องทำนู่นทำนี่เยอะมาก นัยว่าเพื่อสร้างประสิทธิภาพในตัวเรา และเพิ่มประสิทธิผลให้กับงานหรือเป้าหมายในชีวิต ส่วนเด็กๆ นอกจากต้องเร่งเรียนให้เก่งๆ แล้ว ยังต้องเสริมกิจกรรมอื่นๆ เข้าไปอีก

ลองคำนวณชีวิตประจำวันของเด็กแบบคร่าวๆ ดูสิคะว่า เขาต้องเข้าเรียนตั้งแต่เช้า พอบ่ายสามครึ่งเลิกแล้ว ยังต้องไปเรียนพิเศษต่อจนเย็นย่ำค่ำ กว่าจะฝ่ารถติดกลับบ้านได้ก็หมดแรง... นอนสลบไสล พอเสาร์-อาทิตย์ ยังต้องไปเรียนวาดรูป เรียนดนตรี กีฬา อีกสารพัดอย่าง

เหล่านี้ละค่ะคือสาเหตุที่อาจทำให้เด็กเกิดอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง อันเป็นผลมาจากความคิดและจิตใจที่ถูกกระทบกระเทือน และมันยังก่อให้เกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายได้อีกต่างหาก

อาการเหนื่อยล้าเรื้อรังจะทำให้เด็กรู้สึกว่ามีสิ่งรบกวนอยู่ภายในตลอดเวลา เขาก็เลยจะกลายเป็นเด็กอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดง่าย วิตกกังวลสูง เบื่ออาหาร นอนหลับก็ยาก แถมยังขาดสมาธิ จำอะไรไม่ค่อยได้

พอจิตใจย่ำแย่ก็ส่งผลให้ร่างกายไม่สบายไปด้วย โดยเด็กจะมีอาการคล้ายคนเป็นไข้หวัด คือจะมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางคนต่อมน้ำเหลืองบวม ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจอาจจะคิดว่าลูกแกล้งเฉไฉ ทำเป็นไม่สบายรึเปล่า เพราะฝนก็ไม่ตก สภาพอากาศสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้แปรปรวน ทำไมถึงเป็นหวัดได้ และถ้าเป็นแบบนี้ก็เท่ากับไปเพิ่มความกดดันให้เด็กเข้าไปอีก

และความผิดปกตินี้ก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กอย่างมาก เช่น จะทำให้เรียนได้ไม่ดี มีปัญหาในการพบปะกับเพื่อนฝูง งานอดิเรกหรือกิจกรรมที่เคยทำได้ก็กลายเป็นทำไม่ได้ รวมถึงร่างกายที่เคยมีกล้ามเนื้อแข็งแรง ก็จะอ่อนเปลี้ยอย่างไม่น่าเชื่อ เข้าข่ายที่ว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าวนั่นละค่ะ

chronic fatigue syndrome (CFS) จึงน่าจะถือเป็นอาการร่วมสมัยที่มาพร้อมกระแสการพัฒนา ที่ตกอยู่ภายใต้กรอบของการแข่งขัน เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรยืดหยุ่น และผ่อนปรน อย่าเร่งเรียน อย่าบอกให้ลูกทำนู่นทำนี่จนเขาต้องกลายเป็นเด็กที่มีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรังเลยนะคะ

ข้อสำคัญ ต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ และพฤติกรรมของลูกด้วย ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่กล่าวมา อย่าคิดหรือวินิจฉัยเอาเอง เพราะอาจทำให้ผิดประเด็น และในงานวิจัยก็บอกไว้ว่า เพื่อความแน่ใจ ควรพาลูกไปพบแพทย์จะดีที่สุดค่ะ


(update 8 กันยายน 2004)
[ ที่มา.. life&family (kids&family) ปีที่ 9 ฉบับที่ 102 กันยายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600