เคล็ดลับ 9 ประการ ในการอบรมเลี้ยงดูลูก


คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่มีลูกเก่ง น่ารักและประพฤติตนดี มักจะได้รับความชื่นชมจากเพื่อนๆ และบรรดาญาติสนิทว่า เป็นผู้ที่ให้การอบรมเลี้ยงดูลูกดี และมักจะได้รับคำถามเสมอๆ ว่าทำอย่างไรลูกจึงขยัน ทำอย่างไรลูกจึงเป็นเด็กเก่ง เด็กเรียบร้อย ซึ่งทุกคนก็คงทราบดีว่า ในความเป็นจริงนั้นจะไม่มีสูตรสำเร็จอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียวที่จะนำมาใช้ เพื่ออบรมเลี้ยงดูเด็กให้เป็นเด็กที่เก่งและน่ารักได้โดยง่าย และเด็กแต่ละคนก็มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง เช่นเดียวกับลักษณะโครงสร้างทางครอบครัวของแต่ละครอบครัวก็มีความแตกต่างกันไป ดังนั้นสูตรสำเร็จในการอบรมเลี้ยงดูลูกของครอบครัวหนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับคนอื่นๆ ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูลูกที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถนำมาปรับปรุง ใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะของครอบครัวของตนเองได้ดังนี้คือ
1. พยายามใช้การสอน (teach) มากกว่าการลงโทษ (punish) ในกรณีต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป้าหมายของการอบรมเลี้ยงดูลูกคือ การสอนให้ลูกรู้จักการปฏิบัติตนและมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การลงโทษเด็กด้วยการตีหรือทำให้เด็กเจ็บตัวหรือเจ็บใจ (เช่น การหยิก หรือการดุด่า) ไม่ได้ช่วยทำให้เด็กได้เรียนรู้การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง แต่กลับเป็นการแสดงให้เด็กเห็นว่า การใช้กำลัง หรือการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยิ่งถ้าต้องการเอาชนะใคร หรือต้องการมีอำนาจเหนือใครก็ยิ่งต้องใช้กำลัง (เช่น ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการกำราบเขา ก็ยังใช้วิธีตีเขาเลย) ดังนั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น เด็กก็จะใช้กำลังเข้าแก้ปัญหา สุภาษิตเดิมๆ ที่กล่าวว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" หรือ "Spare the rod, spoil the child" นั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับการอบรมเลี้ยงดูลูกในยุคไฮเทคนี้

2. พยายามมองปัญหาทางพฤติกรรมที่เด็กทำขึ้นว่าอาจจะไม่ใช่เป็นเพราะเด็กไม่ดี จงใจทำผิดเพื่อท้าทายคุณ แต่ควรมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากการที่เด็กมีความคิด หรือความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้อง ทำให้มีการตัดสินใจในการกระทำพฤติกรรมอย่างที่ได้ทำไปแล้ว และดูไม่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น หรือตามที่คุณคาดหวังไว้ เพื่อทำให้คุณได้พยายามมองหาช่องว่างทางความคิด หรือการตัดสินใจที่เกิดขึ้น และหาทางทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับลูกได้

3. เมื่อมีโอกาส ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น (consequences) เมื่อมีการทำพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องโดยตัวของเขาเอง เช่น เมื่อลูกทำของหกเลอะเทอะ เขาก็จะต้องเป็นผู้ที่จะเก็บทำความสะอาดสิ่งที่เขาทำให้เรียบร้อย ถ้าไม่ทำ เขาเองหรือคนอื่นที่เดินมาก็อาจจะลื่นหกล้มได้ ถ้าเขาไม่รับผิดชอบในการทำการบ้านที่ส่งคุณครู แม้ว่าคุณได้ช่วยเตือนเขาแล้ว เขาก็ควรจะถูกคุณครูทำโทษในเรื่องที่ไม่ทำการบ้านได้ ไม่ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่ทำการบ้านให้เขาแทน ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไร ในสิ่งที่ได้รับมอบหมายงานมาทำ หรือคุณพ่อคุณแม่ไปเอาเรื่องคุณครูที่ทำโทษลูกเรื่องไม่ทำการบ้าน จนกลายเป็นว่าคุณครูเป็นผู้ผิดที่ให้การบ้านเยอะ

4. พยายามกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในครอบครัว ให้มีความชัดเจน สามารถให้เด็กเข้าใจ และปฏิบัติตามได้ง่ายและเป็นธรรมกับทุกคน โดยมีความเหมาะสมกับอายุของเด็กในแต่ละวัยด้วย และทำให้เด็กเข้าใจถึงผลที่จะตามมาเมื่อไม่ปฏิบัติตามว่าจะมีผลเสียอย่างไร (แต่ไม่ใช่เป็นการขู่ โดยไม่มีผลในทางปฏิบัติ) และควรจะมีความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎเกณฑ์นั้นๆ กับทุกคนในบ้าน

5. อย่าใช้การบ่นหรือติเตียนตลอดเวลาเมื่อเด็กทำอะไรผิดไปจากกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ควรบอกเขาให้ทราบถึงสิ่งที่เขาทำว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และให้เขารับรู้ในผลที่จะตามมาจากการกระทำผิดของเขา ในขณะที่พูดเรื่องนี้กับเขา ไม่ควรใช้อารมณ์โกรธ ควรพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เรียบๆ แต่หนักแน่น เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าการอบรมเขาที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำอยู่นั้น คุณได้ทำไปเพราะต้องการให้เขาเป็นคนดี ไม่อยากให้เขาทำผิดหรือทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้นๆ อีก ไม่ใช่เป็นเพราะคุณโกรธ หรือไม่ชอบในตัวเขา แต่เป็นเพราะสิ่งที่เขาทำต่างหากที่คุณไม่ชอบ และเห็นว่าควรแก้ไข

6. อย่าพยายามแก้ไขพฤติกรรมหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ถ้าเด็กมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ถูกต้อง และคุณต้องการแก้ไข ควรเลือกพฤติกรรมที่มีปัญหามากที่คุณคิดว่าควรได้รับการแก้ไขก่อน โดยนำมาพูดคุยกับลูก สอนให้เขาทราบว่าทำไมถึงไม่ควรทำและถ้าทำแล้วจะเกิดผลตามมาอย่างไร ในขณะเดียวกันก็พยายามมองหาพฤติกรรมหรือสิ่งที่ดีๆ ที่เด็กได้ทำโดยเฉพาะในเรื่องทำนองเดียวกันนั้น มาพูดชมให้เขาเห็นว่าเขาก็ทำได้ และคอยให้กำลังใจเขาเมื่อเขาทำสิ่งที่ดีๆ นั้นอีก เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่าคุณก็ได้เห็นว่าเขาเป็นเด็กที่ดีได้เช่นกัน คุณอาจจะเล่าให้เขาฟังถึงเด็กคนอื่น ที่ทำพฤติกรรมในทำนองนี้ได้ แต่ไม่ควรเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นๆ มากนัก เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกว่า คุณเห็นแต่คนอื่นๆ ดีหมดยกเว้นลูกของคุณเอง

7. สำหรับเด็กเล็ก วัยทารกและวัยเตาะแตะ ส่วนใหญ่จะยังไม่ค่อยเข้าใจว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นจะถูกหรือผิด ดังนั้นในกรณีที่เด็กทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง คุณควรจะหาทางเบี่ยงเบนความสนใจหรือพาเขาออกจากเหตุการณ์นั้นๆ ก่อนที่จะเกิดผลเสียที่อาจเป็นอันตรายขึ้น ไม่ควรพยายามลงโทษเด็กหรือเขย่าตัวเด็กแรงๆ โดยหวังจะให้เด็กจำไว้จะได้ไม่ทำอีก เพราะส่วนใหญ่แล้วเด็กจะทำไปตามสัญชาติญาณ ความอยากรู้อยากเห็นของเขา อยากลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ โดยไม่ได้มีเจตนาทำผิดหรือดื้อมากๆ แต่อย่างใด

8. คุณควรทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กได้เห็นเสมอๆ เวลาที่คุณพูดกับผู้อื่น คุณควรใช้คำพูดและกริยาท่าทางที่สุขุมเยือกเย็น ไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือก้าวร้าวกับผู้อื่นต่อหน้าเด็กๆ ควรมีคำพูดที่แสดงมารยาทที่ดี เช่น "ขอโทษค่ะ (ครับ)" "ขอบคุณครับ (ค่ะ)" และการแสดงน้ำใจกับคนอื่นๆ ให้เขาได้เห็นอยู่เสมอๆ เพราะเด็กมักจะเก่งในการสังเกตพฤติกรรมของคนรอบข้างและจะเรียนรู้ได้เร็ว เด็กมักจะทำตามแบบอย่างที่เห็นจากคุณมากกว่าที่จะทำตามคำสั่งที่คุณบอกให้เขาทำ ทั้งนี้คุณควรจะให้ความเอาใจใส่กับเรื่องต่างๆ ในทีวีหรือเกมส์คอมพิวเตอร์ที่เด็กเล่นด้วย เพราะสื่อเหล่านี้ก็สามารถเป็นตัวอย่างในการสอนพฤติกรรมที่ไม่ดีแก่เด็กๆ ได้ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่พบว่ามีรายการหรือสื่ออะไรที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก ช่วยกันร้องเรียนผ่านทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบหรือทางสื่ออื่นๆ เพื่อช่วยกันทำให้สภาพสังคมไทยของเราได้มี "มลพิษทางปัญญา" เหล่านี้ลดน้อยลงด้วย

9. อย่าลืมให้กำลังใจเด็กเมื่อเห็นเขาทำสิ่งที่ดีๆ แม้เพียงคำชมเล็กๆ น้อยๆ หรือการโอบกอดเด็ก เพื่อให้เขารับรู้ว่าคุณรักเขาเสมอ หรือแม้แต่การสบตากันอย่างคนรู้ใจ จะเป็นพลังที่จะช่วยให้ลูกของคุณมีกำลังใจที่จะทำดีต่อไปเรื่อยๆ
ขอให้คุณพ่อคุณแม่พยายามปรึกษากันอยู่เสมอๆ ในเรื่องการอบรมเลี้ยงดูลูกที่รักของเรา ในความเป็นพ่อแม่นั้น เรามีความรับผิดชอบร่วมกันที่จะทำให้ครอบครัวของเรามีความสุข และมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป เด็กไม่ได้ต้องการแต่สิ่งของเงินทองที่คุณหามาให้ เด็กยังต้องการความรักและเวลาจากคุณด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการอบรมเลี้ยงดูจากคุณ เพื่อให้เขาเรียนรู้ที่จะเป็นคนดี มีกิริยามารยาทที่ดี และเข้าสู่สังคมได้อย่างดีประสบความสำเร็จ สมดังที่คุณได้ตั้งใจไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จะทำได้สำเร็จในชั่วข้ามคืน แต่เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือน "ผลบุญ" ในกุศลที่คุณได้ทำสิ่งสมมานาน ในที่สุดก็จะกลับมาให้คุณได้ชื่นชมในความสุขความสำเร็จที่ลูกได้รับ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ความเป็นพ่อแม่ของคุณก็ได้บรรลุถึงเป้าหมายที่คุณทั้งสองได้ตั้งใจ ไว้ตั้งแต่ตอนที่คุณได้ตกลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

ขอให้ประสบความสำเร็จค่ะ


(update 14 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600