พูดก็พูดเถอะ ไม่มีแม่คนไหนที่ไม่โอ๋ลูกและโอ่ลูก แม่ไม่ต้องรอให้ใครมาชมลูก แม่ชมเอง
คำกล่าวของโบราณที่แม่โอ่ลูกว่า "ลูกข้าคนเดียว หุงข้าวเหนียวเหมือนนึ่ง ลูกข้าอีกคนหนึ่ง ถากไม้เหมือนหมาเลีย"
ยังคงเป็นจริงอยู่จนทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงไปก็แต่เนื้อหาคือคุณสมบัติของลูกผู้หญิงและชาย
หุงข้าวเหนียวเหมือนนึ่ง คือตัวแทนของฝีมือหุงข้าวต้มแกง ถากไม้เหมือนหมาเลีย
คือมีฝีมือช่างไม้ขนาดไสไม้ได้เรียบเปรียบได้กับหมาเลีย (จานข้าวของหมา)
สมัยหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า กับแกงด้วยเตาไมโครเวฟต้องการ 'ปัญญา'
ในการนำอะไรต่อมิอะไรที่ระบุไว้ในตำรากับข้าวมาใส่ตามขั้นตอนและวิธีการ
ความสามารถในการหุงข้าวต้มแกงหมายรวมถึงการใช้จ่ายเงินในการซื้อ
เล็งผลเลิศจากอาหารที่สมาชิกในครอบครัวกิน การใช้ถุงพลาสติกก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ยังจะผลที่ตามมาอันเกิดจากการกินอีกเล่า
ความสามารถในการถากไม้ให้เหมือนหมาเลียของลูกชาย
หมดสมัยยิ่งกว่าการหุงข้าวเหนียวเหมือนนึ่งของลูกสาวเสียอีก
งานถากไม้กลายเป็นงานอุตสาหกรรรมไปแล้ว ไม่ใช่ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวซึ่งควรอวด
สมัยนี้เรื่องที่แม่จะอวดลูกได้มีมากมายนับไม่ถ้วน
ว่าแต่ว่า แม่มีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อฟังคนชอบหรือคนค่อนลูก โดยเฉพาะลูกสาว
ลูกสาวของแม่คนหนึ่ง เรียนจบปริญญาตรีหมาดๆ แม่ไปฝากฝังกับญาติผู้หญิงที่มีตำแหน่งค่อนข้างใหญ่โต
ให้ได้ทำงานในบริษัทอีกแห่งหนึ่ง
วันที่ไปสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงาน สาวปริญญาตรีสวมเสื้อสายเดี่ยว เล่นเอาหลายคนในบริษัทสะอึก
วันต่อๆ มาก็พบกับสายเดี่ยวจนชินตา ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ชินใจ
วันหนึ่งญาติที่ฝากงานให้พบกับนายงานและได้รับคำปรารถว่า ผู้ที่เธอฝากงานให้นั้นไม่ได้เอาใจใส่ในการทำงาน
วันๆ เอาแต่อ่านนิตยสารสำหรับผู้หญิง จะใช้ไปติดต่องานนอกสถานที่ก็ทำไม่ได้
ติดตรงที่ใส่เสื้อสายเดี่ยวไม่เป็นที่เป็นทางของสาวผู้นั้น
ผู้ฝากงานนำความมาบอกเพื่อน ซึ่งเป็นแม่ของสาวที่เธอนำไปฝากงาน
เธอหวังแม่คงจะนำความเห็นของผู้บังคับบัญชาไปปรับความคิดของลูกสาวในการปฏิบัติงาน แต่ก็ผิดหวัง
เพราะในความเป็นแม่ประเภท "ลูกช้า ใครอย่าแตะ" แม่ย้อนถามเพื่อนว่า
"นี่ลูกสาวของฉันไม่มีอะไรดีเลยหรือ"
เพื่อนก็เลยงันเพราะงง เธอไม่เคยมีลูกเพราะยังไม่ได้แต่งงาน จึงไม่สามารถจะเข้าใจความรักของแม่ที่มีต่อลูกได้
ก็เลยยุติการพูดแค่นั้น ปล่อยให้เรื่องเป็นไปตามทางของมันเอง
เชื่อเถอะว่า ผลย่อมมาจากเหตุและเหตุทำให้เกิดผล สาวผู้นั้นได้รับคำสั่งให้ลาออกจากงาน
ไม่นานแม่ของเธอก็ส่งเธอไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ อากาศจะบังคับไม่ให้เธอสวมสายเดี่ยวโดดๆ อีกต่อไป
กว่าจะมีโอกาสได้ใส่ เธอก็คงได้ความคิดว่า นอกจากเหตุผลทางดินฟ้าอากาศแล้ว
ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สังคมบังคับไว้ในเรื่องการแต่งกาย โดยเฉพาะคือกาลเทศะ และรูปกายของตัวเธอเอง
เธอส่องกระจกทุกวัน แต่ไม่เห็นตัวตนของเธอเอง สำหรับแม่ เธอเป็นแก้วตาของแม่
แม่ก็ไม่ได้เห็นตัวตนของเธอเหมือนกับที่คนอื่นมองเห็น
คนสิบคนมองคนคนเดียวกัน อาจเห็นต่างกันได้เป็นสิบอย่าง เพราะไม่ใช่นัยน์ตาที่ใช้มอง
มีความคิดเป็นตัวตัดสินที่สำคัญ
แม่ทุกคนมีส่วนดีส่วนบกพร่อง ความรักความเข้าใจในพ่อแม่ที่มีต่อลูก
สามารถทำให้แม่เมินส่วนที่บกพร่องของลูกด้วยเหตุผลเดียวคือ เพราะเขาเป็นลูกของเรา
เรารับผิดชอบในการเกิดของเขา ส่วนที่คนอื่นเห็นบกพร่อง เราไม่เห็น เพราะความจริงที่เราไม่อยากรับ
คือสิ่งนั้นมาจากเรา เราอาจเป็นต้นเหตุของคำกล่าวที่ว่า "พ่อแม่ไม่สั่งสอน" หรือ "พ่อแม่เลี้ยงดูมาผิด"
ขัดใจลูกในสิ่งที่ควรตามใจ หรือกลับกัน เราตามใจในสิ่งที่ควรขัดใจ ใจไม่แข็งพอที่จะขัดใจลูก
กลัวลูกโกรธ กลัวลูกไม่มีความสุข กลัวลูกน้อยหน้าเพื่อน สารพัดจะกลัว
โดยทั่วไป การติและการชม มีข้อควรสังเกตอยู่ว่า อย่าให้เว่อร์
แต่เว่อร์ชม
คนนิยมทำมากกว่า
เพราะชมใช้เป็นเครื่องมือของการสอพลอได้สะดวก ทุกคนยินดีที่มีคนชมอยู่แล้ว
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเราสอพลอก็ยังอยากได้ชม
ครั้งหนึ่ง ได้พบการสอพลออย่างจัง เพราะไปร่วมวงไพบูลย์กับคณะผู้ใหญ่ผู้โต ยศพลเอก
.
ในการทอดกฐินพระราชทาน ที่หัวเมืองไม่ไกลจากกรุงเทพฯ งานจริงๆ เริ่มบ่ายสองโมง ก่อนหน้านั้น
คณะใช้เวลาท่องเที่ยวและรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรมหรู หลังรับประทานอาหารแล้ว
ชาวคณะฝ่ายหญิงแยกออกจากคณะฝ่ายชายขึ้นไปแต่งตัวยังห้องที่จัดไว้
ความจริงไม่น่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เอิกเกริกอะไรนักหนา การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาไม่นาน
เพราะระยะทางนิดเดียว และไม่ใช่การเดินทางที่ระหกระเหินแต่อย่างใด นุ่งกระโปรงมาก็ใช้ได้แล้ว
'ท่าน' ฝ่ายหญิงขึ้นไปแต่งตัว บริวารนอกนั้นแต่งตัวเสร็จก่อน ก็ลงมานั่งคอยท่านที่ห้องโถงชั้นล่าง
พอท่านยุรยาตรลงมา คนทั้งนั้นก็กรูกันไปห้อมล้อม พลางชมไม่ขาดปากว่า
อุ้ย! งามเหลือเกิน
งามรับกันทั้งหมดทั้งเสื้อผ้า และอาภรณ์ ท่านแต่งชุดไทยขึ้นจริงๆ ('ท่าน' เคยเป็นนางงามมีตำแหน่ง)
คนอยู่รอบนอกดูภาพนั้นอย่างทึ่ง เพราะไม่เคยพบการชมแบบเว่อร์ซึ่งๆ หน้าอย่างนั้นมาก่อน
ท่านคงชินต่อคำชมอย่างสอพลอ ท่านก็
วุ้ยว้าย กระตู้วู้ตามแบบของท่าน
ชมไม่ต้องยั้ง ติต้องคิดก่อนพูด
บางทีก็ไม่พูดดีกว่า ถ้าใคร่ครวญแล้วไม่เห็นประโยชน์จากการติของเรา
จะกลายเป็นการจ้องจับผิดเพราะอิจฉาริษยาไปโน่น
ทั้งติและชม ต้องการเลือกใช้คำพูดตอบรับหรือตอบโต้ที่จะไม่ทำให้มีการหมางใจหรือเคอะเขิน
ว่าที่แม่สามีของลูกสาว ชมว่าที่ลูกสะใภ้กับแม่ของลูกสะใภ้ว่า
"ยายหนูนี่สวยนะคะ"
แม่ของว่าที่ลูกสะใภ้แทนที่จะยิ้มรับคำขอบคุณผู้ชม เธอเสไปว่า
"อยู่ด้วยกันที่บ้านทุกวัน
ไม่แลเห็นหรอกค่ะว่าสวยไม่สวย"
เป็นคำตอบที่ฉลาด
ธรรมชาติของคน เห็นที่น่าติมากกว่าเห็นที่น่าชม มิฉะนั้นคงไม่มีสำนวนว่า หาที่ติไม่ได้
ท้าวทุษยันต์เมื่อพบนางศกุนตลาครั้งแรก เอ่ยปากว่า "นี่หรือบุตรีพระดาบส งามหมดหาที่ติไม่ได้"
ท่านผู้ทรงนิพนธ์ ชมนางตามธรรมชาติของคน
คำชมที่ฟังแล้วน่าเจ็บใจ คือชมแล้วมีคำว่า "แต่
" ต่อท้ายประโยคจบ
"ลูกสาวเธอน่ารักมาก แต่ผิวคล้ำไปหน่อย" ประโยคที่สองควรเก็บไว้ในใจ
หรือไม่ก็หาคำชมอื่นมาทดแทน เช่น ผิวละเอียดเนียนดี (คนผิวคล้ำมักผิวละเอียดจริงๆ)
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม พ่อแม่เป็นผู้สร้างและปรุงแต่งบุคลิกภาพของลูกมาตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องแม่
คลอดลูกออกมาแล้วก็ไม่ได้หยุดปรุงแต่ง หวังว่าลูกจะเจริญเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่มีคุณค่าแก่สังคมโดยรวม
ตัวลูกเองก็หวังจะมีการดำเนินชีวิตที่เป็นสุข สุขอย่างหนึ่ง คือไม่เป็นที่ชิงชังของใคร
พ่อแม่ไม่ต้องตั้งการ์ดคอยป้องกันไม่ให้มีใครมาติ แค่เรื่องกินเรื่องอยู่ธรรมดาก็มีรายละเอียดเหลือรับ
เช่นอย่าเคี้ยวอาหารดังจั๊บๆ เดี๋ยวนี้ยังจำได้ที่พ่อสอนว่า อย่ากินจนรู้สึกอิ่ม ให้กินพอหายหิว
เหลือเผื่อที่ในท้องให้พอดื่มน้ำตามอาหารแล้วรู้สึกสบาย ตอนที่พ่อสอน ยังทำตามไม่ใคร่ได้
แก่ตัวลงจึงรู้อย่างที่พ่อว่า
วันหนึ่งกำลังนอนสบาย ย่ามานั่งอยู่ที่ปลายเท้าเมื่อใดไม่รู้ พ่อเดินมาพบเข้าพอดี
ท่านบอกว่า อย่านอนเอาเท้าชี้ไปทางผู้ใหญ่ ก็จำเอาไว้แต่นั้นมา ทั้งๆ ที่ในใจแย้งว่า
ก็เรานอนของเราอยู่ก่อน ย่ามานั่งตรงนั้นทีหลัง
เมื่อลูกเติบโตขึ้น โรงเรียนและสังคมรับช่วงเสริมส่งบุคลิกภาพของลูกต่อไป
พาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่า "มศว.ปลูกฝังการแต่งกายบุคลิกภาพและมารยาท
ให้นิสิตปีที่ 1 พร้อมเตือนสติสถาบันอุดมศึกษามิใช่สอนแค่วิชาการ แต่ควรให้ความสำคัญเรื่องบุคลิกภาพ
การแต่งกาย การพูดจา มารยาทอื่นๆ ในทางสังคม เพื่อว่านิสิตจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
" รู้สึกยินดีด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฝรั่ง แม่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ได้ฉายาว่า Silver Fox
บอกลูกชายซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีให้เอาเท้าลงจากโต๊ะ (ลูกคงนั่งตามสบาย)
ท่านประธานาธิบดีก็ทำตามคำสั่งของแม่แต่โดยดี
เชื่อว่า ท่านคงเป็นประเภท "ลูกข้า ใครอย่าแตะเหมือนกัน"
ท่านอบรมเลี้ยงดูของท่านมาตั้งแต่เล็กๆ และไม่ได้หยุดหน้าที่ของคนเป็นแม่
จะเป็นคนเหนือคนสักปานใด ก็ไม่ขาดจากการเป็น ลูกของแม่
(update 23 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]
|