เกราะป้องกัน ลูกรักถูกรังแก

ภูผาไม่หวั่นด้วยแรงลมฉันใด เด็กที่เข้มแข็งทั้งกายและใจย่อมไม่หวั่นต่อการถูกรังแกฉันนั้น…

เมื่อลูกรักดั่งดวงใจถูกรังแก คนเป็นพ่อเป็นแม่หรือจะยอม…แต่ก็ต้องเตรียมทำใจว่าหลีกเลี่ยงยากอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะจากผลสำรวจใน รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ เรื่องการรังแกกันในโรงเรียน พบว่า เด็กไทย 1 ใน 10 ถูกเพื่อนรังแก ส่วนสถิติทั่วเอเชียสูงถึงร้อยละ 8…แม้จะเป็นการสำรวจในกลุ่มเด็กมัธยม แต่นี่ก็น่าจะเป็นการเตือนให้พ่อแม่เตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และไม่มองว่าการรังแกกันในโรงเรียนเป็นเพียงการเล่นซนของเด็กธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่เอะอะมะเทิ่งจนใหญ่โตนะคะ

อย่างไรเรียกว่าการรังแกหรือคะ ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความก้าวร้าว เห็นชัดในกลุ่มเด็กผู้ชาย โดยใช้กำลังทุบตี ตัวใหญ่ข่มตัวเล็ก มีพวกมากก็ตั้งเป็นแก๊งรีดไถ่ค่าคุ้มครอง ส่วนเด็กหญิงอาจมีแบบฉบับที่แนบเนียนใช้วาจาล้อเลียนเฉือดเฉือน เหน็บแนมให้เจ็บใจ (ถ้อยคำที่ช่างสรรหา ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากในละครทีวีนั่นล่ะค่ะ) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กที่ถูกรังแกทั้งร่างกายและจิตใจ

ถ้าลูกเรามีอะไรก็เล่าให้ฟังหมด ค่อยเบาใจว่ารู้ปัญหาเร็ว ช่วยแก้ได้ทันก่อนจะลุกลาม แต่ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่ประมาณว่า แค่ลูกอ้าปากก็ว้ากใส่ก่อนแล้ว หรือบางทีพอเล่าให้ฟังกลับถูกตีซ้ำ เด็กก็จะปิดปากเงียบ ทนเจ็บเพียงลำพังดีกว่า ถ้าปล่อยเรื้อรังอาจอันตราย คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดใจ และให้เวลากับลูกเมื่อเขาเข้ามาบอกอะไร ต้องรับฟังด้วยท่าทีสนใจและให้กำลังใจเสมอ สำหรับเด็กที่ไม่กล้าบอก ก็พอจะสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขาได้ค่ะ

สัญญาณเตือน ลูกถูกรังแก

โดยส่วนใหญ่เด็กที่ถูกรังแกมักจะมีบุคลิกที่ดูบอบบาง อ่อนแอ ขี้ขลาด ขี้กังวล อ่อนไหว และขี้อาย ถ้าลูกเรามีบุคลิกแบบนี้ อาจเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกรังแกจากเด็กที่ร่างกายใหญ่โตแข็งแรง ก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น หรือรุ่นพี่ที่โตกว่า ถ้าลูกคุณเปลี่ยนไป ที่เห็นชัดคือ กลัวการไปโรงเรียน หรือจากเด็กที่ร่าเริงกลายเป็นเด็กขี้อาย เก็บตัว ไม่พูดจา ไม่อยากเล่นกับใคร ผลการเรียนตกต่ำ กินน้อยหรือไม่อยากกินอาหาร ร้องไห้ก่อนจะหลับเป็นประจำ ไม่ค่อยมีเพื่อน ทุกครั้งที่ถามว่ามีปัญหาอะไรก็จะบอกเพียงว่า "เปล่า" และอยู่ๆ ก็พูดเรื่องอยากหนีหายไปจากโลก

หากพบพฤติกรรมเหล่านี้ ลองหาวันที่สบายๆ พูดคุยกับลูกเรื่องที่โรงเรียน ถามถึงเพื่อนๆ ของเขา หากเขายังไม่ปริปากพูด ก็คงต้องเข้าไปปรึกษาไถ่ถามกับคุณครูที่โรงเรียนแล้วล่ะค่ะ

ช่วยลูกลุกขึ้นเมื่อถูกรังแก

เมื่อรับรู้ว่าลูกมีปัญหา ถือโอกาสนี้บอกกับลูกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่ต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปะกันอยู่ ลูกเป็นเด็กดี ส่วนคนที่มารังแกนั้นเป็นเด็กไม่ดี เพราะฉะนั้นอย่าแก้ไขปัญหาด้วยการทำตัวแบบเด็กไม่ดี ดังนั้นอย่างแรกที่คุณแม่ต้องทำคือตั้งสติ ชวนลูกมานั่งวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเพื่อหาทางออกร่วมกัน ไอ้ที่ว่าเลือกต้องล้างด้วยเลือดน่ะยังไงมันก็ไม่มีวันสะอาดไปได้หรอกค่ะ คิดว่านี่เป็นโอกาสทองที่ลูก จะได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้เขากล้าเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ต่อไปได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวช่วย และเป็นกำลังใจให้เขานะคะ อาจลองแนะนำลูกว่า
  • ไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงหัวเราะที่เพื่อนแกล้งด่าว่าเรา เพราะการมีอารมณ์ตอบโต้เป็นอาวุธที่ดีสำหรับเด็กที่ชอบข่มขู่ หรือรังแกเพื่อน พวกเขามองว่าเป็นเรื่องสนุก ถ้าทำเฉยๆ ซะ ให้เขาผิดหวัง ครั้งต่อไปก็ไม่แกล้งแล้วเพราะหมดสนุก
  • ไม่ต้องฟังเพื่อนที่ชอบเหน็บแนม ให้เดินหนี หรือตอบว่า "ไม่" แล้วเดินไป
  • ไปไหนมาไหนกับเพื่อนเป็นกลุ่มๆ อย่าแยกเดินคนเดียว
  • หาเพื่อนที่ไว้ใจได้ คบกันเป็นกลุ่ม เพราะการมีพวกทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น
  • ถ้าถึงขั้นรุนแรงก็ควรบอกคุณครู หรือผู้ใหญ่
  • อย่าตอบโต้ด้วยกำลังเด็ดขาด เพราะผลจะได้ไม่คุ้มเสีย
ทั้งหมดนี้ให้เขาลองทำเองนะคะ คุณพ่อคุณแม่เป็นเพียงพี่เลี้ยงก็พอ เพราะเรื่องของคนตัวเล็ก คนตัวใหญ่เข้าไปก็คงไม่เหมาะ อีกอย่างอย่าไปเอะอะกับครูเขาเลยนะคะว่าดูแลลูกไม่ดี ก็เด็กเป็นร้อย ต่อให้มีตาเป็นสับปะรดก็ดูไม่ทั่ว นี่ไม่ได้มาเข้าข้างนะคะ เพียงแต่เห็นใจจริงๆ สู้หันหน้าเข้าหากันจะดีกว่าค่ะ

ปัญหาการรังแกกันในเด็กมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ซึ่งแปรผันตามสภาพสังคมไทยที่มีความรุนแรงมากขึ้นนั่นเองค่ะ ทำให้เด็กเกิดความเคยชินและเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แถมพ่อแม่ยังไม่ค่อยมีเวลาใกล้ชิดลูก และอาจมองข้ามปัญหาเหล่านี้ไปซะอีก

เรื่องนี้เกิดขึ้นในทุกๆ โรงเรียน เพียงแต่ว่าจะมากน้อยรุนแรงขนาดไหนเท่านั้นเอง พ่อแม่จึงควรใส่ใจกับการป้องกันให้มาก ไม่อย่างนั้นกว่าจะคิดล้อมคอก วัวก็หายไปทั้งฝูงแล้ว

สร้างเกราะป้องกัน

ภูผาไม่หวั่นด้วยแรงลมฉันใด เด็กที่เข้มแข็งทั้งกายและใจย่อมไม่หวั่นต่อการถูกรังแกฉันนั้นค่ะ

ในระยะยาว เด็กที่ถูกรังแกอาจกลายเป็นคนไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และอาจเป็นโรคซึมเศร้า จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้นผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูจึงต้องจัดการกับปัญหานี้ตั้งแต่แรก และสอนให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมให้ได้ด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กัน

ด้วยการสร้างลูกให้เข้มแข็งโดยการบ่มเพาะฮีโร่ในตัวเขาให้กลายเป็นอาวุธถาวร เพราะเด็กที่ถูกรังแกจะสูญเสียความมั่นใจ ต้องเรียกขวัญและกำลังใจกลับมาให้เขามองเห็นคุณค่าของตน ซะก่อน ให้เขามองเข้าไปภายในและภูมิใจในความเป็นตัวเอง แม้เขาจะตัวเล็ก ผิวดำ ผมหยิก พูดน้อย ไม่เก่งเลข เขาก็ยังเป็นลูกรักของพ่อและแม่เสมอ ชี้ให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อตัวเองและผู้อื่น "แม้จะฟันหลอฉันก็ยังยิ้มสวยนะ" "หน้าฉันตกกระเหมือนคุณยาย คุณยายรักฉันจึงให้ฉันคนเดียว" "เราไม่กลัวนายต่อยหรอก เพราะถึงเราตัวเล็กเราก็แข็งแรงนะ"

คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังไม่พูดเสริมให้เด็กมีอคติกับเพื่อนที่มาแกล้งเขา แต่ให้เขาเห็นใจมากกว่า ว่าเพื่อนอาจแค่อิจฉาที่ลูกมีสิ่งที่เขาไม่มี หนึ่งในนั้นคือจิตใจที่ดีงาม แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างมีความสุข และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเพียงแค่เหตุการณ์หนึ่งที่จะต้องผ่านไปให้ได้เท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โต

จัดการอย่างไรกับ เจ้าตัวปัญหา

การรังแกกันนี้ ตัวปัญหาที่แท้ก็คือเด็กที่ชอบรังแกคนอื่น ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเด็กๆ จะไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าว นอกจากเขาจะมีอาการผิดปกติ เช่น เป็นโรคสมาธิสั้น หรือมีภาวะทางสติปัญญาที่อ่อนด้อย ทำให้มีลักษณะก้าวร้าวเกินธรรมดา แต่เด็กที่ชอบรังแกเพื่อน จะมีปัญหาทางอารมณ์ เป็นเด็กขี้อิจฉา เกิดจากขาดความรัก หรือได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบ ให้เขาดูไร้ค่าอยู่เสมอ เด็กกลุ่มนี้จะก้าวร้าว รุนแรง รวมทั้งเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงเป็นต้นแบบ เช่น คุณพ่อที่ชอบเลี้ยงคุณแม่ด้วยลำแข้ง แก้ปัญหาด้วยหมัดมวย ภาพและเหตุการณ์ความรุนแรงที่เห็นจากสื่อเสมอๆ เด็กก็เลียนแบบมาใช้กับเพื่อนบ้าง

จริงๆ แล้ว เด็กกลุ่มนี้น่าสงสารนะคะ เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ยังคงความไร้เดียงสาของเด็กอยู่ ทว่าถูกกระทำด้วยมลภาวะที่ไม่เหมาะสม…

ในต่างประเทศ คุณครูเขาแก้ไขพฤติกรรมของเด็กเกเรโดยให้เล่นละคร สวมบทบาทเป็นเด็กที่ถูกรังแกดูบ้าง นัยว่าให้เอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นละค่ะ และก็ได้ผลเหลือเชื่อ เด็กมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและหยุดรังแกผู้อื่นในที่สุด กลายเป็นที่รักของเพื่อนๆ ได้ หรือผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะว่าลองให้เด็กเปลี่ยนพลังงานแห่งความก้าวร้าวขับออกมา ในการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ฯลฯ ก็น่าจะได้ผล เพราะหมดแรงที่จะไปแกล้งคนอื่น แถมยังได้สารแห่งความสุขพ่วงมาอีกด้วย

แม้ปัจจุบันหลายโรงเรียนมีมาตรการจัดการในเรื่องนี้ ทั้ง ตักเตือน ทำโทษ ไล่ออก แต่ถ้าไม่มีการรังแกกันเกิดขึ้นเลย น่าจะดีกว่าแน่นอน และคงช่วยลดภาวะการใช้ความรุนแรง ที่ล้นโลกอยู่ในขณะนี้ได้ไม่น้อยทีเดียวค่ะ

แล้วใครล่ะที่จะกอบกู้สถานการณ์โลกแห่งความรุนแรงนี้ได้ ถ้าไม่ใช่ คุณครูและพ่อแม่ ช่วยกันละไม้ละมือ


(update 19 เมษายน 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กุมภาพันธ์ 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600