ตึง
ตึง
ตึง
ตึง
ตึง
ปัง
เสียงกระทืบเท้ารัวๆ ตามด้วยเสียงปิดประตูโครมใหญ่ ดังเหมือนจะกระหึ่มไปทั่วบ้าน
ทั้งที่เจ้าของเท้าก็เป็นแค่เจ้าหนูตัวเล็ก จอมยุ่งประจำบ้านนี่เอง ภาพแบบนี้บางครอบครัวคงจะพบเห็นกันบ่อย
กับอาการ "เอาแต่ใจ" ของหนูๆ ที่พออยากทำหรืออยากได้อะไรขึ้นมา แล้วไม่ได้ดั่งใจ
จะยืนกระต่ายขาเดียวว่า "หนูจะเอา" หรือ "ผมจะทำ" จนใครๆ ก็เอาไม่อยู่
เจ้าอาการ "เอาแต่ใจ" นี่ล่ะค่ะ ที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะกับเด็กๆ
ที่มักแสดงออกถึงความต้องการของตัวเองแบบไม่มีขีดจำกัด ยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ใจอ่อน
ยอมตามใจลูกเสียทุกเรื่องแล้วล่ะก็ เป็นได้ติดนิสัยเข้าไปใหญ่ ขืนปล่อยไว้นานเข้า
จะกลายเป็นแก้ไขยากเย็นไปโดยปริยาย เรื่องแบบนี้ถ้าจะแก้ก็ต้องรีบแก้ตั้งแต่หนูๆ
ยังเด็กอยู่นะคะ โบราณว่าไว้ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ว่าแล้วก็มาเรียนรู้การ "ตัด"
อย่างถูกวิธีกันเถอะค่ะ
- หนูใหญ่ที่สุดในบ้านนะ เอ้า!
ด้วยความที่เจ้าหนูยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ตามมุมมองของเขา จึงเห็นความสำคัญของตัวเองมากกว่าคนอื่น
ทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านสิ่งรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนสัตว์หรือสิ่งของ โดยเฉพาะการใช้อารมณ์ตอบโต้กับสิ่งต่างๆ
นี่ล่ะที่มาของท่าทางเอะอะโวยวาย อาละวาด โมโห หรือหวีดร้องเสียดัง เวลาถูกขัดใจ
ตามปกติ พฤติกรรมที่จะชี้ชัดว่าลูกเริ่มเอาแต่ใจก็มีหลายประการค่ะ เช่น เบื่อง่าย
เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นหรือเชื่อฟังผู้อื่น ชอบฝ่าฝืนกฎระเบียบต่างๆ
มักเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง หรืออารมณ์ร้อน โมโห หงุดหงิดง่าย
จนอาจถึงขั้นก้าวร้าวขว้างปาข้าวของ
ถึงตรงนี้คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะเก็บความสงสัยอยู่ในใจว่า "แล้วลูกเราเอาแต่ใจหรือเปล่านะ"
เพราะเจ้าตัวเล็กที่บ้านมีครบทุกอาการเอาแต่ใจรวมอยู่ในคนเดียว ก็อย่าเพิ่งกังวลใจไปเลยค่ะ
เพราะเราต้องใช้เวลาศึกษาสักระยะว่าเจ้าหนูมีพฤติกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นบ่อยหรือรุนแรงแค่ไหน
เพราะบางอย่างก็เป็นลักษณะนิสัยที่จะเกิดขึ้นตามปกติกับเด็กบางวัยเท่านั้นเอง
- โลกโดดเดี่ยวของเด็กเอาแต่ใจ
เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กเอาแต่ใจ จะเข้ากับคนอื่นๆ ได้ยากสักหน่อย
นี่หมายรวมถึงทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เลยนะคะ ลองนึกภาพดูว่าในสังคมผู้ใหญ่อย่างเราๆ
ถ้าต้องเจอกับคนที่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง หรือคนที่ยึดมั่นในความคิดของตัวเอง
จนไม่ยอมรับฟังความคิดของคนอื่นบ้าง เราก็คงไม่นึกอยากจะคบหาสมาคมด้วยสักเท่าไรนัก
สำหรับหนูๆ ก็เช่นกันค่ะ เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง จะกลายเป็นคนที่ดูแปลกแยกในสังคมเล็กๆ
ของพวกเด็กๆ ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้เจ้าหนูขาดเพื่อน และขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
และถ้าพิจารณาในแง่ของจิตวิทยา เด็กที่มีอุปนิสัยเอาแต่ใจตัวเองมักจะเป็นเด็กที่ขาดความสุข
เพราะมักจะตั้งความหวังกับเรื่องต่างๆ ไว้สูง แต่กลับถูกขัดใจบ่อยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยค่ะ
เพราะจะทำให้เด็กจมอยู่กับความผิดหวัง อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้สึกว่าไม่สามารถทำอะไรๆ
ให้สำเร็จด้วยตัวเองได้ ต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งหนูๆ อาจจะเกิดความรู้สึกอคติกับคุณพ่อคุณแม่
หรือคนที่อยู่รอบข้างว่าเป็นปฏิปักษ์กับเขา จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นปมด้อยติดตัวไป
- ปราบเผด็จการน้อยๆ ให้อยู่หมัด
สังเกตดีๆ จะเห็นว่าที่เจ้าหนูกระฟัดกระเฟียด แสดงท่าทางอยากได้นั่นได้นี่อยู่บ่อยๆ
โดยไม่มีใครกล้าห้ามปราม นั่นก็เพราะความใจดี (เกินเหตุ) ของคุณพ่อคุณแม่นี่ล่ะค่ะ
โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาอยู่กับลูก จึงพยายามทุ่มเทความรักให้หนูๆ เป็นพิเศษ
จนกลายเป็นการเอาอกเอาใจเสียทุกเรื่อง หรือโอนอ่อนผ่อนตามกับความผิดของหนูๆ
เพราะไม่อยากว่ากล่าวตักเตือนให้ลูกต้องซึมเศร้าหรือรู้สึกผิด แต่นั่นจะยิ่งเป็นผลร้ายค่ะ
เพราะลูกจะไม่เข้าใจว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ หรือกระทั่งเรียนรู้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก
ในทางกลับกัน สาเหตุของความเอาแต่ใจอาจจะเกิดจากการที่หนูๆ
พยายามเรียกร้องความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ เพราะตัวเองต้องประสบกับภาวะกดดันจากปัญหาบางอย่าง
ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวเอง จึงหาหนทางที่จะบอกเล่าถึงความต้องการของตัวเอง
ผ่านวิธีที่ก้าวร้าวหรือรุนแรง
คุณพ่อคุณแม่คงต้องสำรวจตัวเองขนานใหญ่แล้วค่ะ ว่าได้ให้ความรักความใส่ใจกับลูกในระดับไหน
มากเกินไปหรือน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะทั้ง 2 ประการล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุให้ลูกติดนิสัยเอาแต่ใจได้ทั้งนั้น
การที่หนูๆ พยายามเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างด้วยวิธีต่างๆ อาจเป็นเพราะพ่อแม่เอาใจจนเคยชิน
หรือถ้าเจ้าหนูถูกปล่อยวาง ละเลย แกก็ต้องเรียกหาความอบอุ่นจากพ่อแม่มาทดแทน
สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่ต้องเผชิญกับภาวะอารมณ์อันแปรปรวนของเจ้าตัวน้อยเสียบ่อยครั้ง
อันนี้ขอแนะว่า "น้ำเชี่ยวอย่าเพิ่งขวางเรือ" ดีกว่าค่ะ ลองปล่อยให้ลูกออกฤทธิ์ให้เต็มที่
บางทีลูกอาจจะเหนื่อยจนยอมแพ้ไปเอง (แต่คงต้องเลือกโอกาสที่เหมาะสมนะคะ
เพราะถ้าปล่อยให้เจ้าตัวยุ่งร้องไห้ฟูมฟายที่ห้างสรรพสินค้าท่ามกลางคนเยอะแยะ
ด้วยความที่อยากได้หุ่นยนต์ตัวใหม่คงไม่ดีแน่)
รอจนเจ้าหนูระงับอารมณ์ได้ จึงค่อยพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล
คุณพ่อคุณแม่ลองอธิบายกับลูกถึงเหตุผลในส่วนของพ่อกับแม่
และเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดในสิ่งที่เขาคิดด้วยจะได้เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นไงคะ
ตามปกติ เด็กที่มีอุปนิสัยเอาแต่ใจ มักจะมีภาวะอารมณ์ไม่คงที่ คือใจร้อน หงุดหงิด
โกรธ โมโหง่าย อีกทั้งยังมีระดับความเครียดสูง ถ้าจะหลีกเลี่ยงภาวะเหล่านี้
ก็ต้องจุดประกายความสนใจในสิ่งใหม่ๆ ให้เจ้าหนูบ้างค่ะ อาทิการฝึกสมาธิ
หรือการจดจ่ออยู่กับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเป็นเวลานานๆ เช่น ทำงานศิลปะ ฟังเพลง
หรืออ่านหนังสือง่ายๆ ลูกจะได้ผ่อนคลายตัวเองมากขึ้น อีกทั้งการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ
จะช่วยให้ลูกอารมณ์เย็นลงด้วย
การปรับอุปนิสัยที่เคยเอาแต่ใจตัวเอง ให้กลับเป็นเด็กที่มีเหตุผลมากขึ้น และใส่ใจสิ่งรอบข้างมากขึ้น
ก็คงต้องควบคุมความประพฤติกันสักนิดแล้วล่ะค่ะ ทบทวนดูว่า นิสัยใดของลูกที่ควรจะปรับปรุง
หรือกฎใดในบ้านที่ยังย่อหย่อน จนเจ้าหนูไม่ปฏิบัติตาม (แต่อย่าลืมบอกเล่าถึงความจำเป็นที่ต้องตั้งกฎระเบียบต่างๆ
ให้ลูกฟังด้วย) ปลูกฝังความรับผิดชอบเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ โดยเริ่มต้นที่ภายในบ้าน อย่างเช่น
มารยาทบนโต๊ะอาหาร หรือระเบียบในการจัดการข้าวของของเขาไงคะ
เป็นเรื่องดีค่ะที่คุณพ่อคุณแม่จะให้โอกาสลูกๆ ได้ออกความคิดเห็นบ้าง
กับบางเรื่องที่ลูกน่าจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้ อย่ารอว่าจะต้องให้ลูกโตก่อนนะคะ
เด็กวัยอนุบาลหลายคนนี่แหละค่ะ เริ่มรู้จักใช้ความคิดได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นแล้ว
ด้วยความที่เด็กๆ ได้เจอกับโลกที่กว้างขึ้น เช่น สังคมในโรงเรียน ซึ่งเด็กๆ จะได้เจอคุณครู
เจอกลุ่มเพื่อนที่หลากหลาย
การชมเชยเป็นการกระตุ้นเจ้าหนูวิธีหนึ่ง ซึ่งทำง่ายและได้ผลไม่ใช่น้อย
โดยเฉพาะคำชมเชยจากคุณพ่อคุณแม่ที่เปรียบเสมือนรางวัลชั้นดีของเจ้าหนูที่พยายามจะปรับอุปนิสัยของตัวเอง
แต่ถึงแม้การชมเชยจะทำได้ง่าย แต่ก็ไม่ควรจะทำง่ายๆ หรือทำบ่อยๆ พร่ำเพรื่อนะคะ
เพราะเจ้าหนูอาจจะยึดติดกับการได้รับคำชม จนกระทั่งถ้าวันไหนไม่ได้รับคำชม ก็จะรู้สึกว่าตัวเองอ่อนด้อย
หรือความสามารลดน้อยลง จะกลับกลายเป็นการบั่นทอนกำลังใจหนูๆ ไปแทน
ส่วนตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกๆ จะปรับปรุงตัวได้ภายในชั่ววันหรือชั่วข้ามคืนเชียวนะคะ
เพราะทุกการปรับตัวล้วนแต่ต้องใช้เวลาในการสั่งสม ลองเริ่มทีละนิด โดยตั้งต้นที่เรื่องเล็กๆ ก่อนดีกว่าค่ะ
แล้วค่อยขยายออกไปในเรื่องที่ยากมากขึ้น แล้วลองสังเกตพัฒนาการของลูกไปตามลำดับขั้น
จะเห็นได้ว่า ปัญหาว่าด้วยเรื่องเด็กเอาแต่ใจก็มีสาเหตุหลักมาจากความสัมพันธ์ในครอบครัวนี่ล่ะค่ะ
ว่าพ่อแม่และลูกจะมีปฏิสัมพันธ์กันแบบแน่นแฟ้นหรือหละหลวมอย่างไร ดังนั้น
สิ่งที่ควรปรับคือการสื่อสารซึ่งกันและกันค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อยากจะปลูกฝังให้ลูก
คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเป็นต้นแบบให้ลูกเห็นชัดเจน ว่าการกระทำแบบไหนควรทำหรือไม่ควรทำ
และใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากขึ้น
อีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความอบอุ่นในครอบครัว
เพราะสาเหตุที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนเอาแต่ใจอาจเกิดจากความไม่เข้าใจกันภายในครอบครัว
ทำให้หนูๆ ต้องใช้ชีวิตอย่างขาดๆ เกินๆ เด็กที่เอาแต่ใจตัวเองมักจะสนองตอบความต้องการของตัวเองอย่างไม่ยั้งคิด
ทำให้เด็กๆ เหล่านี้เมื่อเติบโตขึ้น อาจถลำลึกเข้าไปในอบายมุขต่างๆ ซึ่งมีอยู่เกลื่อนกล่นในสังคมปัจจุบันนี้
ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดหรือแหล่งมั่วสุม
ได้เรียนรู้วิธีรับมือกับเด็กเอาแต่ใจกันแล้ว วิธีแก้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือขัดเกลาของพ่อแม่ล่ะค่ะว่าจะปลูกฝัง
สอนสั่งสิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีไหน
อยากเห็นลูกเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
หรือว่าเป็นผู้ใหญ่เอาแต่ใจจนใครๆ ก็เมินหน้าหนี ล่ะคะ
(update 10 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 243 เมษายน 2546 ]
|