ใกล้เข้ามาแล้วนะคะที่เด็กๆ จะสอบปลายภาค ปิดเทอม แล้วก็ขึ้นชั้นเรียนใหม่
เด็กโตพ่อแม่คงไม่ค่อยห่วงแล้ว แต่ที่ยังเพิ่งพ้นเด็กเล็กนี่สิ
จากพี่ใหญ่ในวัยอนุบาลมาเป็นน้องเล็กในชั้นประถม มันง่ายซะที่ไหนล่ะ
อย่างเบาะๆ ก็ย้ายห้องใหม่ แต่ที่ใหญ่กว่าคือโรงเรียนใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ที่ใหญ่และกว้างขวางกว่าเดิม
เพื่อนใหม่ ที่ยังไม่รู้จักรู้ใจว่าใครชอบเล่น หรือชอบขนมเหมือนเรารึเปล่า
คุณครูหน้าแปลก เอ๊ย แปลกหน้า ที่เอาจริงเอาจังกับการสอน
จึงหันไปคุยกับกระดานดำมากกว่าจะมาสนใจว่าเด็กคนไหนอยากไปห้องน้ำ
กฎระเบียบใหม่ มาพร้อมตาราง กำหนดเวลา ข้อห้ามการจำกัดขอบเขต ให้นั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง
ฟังคุณครูสอนจนกว่าจะได้ยินเสียงออกหมดเวลาจึงจะขยับได้
ไปจนถึงกิจวัตรประจำวัน ที่ต้องตั้งโปรแกรมกันใหม่ต้องกลับบ้านช้ากว่าเดิม
จัดสรรเวลาทำการบ้าน เตรียมตารางเรียน ฯลฯ
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กๆ อาจเกิดอาการเครียด
วิตกกังวล กับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป พานให้ไฟแห่งการเรียนรู้มอดไปโดยเสียเปล่า
ไม่เฉพาะเด็กที่จะขึ้นชั้นป.1 เท่านั้นนะคะ เด็กบางคนผ่านพ้นประถมมาตั้งปีแล้ว
ก็อาจยังปรับตัวไม่ได้ซักที จึงถึงคราวที่พ่อแม่ต้องช่วยลูกในการปรับตัวปรับใจมากทีเดียว
โดยเตรียมตัวลูกในเรื่องเหล่านี้ค่ะ
- ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบในเรื่องส่วนตัว
พอขึ้นชั้นประถม เรื่องกินเรื่องอยู่ จะไม่มีคุณครูมาคอยดูแลลูกของเราอย่างใกล้ชิด
เหมือนตอนอยู่อนุบาลแล้วนะคะ สำรวจดูว่าลูกดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน
รับประทานอาหารเองได้ดีหรือเลือกรับประทานหรือเปล่า แต่งตัวเองได้มั้ย
โดยเฉพาะเด็กผู้ชายต้องสอนให้ผูกเชือกรองเท้าเป็น เวลาไปหลุดที่โรงเรียนลูกจะได้ไม่ปล่อยให้สะดุดหกล้ม
รู้จักดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น รู้จักทำความสะอาดเมื่อเข้าห้องน้ำ ฯลฯ รวมทั้งเรื่องความปลอดภัย
อย่างการขึ้นลงรถ ขึ้นลงบันได ข้ามถนนหน้าโรงเรียน ฯลฯ การดูแลเก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง
ถ้าเขายังไม่พร้อมนัก ใช้เวลาที่เหลือนี้ฝึกให้เขาทำอะไรด้วยตัวเองให้มากที่สุด
อย่าปล่อยให้พี่เลี้ยงทำให้ทุกอย่างเหมือนที่ผ่านมา
กำหนดเวลาตื่นนอน-เข้านอน เวลาดูโทรทัศน์ ออกกำลังกาย และจัดสรรเวลาทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน
ซึ่งหากเขาทำได้ดีตั้งแต่วัยอนุบาลแล้ว ก็ยังควรที่จะต้องดูแลให้ลูกปฏิบัติต่อไปในชั้นประถมอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อจะช่วยให้เขาปรับตัวกับระบบตารางเรียน กฎและข้อจำกัดต่างๆ ที่มีมากขึ้นในชั้นประถมได้ง่ายขึ้น
ที่เห็นง่ายๆ ก็เรื่องการถูกจำกัดอิสรภาพให้นั่งเรียนอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานานๆ
ผิดกับตอนอยู่อนุบาลที่ลูกมีกิจกรรมหลากหลาย ได้เคลื่อนไหวตลอดวัน
อาจทำให้ลูกที่เพิ่งขึ้นป.1 อึดอัด เบื่อหน่าย เลยเถิดเตลิดไปจนไม่มีสมาธิที่จะเรียน
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยลูกฝึกสมาธิเพื่อรับมือกับการนั่งเรียนในห้องเรียนนานๆ
ด้วยการฝึกให้ลูกทำงานฝีมือ งานศิลปะ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ
และยังช่วยเสริมสร้างทักษะในการใช้มือประสานกับสายตาให้ลูกด้วย
เพื่อเป็นทักษะพื้นฐานไปสู่การเรียนในชั้นประถม
แม้จะเนิ่นนานแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่คงยังจำเหตุการณ์เมื่อครั้งตัวเองอยู่วัยประถมได้
ลองสมมติสถานการณ์ที่เคยเจอมาให้ลูกลองคิดแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า ที่สำคัญต้องให้เขาคิดเอง
อย่าบอกวิธีแก้ไขให้เขาตรงๆ เพราะวิธีคิดต่อหนึ่งปัญหามีได้แตกต่างกันมากมาย ถ้าเขาแก้ได้
แม้จะไม่เหมือนอย่างที่เราคิด แต่ก็เป็นอีกวิธีที่ทำได้โดยไม่เสียหายอะไร พ่อแม่ต้องยอมรับด้วย
" ตอนเด็กๆ แม่ผูกเปียไปโรงเรียน โดนเพื่อนล้อบ้าง โดนแกล้งดึงเปียบ้าง ถ้ามีเพื่อนใหม่ผูกเปียมา
หนูจะทำอย่างนั้นกับเขาไหมจ๊ะ"
" มีครั้งหนึ่งพ่อท้องเสีย แต่ไม่กล้าบอกครู จนทนไม่ไหวจริงๆ ก็ยกมือขออนุญาต
ครูก็ให้ไป ไม่ได้ว่าอะไรเลย"
" ถ้าเย็นวันไหน แม่ไปรับช้าหนูจะทำยังไงจ๊ะ"
การไปโรงเรียนของลูกไม่ใช่ไปเรียนหนังสืออย่างเดียว เด็กต้องสนุกกับการเรียนรู้
และสนุกกับการเข้าสังคมด้วย ทั้งเพื่อนใหม่ ครูใหม่ เด็กวัยนี้ต้องการการยอมรับจากเพื่อนเป็นสำคัญ
ถ้าเข้ากับเพื่อนไม่ได้ก็อาจไม่อยากไปโรงเรียน ยิ่งเด็กที่ขี้อาย
อาจขาดความมั่นใจในการทักทายทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ดังนั้นหากแถวบ้านมีเด็กวัยเดียวกัน
หรือจะเข้าเรียนที่เดียวกัน ทำความรู้จักกันไว้ก่อนก็ดีนะคะ
เช่นกันเมื่อไปโรงเรียนในช่วงแรกๆ ด้วยความที่วัยนี้อยากให้เพื่อนร่วมชั้นยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
จึงจะตามใจคนอื่นมาก เมื่อกลับบ้านมาอาจเกิดอาการเครียดและหงุดหงิดได้
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตและสอบถามหากลูกมีอาการดังกล่าว และพยายามกระตุ้นให้ลูกได้ระบายความรู้สึก
เพื่อกันไม่ให้เก็บไว้จนขยายเป็นปัญหาต่อไปได้
นอกจากนี้ ไม่ควรพลาดหากมีวันนัดพบผู้ปกครองเพื่อพูดคุยกับครูประจำชั้น เพราะจะได้รับรู้ว่า
ในแต่ละวันที่ลูกอยู่โรงเรียนจะต้องเจอกับอะไรบ้าง รับรู้ระบบการเรียนการสอน และกิจกรรมเสริมหลักสูตรต่างๆ
ที่โรงเรียนจัดไว้ เพื่อจะได้ช่วยส่งเสริมการเรียนของลูกได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลพฤติกรรมของลูกระหว่างอยู่ที่บ้านกับโรงเรียน อย่างถ้าลูกเป็นเด็กขี้อาย
ขาดความมั่นใจก็ขอให้ครูช่วยส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมที่ฝึกความมั่นใจของเด็ก
เช่นฝึกให้ขายของในงานโรงเรียน เป็นต้น เมื่อพ่อแม่และครู เข้าใจเด็กแต่ละคนตรงกัน
หากมีปัญหาก็สามารถช่วยแก้ไขหรือส่งเสริมให้ไปในทิศทางเดียวกัน เด็กจะได้ไม่สับสน
อีกทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กับพ่อแม่คนอื่นก็จะเป็นประโยชน์
แต่ไม่ใช่มาอวดลูกแข่งกันนะคะ
ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ควรไปส่งลูกที่โรงเรียนเอง อย่าลืมไปรับให้ตรงเวลา เพื่อคลายความกังวล
และให้ลูกอุ่นใจว่าไม่ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนี้เพียงลำพัง ให้เขาคิดว่า
"ไม่ว่าทั้งวันจะต้องเจอกับอะไร เดี๋ยวเย็นนี้เจอ (พ่อ) แม่ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว"
ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจลูกเป็นหลัก พ่อแม่ต้องยอมรับและให้กำลังใจเขา
อาจใช้เวลาระหว่างกลับบ้านพูดคุยกัน ถามเรื่องการบ้าน เพื่อนและครู เพื่อรับรู้ความเคลื่อนไหวของลูก
ให้เขารู้สึกถึงการเอาใจใส่และอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ชื่นชมหากเขาทำสิ่งที่ถูกต้อง
และเป็นกำลังใจหากวันนั้นเขาถูกครูดุ ช่วยลูกจัดตารางเรียน และแนะนำหากลูกไม่เข้าใจการบ้าน
ต่อไปมีปัญหาอะไร เขาก็จะบอกเราเองโดยไม่ต้องถาม เพราะเขาเชื่อว่าพ่อแม่พึ่งได้
เป็นโอกาสทองของการสร้างความไว้วางใจให้กับลูกได้แต่เนิ่นๆ นะคะ
ในช่วงนี้คงต้องทุ่มเทเวลาให้เขามากหน่อย อาจจะดูจุกจิกวุ่นวายในช่วงแรกๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่ะ
เพราะหากเขาก้าวผ่านสิ่งใหม่ในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี จนรู้สึกอบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย และเชื่อมั่นแล้ว
ก็จะเป็นรากฐานให้เขาสามารถจัดการกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ในโอกาสต่อไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
นัยว่า 'ตึกมั่นเพราะฐานแน่น' นั่นล่ะค่ะ
(update 5 เมษายน 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 94 มกราคม 2547 ]
|