ทำไมลูกรักที่เคยแสนดี อยู่ๆ ก็มีวาจามาเชือดเฉือนหัวใจพ่อแม่แบบนี้นะ...
เรื่องมีอยู่ว่า
เมื่อ 2-3 เดือนก่อน เด็กชายอะต็อมหรือเจ้าต็อม-เทวดาน้อยประจำบ้านวัย 7 ขวบ
ของเพื่อนรักคนหนึ่งของดิฉันได้แปลงร่างเป็นเด็ก 'นิสัยเสีย' ไปซะแล้ว
เมื่อจู่ๆ ขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังเล่าเรื่องวุ่นๆ ระหว่างวันทำงานให้ทั้งพ่อทั้งลูกฟังในวงข้าว
เขาก็โพล่งประโยคตัดบทที่แสนจะบาดหัวใจใส่หน้าแม่ว่า
" แม่ เปลี่ยนเรื่องได้ป่าว ต็อมขี้เกียจฟัง ไม่เห็นอยากรู้เลย!"
ทั้งสองพ่อแม่ถึงกับอึ้งเพราะตั้งตัวไม่ติดกันไปครู่หนึ่ง และขณะที่กำลังส่งสายตาให้กันเป็นคำถามว่า
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ?" เจ้าต็อมก็ลุกจากโต๊ะอาหารเป็นทำนองว่าอิ่มแล้วและทำท่าว่าจะทิ้งจานข้าวไว้บนโต๊ะเสียเฉยๆ
ครั้นผู้เป็นพ่อท้วงขึ้นว่า
" อ้าว
ต็อม อิ่มแล้วเหรอ? เอาจานไปเก็บด้วยสิลูก"
เจ้าตัวน้อยก็สวนกลับด้วยอาวุธที่แหลมคมทั้งถ้อยคำและท่าทีชนิดพ่อแม่หลบไม่ทันเลยว่า
" เฮ่อ! เก็บให้หน่อยก็ไม่ได้ ต็อมกำลังรีบ (จะไปดูหนังเรื่องโปรดที่ค้างไว้) ไม่เห็นหรือไงเนี่ย!"
"
..!?!!!?
"
..
ที่ต้องเอาเรื่องนี้มาเล่าให้คุณๆ ฟังก็เพราะไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว จะรุนแรงหรือขั้นเบาะๆ
พ่อแม่ที่มีลูกวัยนี้มีสิทธิ์จะเจอเรื่องแบบนี้ได้แทบทุกคน ฉะนั้น เตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมได้เปรียบกว่า ว่าไหม ?
ส่วนเพื่อนดิฉันยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็เลยถึงกับช็อกซินีม่า น้ำตาหลั่ง
โทรศัพท์มาปรึกษาดิฉันด้วยน้ำเสียงแบบคนมีทุกข์จุกอกว่า " ทำไงดี ทำไงดี
เจ้าต็อมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ มันไปหัดนิสัยก้าวร้าว
ไม่มีที่ต่ำที่สูงแบบนี้มาจากไหนกันเนี่ย ฮือ ฮือ
"
แม่รุ่นน้องอย่างฉันก็ได้แต่รับฟัง ปลอบอกปลอบใจ
และรับปากว่าจะช่วยหาสาเหตุและทางออกให้อีกแรง
โดยด่วนเสียด้วย
ค้นคว้าตำรับตำรา จึงเพิ่งถึงบางอ้อเหมือนกันค่ะว่า อาการพูดจาก้าวร้าว
กวนอารมณ์พ่อแม่ให้ขุ่นมัวแบบที่เจ้าต็อมกำลังเป็นอยู่น่ะ แท้ที่จริงพบได้มากเลยในเด็กวัยระหว่าง 7-10 ปี
นั่นเพราะว่ากระบวนการคิดของเด็กในช่วงนี้จะซับซ้อนและพลุ่งพล่านมากขึ้นนั่นเอง
คุณหมอเดนิส โดโนแวน แพทย์ผู้อำนวยการแห่งศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการเด็ก
ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัญฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขียนหนังสือเรื่องประมาณว่า
" เอ๊ะ หนูพูดอะไรออกไปเนี่ย !?!" ("What Did I Just Say!?!") อธิบายถึงที่มาของปรากฏการณ์
การต่อปากต่อคำของลูกวัยนี้ว่า
" เด็กๆ จะเริ่มมองไปรอบๆ ตัวและคิดว่าทำไมกฎเกณฑ์ทั้งหลายถึงได้มาจากพวกผู้ใหญ่ทั้งนั้นนะ
และคิดต่อไปถึงขั้นที่ว่า เออ
บางทีเราไม่ต้องเชื่อฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดก็ได้นี่"
หรือสรุปได้ง่ายๆ ว่า การเถียง (ที่บางครั้งก็ถึงขั้นคอเป็นเอ็น)
เป็นวิธีการประกาศอิสรภาพแบบหนึ่งของเด็กในวัยนี้นั่นเอง
นอกจากนี้ยังเป็นเพราะว่าเด็กๆ วัยนี้มีโอกาสเปิดรับและซึมซับคำพูดที่ก้าวร้าว
ไปจนถึงขั้นหยาบคายได้มากขึ้นทั้งจากโรงเรียนและสื่อทีวีที่พวกเขาได้ดูได้ฟังอยู่ทุกวันด้วย
แล้วก็ลองเอามาพูด ดูปฏิกิริยาและผลที่เกิดขึ้น
ทีนี้ ถ้าพ่อแม่ไม่เท่าทัน ไม่เข้าใจ หรือบางทีมีความเครียดสุมใจเป็นทุนอยู่
เผลอโต้ตอบลูกไปด้วยอารมณ์หรือถ้อยคำรุนแรง ก็จะเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่จะทำให้เรื่องเล็ก
บานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนเกิดเป็นแผลพุพองในหัวใจของทุกคนได้โดยไม่จำเป็น
ทั้งที่ส่วนใหญ่ การเถียงของลูกเป็นเพียงการโต้ตอบโดยอัตโนมัติที่ลูกมีต่อคำพูด
หรือการกระทำของพ่อแม่เท่านั้น บางทีลูกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงเถียงหรือก้าวร้าวออกไปเช่นนั้น
สอดคล้องกับที่คุณหมอโดโนแวนบอกไว้เลยว่า ความผิดพลาดอันดับหนึ่งของพ่อแม่
ในการรับมือกับเรื่องนี้ก็คือ คือไปว่าลูกตั้งใจจะก้าวร้าวหยาบคาย
เพื่อทำร้ายความรู้สึกของตนนั่นล่ะค่ะ
" โอ.เค. ที่อธิบายมาน่ะเข้าใจแล้ว แต่จะให้พ่อแม่อย่างฉันทำยังไงล่ะ ไหนบอกมาซิ"
เพื่อนถามอย่างร้อนใจ
สำหรับ วิธีรับมือนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าอย่ากระโตกกระตากไปค่ะ
หมายความว่าต้องใจเย็นถึงเย็นที่สุดเลยเชียว เพราะอาการกราดเกรี้ยวของเรา
รังแต่จะทำให้ลูกรู้สึกพอใจที่ทำให้พ่อแม่หัวหมุนเสียศูนย์ได้
แถมไม่ต้องเสียเวลามาระเบิดพายุอารมณ์ใส่กันด้วย
ถึงลูกจะยังเด็ก แต่ก็มีอารมณ์
รู้จักโกรธเป็น โมโหเป็นเหมือนเรานะ ทางที่ดี ไม่ต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องนี้กันจะดีกว่า
ต้องถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างสุดๆ ที่พ่อแม่จะตอบกลับอาการ (ชวนตีกัน)
ของลูกด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง และพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่จริงจังว่าเราเสียใจ
และไม่ชอบสิ่งที่ลูกทำมากเพียงไร จากนั้นก็ต้องยืนยันคำสั่ง กฎเกณฑ์ของบ้าน
หรือเจตนารมณ์บางอย่างที่เราต้องการให้ลูกทำในเวลานั้น ด้วยความชัดเจน หนักแน่น อย่างเช่น
" พ่อรู้ว่าต็อมรีบก็เลยหงุดหงิด แต่ถึงยังไงต็อมก็มีหน้าที่ที่จะต้องเอาจานของตัวเองไปเก็บ
พ่อกับแม่จะไม่ทำให้ เก็บจานแล้วอยากจะดูหนังค่อยไปดู"
การที่พ่อแม่พูดกับลูกอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา แถมแสดงออกว่ารับรู้ถึงความรู้สึก
หรือความต้องการข้างในเล็กๆ ของลูกด้วยนั้น จะช่วยลดท่าทีก้าวร้าว-ไม่มีสัมมาคารวะของลูก
ที่จะเกิดในโอกาสต่อๆ ไปได้มาก เพราะพ่อแม่ได้แสดงให้ลูกเห็นก่อนว่าพ่อแม่เองก็เคารพในความคิดอ่าน
และความรู้สึกของลูกเช่นกัน
ส่วนวิธีจัดการไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำอีกนั้น ก็คงจะต้องมีมาตรการตักเตือนก่อน
โดยต้องพูดคุยกับลูกให้รับรู้และเข้าใจชัดเจนถึงกฎเกณฑ์ของบ้าน สิ่งที่ทำได้-ทำไม่ได้
รับได้-รับไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าอาการหยาบคาย ก้าวร้าว ไม่น่ารักคืออีกหนึ่งสิ่งไม่พึงปรารถนาของครอบครัวด้วย
และสุดท้าย เมื่อต้องถึงบทลงโทษ พ่อแม่ก็ควรเลือกวิธีลงโทษที่สอดคล้องกับสถานการณ์และ 'กระแทกใจ'
ในระดับหนึ่งพอให้ลูกได้หยุดและคิดถึงผลจากการกระทำของตัวเองต่อไป
ในกรณีของเพื่อนดิฉัน หลังจากตั้งสติได้แล้ว เธอบอกกลับลูกสุดที่รักด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด
" แม่เสียใจมากนะ ที่ต็อมพูดแบบนั้นกับแม่ เสียใจมากจนพาต็อมไปร้านหนังสือตามที่นัดกันไว้พรุ่งนี้ไม่ไหวแล้วละ
แม่ขออยู่บ้านทำใจสักวันแล้วกัน"
แล้วเธอก็ทำตามที่ลั่นวาจาไปจริงๆ ปรากฏว่าได้ผลค่ะ ต่อมาไม่นาน
เจ้าต็อมก็กลับมาน่ารักเหมือนเดิม
แม้เจ้าต็อมจะคืนร่างเจ้าชายน้อยแล้ว (น่า
ขอแซวหลานสักหน่อย) พ่อแม่ก็ยังประหวั่นพรั่นพรึง
ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น (หรือร้ายกว่านั้น) ให้ปวดใจอีก คำแนะนำสำหรับการป้องกันไว้ก่อน
คือต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ ดิฉันบอกเพื่อนไปตรงๆ ว่าพ่อแม่นั่นแหละที่ต้องหมั่นตั้งคำถามกับตัวเองว่า
เวลาอยากให้ลูกทำอะไร บอกเขาชัดเจนแล้วหรือยัง เพราะมีหลายต่อหลายครั้ง
ที่พ่อแม่ชอบตั้งคำถามให้ลูกตอบ เช่น "จะอาบน้ำได้หรือยังลูก?" แล้วพอลูกตอบว่า "ยัง"
เราก็มักจะฉุนปรี๊ดขึ้นมาเพราะคิดว่าลูกตั้งใจกวนอารมณ์ ทั้งที่ลูกอาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้
เราใส่ใจและให้เวลากับลูกมากพอแล้วหรือเปล่า เวลาที่เด็กๆ รู้สึกว่าถูกละเลยหรือทอดทิ้ง
พวกเขาจะ 'กดปุ่ม' เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ด้วยวิธีการต่างๆ นานา
ไม่เว้นแม้กระทั่งคำพูดโหดๆ หรือทำตัวร้ายๆ เพื่อให้พ่อแม่โกรธ
อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน หรือไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่
ถามให้แน่ว่าลูกรู้ความหมายของคำพูดหรือไม่ ช่วยลูกให้เข้าใจว่าสิ่งที่พูดนั้นรุนแรงหรือไม่ดีอย่างไร
ถามลูกว่าลูกหมายความตามนั้นหรือเปล่า (อย่าเพิ่งเหมาเอาเอง) และเราต้องช่วยปรับพฤติกรรมลูกมาทางบวก
ด้วยการสอนให้ลูกรู้ถึงความสำคัญของการพูดจาดีและสุภาพอ่อนน้อมต่อคนทุกคน
และอย่าลืมแสดงความชื่นชมทุกครั้งที่ลูกปฏิบัติตามนั้น
วันต่อมา ดิฉันส่ง e-mail ถึงเพื่อนรัก มีความว่า
" คาถาสั้นๆ ป้องกันลูกแปลงร่าง
ทำดีต่อลูกถ้าอยากให้ลูกทำดีต่อเรา
เป็นเพื่อนเล่น-เพื่อนเที่ยวกับลูกทุกสถาน
'ฟัง' ความคิดอ่านของลูกเสมอ (แม้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป)"
ง่ายๆ แค่นี้เอง แกทำได้อยู่แล้วละ เพื่อน
รัก
แม่หมี
(update 12 มกราคม 2004)
[ ที่มา..
life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 90 กันยายน 2546 ]
|